ถ้านี่ไม่ใช่ยุคที่เทรนด์สุขภาพมาแรงที่สุด แบรนด์แก็ดเจ็ตหลายค่าย ก็คงไม่มาเปิดตัวสวนกันหมัดต่อหมัดแบบนี้ หนึ่งในแกดเจตสุขภาพที่ทุกคนนึกถึง คงหลีกหนีไม่พ้นสมาร์ตวอตช์หรือสายรัดข้อมือ
หลังจากงาน Hyrox จบไปหลายคนก็อาจจะเห็นว่าดาราและนักกีฬาหลาย ๆ คนมักสวมอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งนอกเหนือจากสมาร์ตวอตช์ นั่นคืออุปกรณ์ประเภทสายรัดข้อมืออัจฉริยะ (Wearable Device) ที่ไม่มีหน้าจอ
นี่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยจุดเด่นคือการสวมใส่ที่สบาย ไม่กวนสายตา แต่เหมือนมีโคชมายืนเก็บสถิติข้าง ๆ ตั้งแต่การออกกำลังกาย การเผาผลาญ รวมไปถึงการนอน เพื่อเอาไปต่อยอดในการพัฒนาร่างกาย หรือปรับพฤติกรรม
แต่ก่อนเจ้าตลาดคือ Whoop 5.0 แต่ล่าสุด Google ออกมาเปิดตัว Fitbit Air ที่น่าจับตามอง คำถามคือ 2 รุ่นนี้ต่างกันตรงไหนบ้าง วันนี้มาดูกันว่า ตัวไหนจะคุ้มค่า แล้วเลือกตัวไหนจบ BT beartai สรุปข้อมูลมาไว้ให้แล้ว
Fitbit Air
- น้ำหนัก : 12 กรัม
- การกันน้ำ : 5 ATM (ลงน้ำได้ลึก 50 เมตร ใส่ดำน้ำได้จริงจัง)
- แบตเตอรี่ : ใช้งานได้สูงสุด 7 วัน
- ระบบการชาร์จ : ชาร์จผ่านสาย พร้อมระบบ Quick Charge (ชาร์จ 5 นาที ใช้ได้ทั้งวัน)
- เซนเซอร์สุขภาพ : วัดค่าพื้นฐานครบ (อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก, ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ, อัตราการหายใจ, ระดับออกซิเจนในเลือด, อุณหภูมิผิวหนัง)
- จุดเด่นเฉพาะตัว : ตรวจสัญญาณภาวะหัวใจล้มเหลว (AFib) และประเมินความพร้อมร่างกาย (Readiness Score)
- Google Health Coach (Gemini) สรุปข้อมูลสุขภาพให้เป็นบทความสั้น ๆ อ่านง่าย
Whoop 5.0
- น้ำหนัก : 27 กรัม
- การกันน้ำ : IP68 ลึก 10 เมตร นาน 2 ชม. เน้นกันเหงื่อและใส่อาบน้ำ
- แบตเตอรี่ : ใช้งานได้สูงสุด 14 วัน
- ระบบการชาร์จ : ชาร์จได้โดยไม่ต้องถอดเครื่องออกจากข้อมือ
- เซนเซอร์สุขภาพ : วัดค่าพื้นฐาน (อัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก, ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ, อัตราการหายใจ, ระดับออกซิเจนในเลือด, อุณหภูมิผิวหนัง) เน้นคำนวณ ‘ชั่วโมงนอนที่ค้างสะสม’ (Sleep Debt)
- จุดเด่นเฉพาะตัว : คำนวณความสมดุลร่างกาย (Strain vs Recovery) เพื่อดูความเหนื่อยล้าเทียบการฟื้นฟู
- WHOOP Coach (GPT4) เน้นวิเคราะห์แผนซ้อมแบบเจาะลึก
Fitbit Air VS Whoop ตัวไหนจบ
ถ้าจะถามว่าตัวไหนจบ ต้องย้อนกลับมาดูที่เงินในกระเป๋า และความจริงจังในการดูข้อมูล
Fitbit Air มาในเวย์ที่เราคุ้นเคยคือซื้อขาด ในราคาเริ่มต้นประมาณ 3,200 บาท จ่ายครั้งเดียวก็ใช้ได้ตลอดชีพจนกว่าจะพัง ฟีเจอร์สุขภาพหลัก ๆ ใช้ฟรีหมด แต่ถ้าช่วงไหนอยากได้โคช AI มาช่วยวิเคราะห์ลึก ๆ ค่อยจ่ายรายเดือนเพิ่มประมาณ 300 กว่าบาท เพื่อปลดล็อกฟีเจอร์พรีเมียม ซึ่งมันยืดหยุ่นกว่ามากสำหรับคนทำงานทั่วไป
ในขณะที่ Whoop ให้เราอยู่ในรูปแบบของผู้เช่าใช้ 100% ต้องควักเงินจ่ายรายปีประมาณ 7,300 บาทขึ้นไป เพื่อแลกกับเครื่องมาใส่ และเข้าถึงระบบข้อมูล ใครที่เป็นสายกีฬาจ๋า ๆ หรือต้องการรีดศักยภาพร่างกายแบบสุดตัว Whoop จะตอบโจทย์ในแง่ของข้อมูลที่ลึกและต่อเนื่องกว่า
อย่างไรก็ดี การเลือกซื้อสินค้าสักตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์เสมอไป อาจจะขึ้นอยู่กับรสนิยม และสเปกของแต่ละตัวที่ตอบโจทย์ด้วยครับ













