ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ฮอนด้าคือ “เบอร์ต้น” ที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ด้วยปรัชญาการสร้างรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันแต่ขับสนุกด้วยเทคโนโลยี VTEC ส่งผลให้รถรุ่นเรือธงหลายรุ่นอย่าง Civic และ Accord กลายเป็นบรรทัดฐานของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จนเราสามารถเห็นได้ละลานตาทั่วท้องถนน สะท้อนคุณภาพของแบรนด์ที่ครองใจคนทั่วโลก
แต่ล่าสุด 14 พฤษภาคม 2026 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ช็อกโลกยานยนต์ ด้วยการขาดทุนประจำปีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 1957 หรือในรอบเกือบ 70 ปี
ข้อมูลล่าสุดจากรายงานผลประกอบการปีงบประมาณซึ่งสิ้นสุด ณ มีนาคม 2026 ฮอนด้ามอเตอร์ (Honda Motor Co.) รายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 4.14 แสนล้านเยน (ประมาณ 8.6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งถือเป็นการขาดทุนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่เคยทำกำไรได้มหาศาลถึง 1.2 ล้านล้านเยน
อาณาจักรฮอนด้าที่เสื่อมอำนาจในโลกยุคใหม่
สาเหตุหลักที่ทำให้ฮอนด้าต้องเผชิญกับวิกฤตนี้อาจมาจากหลายปัจจัย แต่การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ดูเหมือนจะเป็นตัวเร่งสำคัญทั้งในทางตรงและทางอ้อมที่ทำให้ผู้ครองอาณาจักรยานยนต์ในยุคก่อนหน้าเสื่อมอำนาจลง ไม่ว่าจะเป็นราคาที่ถูก ความคุ้มค่า และเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนก้าวข้ามจุดแข็งของรถน้ำมันไปแล้ว ในขณะที่ฮอนด้าและผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นรายอื่นยังคงเดิมพันกับเทคโนโลยีไฮบริดและเครื่องยนต์สันดาป (ICE)
แต่ในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นหน้าใหม่อย่าง Tesla และยักษ์ใหญ่จากจีนอย่าง BYD กลับใช้โอกาสนี้ชิงส่วนแบ่งการตลาดไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ค่ายรถญี่ปุ่นอย่างมาสด้า (Mazda) ก็เพิ่งเปิดตัว Mazda 6e ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% ตัวแรกของแบรนด์ ที่พัฒนาร่วมกับค่ายรถจีนอย่าง CHANGAN
รถ EV กินส่วนแบ่งการตลาดของฮอนด้าในประเทศจีนและอเมริกาเหนือ ซึ่งเดิมทีเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” หลักไปอย่างน่าตกใจ นอกจากนี้ การยกเลิกเงินอุดหนุนภาษี EV ในสหรัฐอเมริกา และการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่สูงในช่วงปี 2025 ยังกลายเป็นหมัดฮุกที่ซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของฮอนด้าให้สูงขึ้นจนแบกรับไม่ไหว
ไม่นับรวมกระแสของโลกธุรกิจที่เริ่มหันไปมองเรื่องความยั่งยืนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะในทางปฏิบัติหรือเพื่อภาพลักษณ์ก็ตาม เรียกได้ว่าฮอนด้าไม่ได้เผชิญแค่คู่แข่งที่เก่งกาจ แต่ยังต้องรับมือกับสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาคที่โหดร้าย
อีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้ผู้บริโภคหันไปหา EV คือ ความผันผวนของราคาพลังงาน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านในช่วงต้นปี 2026 ที่ยืดเยื้อนานหลายเดือนและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในไทยได้เกิดภาพที่รถยนต์ต่อแถวเพื่อเติมน้ำมันยาวเหยียดเป็นกิโล ความไม่มั่นคงด้านพลังงานที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความกลัว ที่นำไปสู่ความตระหนักรู้ในกลุ่มผู้บริโภคว่า การพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียวคือความเสี่ยง
รถยนต์ไฟฟ้าจึงกลายเป็นทางออกที่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “รักษ์โลก” แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงของเงินในกระเป๋า โดยเฉพาะในยุคที่สถานการณ์โลกและเศรษฐกิจไม่แน่นอน การมีรถที่สามารถชาร์จไฟจากบ้านได้ย้ำให้คนเห็นภาพที่รถยนต์น้ำมันแบบเดิมให้ไม่ได้ ส่งผลให้แบรนด์ที่ปรับตัวไม่ทันต้องสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้ซื้อไปในที่สุด
การถอยเพื่อตั้งหลักที่อาจแก้เกมระยะยาวของฮอนด้า
วิกฤตครั้งนี้ทำให้ฮอนด้าต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ CEO โทชิฮิโระ มิเบะ (Toshihiro Mibe) ประกาศ ยกเลิกเป้าหมายรถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายในปี 2040 และหันกลับมาโฟกัสที่รถยนต์ไฮบริดและธุรกิจรถจักรยานยนต์ที่เป็นจุดแข็งเดิมแทน รวมถึงการพับโปรเจกต์พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าร่วมกับแคนาดาที่มีมูลค่ามหาศาล เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ ช่วงเดือนเมษายน 2026 ที่ผ่านมา ทางฮอนด้าก็ได้ประกาศยกเลิกจำหน่ายรถยนต์ในเกาหลีใต้ภายในสิ้นปีนี้
ซึ่งการละทิ้งเป้าหมายในการเข้าแข่งขันในตลาด EV อาจเป็นกลยุทธ์ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจในอนาคต เพราะหากลองจินตนาการถึงอนาคต ที่โลกหันไปพึ่งพาพลังงานไฟฟ้า 100% และเกิดวิกฤตซัพพลายเชนโรงงานไฟฟ้าขัดข้อง รถยนต์ไฮบริดที่ขับเคลื่อนได้ด้วย 2 ระบบ จะกลายเป็นเทคโนโลยีที่ได้เปรียบที่สุดในสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ การละทิ้งเป้าหมาย EV ของฮอนด้าจึงไม่ใช่แค่การลดต้นทุน แต่อาจเป็นการซื้อเวลาและกระจายความเสี่ยงในโลกที่ไม่แน่นอน
กรณีศึกษาการขาดทุนครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 70 ปีของฮอนด้า สะท้อนให้เราเห็นว่า ไม่ว่าจะเคยแข็งแกร่งแค่ไหน หรืออยู่มานานเท่าไหร่ ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในอดีตไม่ได้การันตีความสำเร็จในอนาคต โดยเฉพาะในโลกยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด













