สรุปเนื้อเรื่องจักรวาลเกม Nier Automata ตอนที่ 2 : เรื่องราวของ Nier Automata

บทสรุปเนื้อเรื่องนี้จะเขียนให้รูปแบบ Chronologically คือเรียงตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จากลำดับการเล่นในเกมหรือสิ่งที่ตัวละครรับรู้นะครับ เนื่องจากเชื่อว่าการเขียนลักษณะนี้จะครอบคลุมเนื้อหาและรายละเอียดได้มากกว่า และแน่นอนว่าสปอยล์หนักหน่วงมาก ใครที่ยังไม่ได้เล่นหรืออยากเสพย์เนื้อเรื่องของเกมซีรี่ส์นี้ด้วยตัวเองก่อนก็ระวังกันด้วยนะครับ

สำหรับสรุปนี้จะเป็นตอนที่ 2 ของซีรี่ส์ สรุปเนื้อเรื่องจักรวาลเกม Nier Automata นะครับ สำหรับตอนแรกซึ่งเป็นรื่องราวของ Nier ภาคแรกและที่มาที่ไปก่อนจะมาถึงเหตุการณ์ใน Nier Automata สามารถกลับไปอ่านได้ที่ลิ้งค์นี้เลยครับ สรุปเนื้อเรื่องจักรวาลเกม Nier Automata ตอนที่ 1 : Nier Gestalt / Nier Replicant

ถ้าพร้อมแล้ว มาต่อกันเลย

หลังจากการสูญสิ้นของมนุษยชาติจากความล้มเหลวของโปรเจ็คต์ Gestalt ในปี 4198 ซึ่งทำให้โลกเหลือเพียงเหล่าแอนดรอยด์ที่ยังอาศัยอยู่ แอนดรอยด์ส่วนหนึ่งที่รับรู้ถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ ก็ได้ตกลงกันที่จะปกปิดความจริงนี้จากแอนดรอยด์ตัวอื่นๆ ด้วยกังวลว่าจะส่งผลต่อขวัญกำลังใจในการดำรงอยู่ของพวกเขา เนื่องจากแอนดรอยด์นั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยเป้าหมายในการ ปกป้องมนุษยชาติ

ทว่าในปี 5012 ภัยก็ได้มาเยือนโลกอีกครั้ง เมื่อมนุษย์ต่างดาว (Alien) ได้เดินทางมายังโลก

เอเลี่ยนเดินทางมาที่โลกเพื่อยึดครองและได้ทำการเปิดสงครามกับเหล่าแอนดรอยด์ในทันที พวกมันส่งกองทัพเครื่องจักรมีชีวิตที่เรียกว่า Machine Lifeform เข้าจู่โจม โดยกองทัพ Machine Lifeform ทุกตัวจะเชื่อมต่อกันด้วยเซิร์ฟเวอร์กลางที่เรียกว่า The Network อันเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกโปรแกรมมาให้มีจุดประสงค์เพียงหนึ่ง คือการทำลายล้างศัตรู

ทุกๆ สิ่งที่เหล่า Machine Lifeform แต่ละตัวได้เจอจะถูกอัพโหลดเข้าสู่ The Network และถูกแชร์ไปยัง Machine Lifeform ตัวอื่นๆ ตลอดเวลา ประมาณว่าเป็นกองทัพเครื่องจักรที่ติดต่อและส่งข่าวสารถึงกันตลอดเวลาได้นั่นเอง นอกจากนี้พวกมันยังยึดซากโรงงานเก่าจากอารยธรรมของมนุษย์เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิต Machine Lifeform ขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ จากแกนกลาง (Machine Core) ของตัวที่ถูกทำลายไป ทั้งหมดนี่ทำให้ Machine Lifeform สามารถพัฒนาความสามารถในการรบได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีขีดจำกัดในด้านจำนวน

สงครามระหว่างแอนดรอยด์และเครื่องจักร

อีมิลที่ยังมีชีวิตอยู่เนื่องจากร่างกายของเป็นอมตะก็ได้เข้าต่อสู้กับกองทัพ Machine Lifeform เช่นกัน เนื่องจากอีมิลต้องการปกป้องโลกที่พวกเนียร์ ไคเน่ และ Weiss เคยอยู่แม้ตอนนี้พวกเขาจะตายไปหมดแล้วก็ตาม อีมิลใช้พลังเวทย์มนตร์ของตนโคลนร่างตัวเองขึ้นมากมายเพื่อใช้เป็นกองทัพในการตอบโต้พวกเอเลี่ยน แต่แม้พลังเวทย์ของอีมิลจะมหาศาลเพียงใด ก็ไม่อาจต้านทานกองทัพเครื่องจักรที่ไร้ขีดจำกัดนี้ได้มากนัก

การต่อสู้ผ่านไปอย่างยาวนาน ร่างต้นของอีมิลได้หายสาบสูญ เหลือเพียงร่างแยกของอีมิลที่ยังคงต่อสู้และแยกร่างต่อสายไปเรื่อยๆ ร่างแยกเหล่านี้เริ่มลืมเลือนความทรงจำของร่างต้น ความคิดของพวกมันเริ่มบิดเบี้ยวและฝักใฝ่แต่การทำลายล้าง กระนั้นในที่สุด พวกมันก็พ่ายแพ้ต่อกองทัพ Machine Lifeform และหลับใหลอยู่ ณ ใจกลางทะเลทรายแห่งหนึ่ง

ในปี 5204 ทางฝั่งแอนดรอยด์ทำการตอบโต้ด้วยการผลิตแอนดรอยด์สำหรับการรบขึ้นที่สถานีบนดวงจันทร์ แล้วส่งแอนดรอยด์เหล่านี้มาทำภารกิจในการต่อสู้กับ Machine Lifeform บนโลก แม้จะเสียเปรียบทางด้านกำลังอย่างมาก แต่แอนดรอยด์ก็ผลิตรุ่นใหม่ๆ ออกมาปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงปกปิดความลับเรื่องการสูญพันธ์ของมนุษยชาติไว้

สงครามระหว่างแอนดรอยด์และเอเลี่ยนไปผ่านหลายต่อหลายครั้งเป็นเวลาหลายพันปี ในระหว่างนั้น The Network ที่เป็นเสมือนมันสมองร่วมกันของกองทัพ Machine Lifeform ก็เริ่มวิวัฒนาการตนเอง

อย่างที่บอกไปว่า The Network นั้นถูกสร้างขึ้นมาโดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือการ ทำลายศัตรู พวกมันจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ในการปกป้องหรือเก็บพวกเอเลี่ยนไว้ พวกมันได้พัฒนาตนเองจนเหนือการควบคุมของพวกเอเลี่ยน และในที่สุดก็เป็น The Network เองนี่แหละ ที่นำเหล่า Machine Lifeform สังหารพวกเอเลี่ยนที่เป็นผู้สร้างพวกมันขึ้นมาเอง ซึ่งเรื่องนี้ถูกปิดไว้ไม่ให้พวกแอนดรอยด์รู้

วิวัฒนาการที่บ้าคลั่ง

หลังจากที่ The Network ได้ทำการสังหารเอเลี่ยนจนหมดแล้ว พวกมันก็จะได้ตระหนักถึงความขัดแย้งในการดำรงอยู่ของตนเอง นั่นคือการที่ The Network นั้นถูกพวกเอเลี่ยนโปรแกรมมาให้มีเป้าหมายเดียวคือการทำลายล้าง “ศัตรู” กลับทำให้ The Network พบว่าพวกมันไม่สามารถที่จะกวาดล้างแอนดรอยด์ให้หมดจากโลกอย่างสมบูรณ์ได้ เพราะหากทำแบบนั้น มันก็จะสูญเสียเป้าหมายในการดำรงอยู่ไปเนื่องจากไม่มี “ศัตรู” เหลือให้ทำลายอีก

เพื่อที่จะหาคำตอบให้กับปัญหานั้น The Network จึงจงใจแตกระบบของตัวมันเองออกเป็นสายการพัฒนาสติสัมปชัญญะของ Machine Lifeform ออกไปหลายๆ กลุ่ม เพื่อให้เกิดความหลากหลายขึ้นในแต่ละสำนึกคิดที่จะถูกพัฒนาขึ้นมา สิ่งนี้ทำให้เกิดเป็นสังคมของพวก Machine Lifeform แบบที่เราเห็นได้ในเกม ไม่ว่าจะเป็น หมู่บ้านของหุ่นยนต์ที่รักสงบและอยากใช้ชีวิตเหมือนมนุษย์อย่างหมู่บ้านของ Pascal, อาณาจักรแห่งป่าที่พวกหุ่นยนต์อาศัยอย่างผาสุขไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอก, กลุ่มลัทธิของหุ่นยนต์ที่เชื่อในพระเจ้า หรือพวกหุ่นอื่นๆ ตัวนั้นตัวนี้ที่เราไปทำซับเควสต์ด้วยอย่างเช่น หุ่นผู้หลงใหลในศิลปะการต่อสู้อย่างฟาเธอร์ซาโว หุ่นนักปรัชญาที่ตั้งคำถามกับชีวิตในเนื้อเรื่องของ 9S ก็ล้วนแล้วแต่มาจากเหตุการณ์นี้ทั้งนั้น

ในขณะเดียวกัน The Network ที่กระจัดกระจายออกไปนั้นก็ดำเนินกระบวนการซ่อมแซมตนเองไปในตัว เพื่อค่อยๆรวบรวมข้อมูลที่ได้ทั้งจากสายการพัฒนาสติสัมปชัญญะที่แตกออกไปดังกล่าว และข้อมูลที่เก็บกู้ได้จากซากอารยธรรมของมนุษย์บนโลก สิ่งนี้ทำให้ The Network ได้รับรู้ตั้งแต่องค์ความรู้และประวัติศาสตร์ของมนุษยศาสตร์ ไปจนถึงเรื่องราวของโปรเจ็คต์ Gestalt ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็ทำให้ The Network สนใจในมนุษยชาติเป็นอย่างมาก พวกมันค้นพบว่าความซับซ้อนและขัดแย้งในตัวเองของมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่น่าพิศวง แตกต่างจากพวกมันเอง เอเลี่ยน หรือแอนดรอยด์ ที่ดำรงอยู่ภายใต้กรอบของหน้าที่ที่ถูกโปรแกรมมาอย่างเรียบง่าย

ทั้งหมดนี้จึงทำให้ The Network ที่ซ่อมแซมตัวเองขึ้นมาใหม่ ได้วิวัฒนาการสติสัมปชัญยะขึ้นไปอีกขั้น เกิดเป็น อัตตา(Ego) ที่มีความสนใจในมนุษย์เป็นอย่างมาก อัตตานี้ได้สร้างรูปลักษณ์ของตนเองขึ้นมาโดยเลียนแบบลักษณะของเด็กหญิงมนุษย์ฝาแฝด ซึ่งภายหลังจะถูกเรียกว่า The Red Girl หรือ N2

ซึ่ง Red Girl หรือ N2 นี้ก็จะเปรียบเสมือนบอสใหญ่ของเกมนี้นี่แหละ

ประมาณปี 11000 หลังจากเกิดสงครามและการต่อสู้ขึ้นหลายต่อหลายครั้งนับหลายพันปี เหล่าแอนดรอยด์ที่รอดชีวิตจากสงครามแต่กลับถูกฐานบัญชาการบนดวงจันทร์ทอดทิ้ง ก็เริ่มโกรธแค้นมนุษย์และแอนดรอยด์บนดวงจันทร์ที่ทอดทิ้งพวกตน พวกเขาได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น กลุ่มต่อต้าน (Resistance) เป็นกองกำลังที่แยกตัวออกมาจากฐานบัญชาการหลักบนดวงจันทร์ พวกเขาทิ้งรหัสที่ถูกใช้เรียกเดิมแล้วตั้งชื่อใหม่ให้กันและกันเหมือนมนุษย์ คอยปฏิบัติการต่อสู้กับ Machine Lifeform เพื่อการทวงคืนโลกกลับมาด้วยตนเอง

หลังจากนั้นไม่นาน ความลับเรื่องการสูญพันธ์ของมนุษยชาติก็เริ่มรั่วไหลสู่กลุ่มต่อต้านและเหล่าแอนดรอยด์ที่ยังคงปฏิบัติการณ์อยู่ ข่าวลือเกี่ยวกับการสูญพันธุ์นี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของพวกแอนดรอยด์อย่างมาก เนื่องจากพวกแอนดรอยด์ถูกโปรแกรมมาโดยมีจุดประสงค์สูงสุดคือทำทุกอย่างเพื่อปกป้องมนุษยชาติ ดังนั้นเมื่อไม่มีมนุษยชาติให้ปกป้องอีกต่อไป เหล่าแอนดรอยด์จึงต่างสูญเสียเป้าหมายของการดำรงอยู่ของตน เมื่อเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็สูญเสียกำลังใจในการรบกับกองทัพ Machine Lifeform ไปด้วย ในการนั้นแอนดรอยด์กลุ่มหนึ่งจึงวางแผนหลอกแอนดรอยด์ที่เหลือว่ามนุษยชาติยังคงไม่สูญพันธ์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและเหตุผลในการดำรงอยู่แก่พวกเขา ซึ่งแผนการนี้ก็คือโปรเจ็คต์ Yorha

ในขั้นแรก พวกเขาได้ทำการสร้างเซิร์ฟเวอร์หลอกๆ ขึ้นที่ฐานบนดวงจันทร์ เรียกว่า Lunar Server โดยเซิร์ฟเวอร์นี้จะแสร้งทำเป็นว่ามีการติดต่อมาจากมนุษย์ในฐานนั้นเพื่อเป็นหลักฐานว่ายังมีมนุษย์เหลือรอดอยู่ โดยอ้างว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ที่เหลือรอดอยู่จากสงครามกับพวกเครื่องจักรและเอเลี่ยนได้อพยพไปอาศัยอยู่บนดวงจันทร์ตั้งแต่ปี 5204 แล้ว และแอนดรอยด์ที่ถูกผลิตมาต่อกรกับกองทัพก็ล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานที่เรียกว่า สภาแห่งมนุษยชาติ (Council of Humanity) ซึ่งเป็นหน่วยงามปลอมๆ ที่เอาไว้หลอกว่ามนุษย์ยังไม่สูญพันธ์นั่นเอง

ตัวตนที่แท้จริงของโปรเจ็คต์ Yorha

ขั้นตอนต่อมา คือการใช้ข้อมูลทางการรบที่เก็บได้ตลอดการทำสงครามที่ผ่านมาในการผลิตหน่วยรบแอนดรอยด์ที่มีศักยภาพในการสงครามสูง ทั้งทางด้านการต่อสู้ การติดต่อสื่อสาร ตลอดจนการแฮคและเก็บกู้ข้อมูล ซึ่งหน่วยรบนี้ก็คือหน่วย Yorha

โดยแท้จริงแล้ว Yorha นั้นถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้เรื่องโกหกที่ว่ามนุษย์ยังไม่สูญพันธุ์นั้นสมบูรณ์ ด้วยการส่งหน่วย Yorha ลงไปร่วมมือกับกลุ่มต่อต้านในการปฏิบัติภารกิจและต่อสู้กับ Machine Lifeform โดยอ้างว่าอยู่ภายใต้คำสั่งของ Council of Humanity เพื่อให้กลุ่มต่อต้านเชื่อว่ามนุษย์เป็นผู้พัฒนาและส่ง Yorha ลงมาจริงๆ จากนั้นจึงเก็บรวบรวมข้อมูลทางการต่อสู้และข้อมูลของ Machine Lifeform ตลอดจนพวกเอเลี่ยนให้ได้มากที่สุด จนเมื่อมีข้อมูลเพียงพอต่อการพัฒนาหน่วยรบรุ่นต่อไปแล้ว แอนดรอยด์กลุ่มที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดก็จะทำการดาวน์โหลดข้อมูลของโปรเจ็คต์ Yorha เท่าที่จำเป็นจากทาง Backdoor ในเซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์ (Bunker) อันเป็นฐานบัญชาการของหน่วย Yorha เมื่อได้รับข้อมูลที่ต้องการแล้ว จึงจะทำการลบข้อมูลทั้งหมดที่เหลือทิ้งและจงใจปล่อยให้ The Network แฮคเข้าสู่เซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์และทำลายล้างหน่วย Yorha จนสิ้นซากได้ เป็นอันฝังข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวข้องความลับเรื่องสูญพันธุ์ของมนุษยชาติไปตลอดกาล

สรุปคือ หน่วย Yorha นั้นถูกวางแผนมาเพื่อให้ต้องถูกทำลายทิ้งมาตั้งแต่ต้นแล้ว ถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือในการเก็บข้อมูลและปกปิดความลับเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติเท่านั้น

และจากแผนการดังกล่าว เหล่าแอนดรอยด์ที่อยู่เบื้องหลังแผนการทั้งหมดนี้จึงได้เลือกใช้ แกนกลางของพวกเครื่องจักร(Machine Core) มาบรรจุเป็น Black Box ในโมเดลของหน่วย Yorha แต่ละตัว เพื่อใช้เป็นตัวสร้างสติสัมปชัญญะ แทนที่การบรรจุ A.I. ตามปกติที่ใช้กันในการผลิตแอนดรอยด์ เนื่องจากมองว่าตามแผนการแล้ว ยังไงๆ สมาชิกหน่วย Yorha ก็จะต้องถูกกำจัดในที่สุด การบรรจุ A.I. ตามปกติอาจดูไร้มนุษยธรรมเกินไป

หมายความว่าทั้งพวก Machine Lifeform และ เหล่าแอนดรอยด์ในหน่วย Yorha ต่างก็มีโครงสร้างทางสติสัมปชัญญะที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งก็ทำให้ง่ายต่อการที่จะปล่อยให้ The Network แฮคเข้าสู่ระบบของสมาชิกหน่วย Yorha เมื่อถึงเวลาที่จะทำลายทิ้งอีกด้วย

ทั้งหมดทั้งปวงนี่ก็คือตัวจริงของโปรเจ็คต์ Yorha ซึ่งถูกปกปิดจากสมาชิกในหน่วยทั้งหมดแม้กระทั่ง Commander เองก็ตาม ส่วนเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษยชาตินั้น มีเพียง Commander เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้

โศกนาฏกรรมของยูนิท A หมายเลข 2

ปี 11941 สงครามเครื่องจักรครั้งที่ 14 (14th Machine War) ก็ได้เริ่มขึ้น พร้อมๆ กับที่โมเดลรุ่นโปรโตไทป์ของหน่วย Yorha รุ่นแรกพร้อมออกปฏิบัติการ ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือ A2

ทางบังเกอร์ได้ส่งหน่วยของ A2 ลงมาให้ปฏิบัติภารกิจในการเข้าจู่โจมและทำลายเซิร์ฟเวอร์ของ The Network ที่เชื่อว่าซ่อนอยู่ใต้ดินลึกลงไปในภูเขาคาอาลา (Mt.Ka’ala) ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นภารกิจลวง ทางบังเกอร์รู้ดีว่าการทำลายเซิร์ฟเวอร์นี้ไม่สามารถทำอะไร The Network ได้ แต่ก็ยังส่งหน่วยของ A2 ไปเพียงเพราะต้องการเก็บข้อมูลการต่อสู้ของรุ่นโปรโตไทป์ก่อนจะผลิตรุ่นจริงออกมาในภายหลังเท่านั้น นั่นคือทางบังเกอร์ตั้งใจส่งหน่วยของ A2 ลงไปตายตั้งแต่แรกแล้ว

โดยจากสมาชิกทั้งหมด 16 คน ได้เดินทางลงสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัยเพียง 4 คนเท่านั้น คือ A2 A4 16S และ 26S

หน่วยของ A2 ได้รับความช่วยเหลือจากกลุ่มต่อต้านที่นำโดย โรส (Rose) และอเนโมนี (Anemone) ที่กำลังทำการรบอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงพอดี เมื่อกลุ่มต่อต้านได้ฟังข้อมูลของภารกิจนี้ก็ให้ความร่วมมือด้วย ในขณะที่แม้พวกของ A2 จะพยายามติดต่อขอกำลังเสริมจากบังเกอร์เท่าไหร่ ก็ถูกปฏิเสธอย่างไม่ใยดี

ที่สุดแล้ว หน่วยของ A2 กับกลุ่มต่อต้านก็เข้าบุกฐานเซิร์ฟเวอร์ของ The Network ที่เขาคาอาลา พวกเขาได้บุกไปจนถึงห้องเซิร์ฟเวอร์โดยแลกกับชีวิตของกลุ่มต่อต้านและพวกพ้องของ A2 หลายคน ที่นั่น  A2 ได้พบกับ The Red Girl เป็นครั้งแรก The Red Girl นั้นเฝ้ามองดูพวกของ A2 และกลุ่มต่อต้านในภารกิจนี้มาตั้งแต่แรกเพราะสนใจในการแสดงออกทางอารมณ์ของทั้งพวก A2 และกลุ่มต่อต้านที่คล้ายคลึงกันมนุษย์มาก

The Red Girl ได้เปิดเผยให้ A2 ได้รู้ว่าภารกิจเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงของบังเกอร์เท่านั้น สิ่งที่พวก A2 เสียสละมาสุดท้ายก็สูญเปล่า A2 และ A4 พยายามเข้าต่อสู้กับ The Red Girl แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะภาพของ The Red Girl ที่พวกเขาเห็นนั้นเป็นเสมือนโฮโลแกรมเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในการสื่อสารเท่านั้น พวกเธอคือ The Network เซิร์ฟเวอร์ที่ไม่มีวันถูกทำลายได้ เมื่อเห็นดังนั้น A4 จึงเสียสละตัวเองใช้ระเบิดที่ถูกบังเกอร์ติดตั้งไว้ภายในร่างกายเข้าระเบิดห้องเซิร์ฟเวอร์

เหตุการณ์ในครั้งนั้นมีผู้รอดชีวิตเพียง 2 คน คือ อเนโมนี และ A2 โดยอเนโมนีนั้น ภายหลังได้กลับไปรวมกับกลุ่มต่อต้านที่เหลือและขึ้นเป็นหัวหน้าแทนโรสที่เสียชีวิตไป ส่วน A2 นั้น หลังจากที่ได้รู้ว่าตนถูกบังเกอร์ทรยศ ก็ตัดสินใจฉายเดี่ยว ออกฆ่าล้างเหล่า Machine Lifeform ด้วยตัวคนเดียวเพื่อเป็นการล้างแค้น และพร้อมจะสังหารหน่วย Yorha ทุกคนที่ถูกส่งมาตามล่าเธอ

ทางด้านบังเกอร์ ก็ได้นำข้อมูลที่ได้จากภารกิจมาประกอบในการผลิตหน่วย Yorha สำหรับใช้จริงในอนาคต ซึ่งพบว่า A2 นั้นมีความสุขุมเยือกเย็นในการรับมือกับสถานการณ์ตึงเครียดที่ดี จึงได้นำข้อมูลบุคลิกภาพของ A2 มาใช้เป็นต้นแบบของบุคลิกภาพในหน่วย E ซึ่งจะพูดถึงต่อไป

ในขณะที่เบื้องหลังนั้น The Red Girl ได้ฉวยโอกาสนี้ ในการเข้าแฮคไปในเซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ที่นั่น พวกเธอได้รับรู้และนำข้อมูลมากมายเข้าเก็บในคลังเซิร์ฟเวอร์ของ The Network ซึ่งรวมถึงการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติและตัวจริงของโปรเจ็คต์ Yorha ด้วย

หลังจากนั้น Yorha ก็ได้ทำการผลิตโมเดลสำหรับใช้ในการปฏิบัติการณ์จริงขึ้นมา ซึ่งจะแบ่งหน้าที่และความเชี่ยวชาญกันไปตามแต่ละรหัสตัวอักษรของโมเดล ซึ่งเอาหลักๆ เท่าที่มีบทบาทในเกมจะมีประมาณนี้

ยูนิท B – มาจาก Battle Unit เป็นโมเดลที่มีความเชียวชาญในทางการต่อสู้และการใช้อาวุธเป็นพิเศษ เป็นหน่วยรบแนวหน้าของ Yorha

ยูนิท S – มาจาก Scanner Unit เป็นโมเดลที่มีความเชียวชาญในการเก็บกู้ข้อมูลและการแฮค เป็นเหมือนหน่วยซัพพอร์ตที่ช่วยให้ยูนิท B ทำงานได้ง่ายขึ้น

ยูนิท O – มาจาก Operator Unit เป็นโมเดลที่มีความเชี่ยวชาญในการสื่อสาร วิเคราะห์และประมวลผลข้อมูล ยูนิท O จะทำงานแค่เพียงบนบังเกอร์เท่านั้น ไม่ได้รับอนุญาตให้ลงปฏิบัติการบนพื้นโลก โดยจะจับคู่กับยูนิทอื่นๆ ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่แล้วยูนิท O จะเป็นผู้ประสานงาน คอยส่งมอบคำสั่งจาก Commander หรือรับรายงานภารกิจต่างๆ จากยูนิทที่เป็นคู่หู

ยูนิท E – มาจาก Executioner Unit เป็นโมเดลพิเศษที่จะถูกส่งไปแฝงตัวตามกลุ่มต่อต้านหรือหน่วยต่างๆ ใน Yorha ด้วยกันเอง คอยลอบสังหารแอนดรอยด์ตัวใดก็ตามที่ทรยศ หลบหนีจากการต่อสู้ หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นภัยต่อ Yorha ซึ่งโมเดลในหน่วยนี้จะมีฐานบุคลิกภาพมาจากข้อมูลบุคลิกภาพของ A2 เนื่องจากความสุขุมเยือกเย็นในการรับมือสถานการณ์บีบคั้นของ A2 นั่นเอง

โดยแต่ละยูนิท จะมี Pod หุ่นยนต์ขนาดเล็กสำหรับคอยซัพพอร์ตการทำภารกิจ มาเป็นคู่หูยามออกปฏิบัติการณ์

ชะตากรรมอันโหดร้ายของ 2B และ 9S

แต่ก็มีโมเดลในหน่วย Yorha รุ่นใช้งานจริงนี้อยู่ 2 ตัว ที่พิเศษกว่าตัวอื่นๆ นั่นก็คือ 2B และ 9S ตัวเอกทั้งสองของเรานั่นเอง

9S นั้นเป็นยูนิท S รุ่นที่ไฮเอนด์กว่าตัวอื่นๆ คือเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีประสิทธิภาพในการเก็บกู้ข้อมูล แฮค ตลอดจนการคิดวิเคราะห์ที่เหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ซึ่งโดยปกติก็เป็นผลดีต่อการรบ แต่ในทางกลับกัน ด้วยความสามารถที่สูงเป็นพิเศษนี้ ทำให้ทาง Commander รู้ดีว่าสักวันหนึ่ง 9S จะต้องค้นพบความจริงเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติแน่ ในการนั้น เธอจึงได้ส่งหน่วย E ตัวหนึ่ง แฝงตัวเข้าไปจับคู่กับ 9S ซึ่งนั่นก็คือ 2B

ชื่อรหัสที่แท้จริงของ 2B คือ 2E เป็นหนึ่งในยูนิท E ที่มีหน้าที่ในการลอบสังหารผู้ที่เป็นภัยต่อ Yorha เธอได้รับคำสั่งจาก Commander ในการแฝงตัวมาเป็นโมเดล B และปฏิบัติการในฐานะคู่หูของ 9S เพื่อคอยจับตาดูและสามารถที่จะลอบสังหาร 9S ได้ในทันท่วงที หากพบว่า 9S ได้รับรู้ความจริงเกี่ยวกับการสูญพันธ์ของมนุษยชาติ พูดๆง่ายก็คือ หน้าที่ของ 2B คือการฆ่าปิดปาก 9S เมื่อใดก็ตามที่เค้ารู้ความจริงนั่นเอง

สำหรับ Pod ที่เป็นคู่หูของ 2B คือ Pod042 และของ 9S คือ Pod153 โดย Pod ทั้งสองนี้จะทำการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันสม่ำเสมอ เพื่อให้ 2B รับรู้ได้ทันที หาก 9S กำลังจะรู้ความจริง

2B และ 9S ได้ออกทำภารกิจด้วยกันหลายต่อครั้ง เมื่อ 9S ดันไปรู้ความจริงเข้า 2B ก็จะสังหารทันที จากนั้นก็รีบู๊ทความทรงจำของ 9S ขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็ส่งออกไปทำภารกิจด้วยกันเหมือนเดิมโดยทำเหมือนเป็นครั้งแรก มีเพียง 2B เท่านั้นที่ยังจำทุกอย่างได้ วนลูปไปเรื่อยๆแบบนี้

ในระหว่างนั้น 2B กลับรู้สึกผูกพันกับ 9S มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะ 9S เป็นแอนดรอยด์ที่ฉลาดและเรียนรู้ได้ไว ทุกครั้งที่ออกทำภารกิจด้วยกัน พัฒนาการทางความรู้สึกนึกคิดของ 9S ก็ส่งผลต่อ 2B ไปด้วย ทำให้ 2B เจ็บปวดมากขึ้นทุกครั้งที่ต้องสังหาร 9S ด้วยมือของเธอเอง และต้องนับหนึ่งรู้จักกับ 9S คนใหม่ ที่สุดท้ายก็ยังทำให้เธอสนิทสนมและผูกพันด้วยเหมือนเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หนึ่งในเหตุการณ์ระหว่าง 2B และ 9S ก่อนที่จะถึงเรื่องราวหลักในเกมได้ปรากฏอยู่ในนิยาย Memory Cage จากหนังสือ Nier Automata World Guide Book ซึ่งผมได้สรุปไว้ให้ข้างล่างนี้ หากใครอยากข้ามไปเนื้อเรื่องหลักต่อก็ต่อไปย่อหน้าถัดไปได้เลย

สรุปเนื้อเรื่องในนิยาย Memory Cage

เนื้อเรื่องนิยายนี้ไม่มีการบ่งบอกเวลาที่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเกิดก่อนเหตุการณ์หลักใน Nier Automata ประมาณช่วงปี 11942 ถึงปี 11945

เรื่องราวเริ่มต้นด้วย 2B และ 9S ได้รับมอบภารกิจมาให้มาสำรวจซากโบราณสถานจากอารยธรรมของมนุษย์แห่งหนึ่งเพื่อเก็บกู้ข้อมูลที่มนุษยชาติทิ้งไว้ก่อนจะหนีไปอยู่บนดวงจันทร์ ซึ่งที่นั่นคือ Barren Temple อันเป็นหนึ่งในสถานที่ใน Nier ภาคแรก โดยที่ภารกิจนี้แท้จริงเป็นภารกิจลวง คอมมานเดอร์ได้แอบส่งคำสั่งถึง 2B โดยตรงเพื่อให้หาจังหวะสังหาร 9S ซะ เพราะ 9S ได้รู้ความลับเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติแล้ว

ระหว่างการเดินทางและเข้าสำรวจโบราณสถาน 9S แสดงความตื่นเต้นและกระตือรือร้นในการสำรวจและค้นพบสิ่งใหม่ๆเกี่ยวกับอารยธรรมของมนุษย์มาก ความกระดี๊กระด๊าสนุกสนานของ 9S ทำให้ 2B อดที่จะเผลออมยิ้มนิดๆไม่ได้ แต่เธอก็ต้องรีบข่มความรู้สึกตัวเองไว้อย่างรวดเร็ว โดยย้ำกับตัวเองว่าอารมณ์ความรู้สึกเป็นสิ่งต้องห้าม ยิ่งโดยเฉพาะกับตัวเธอเอง เธอผู้ที่มีหน้าที่ต้องสังหารพวกพ้องของตนไม่ว่าใครก็ตามเมื่อได้รับคำสั่ง

ระหว่างที่กำลังสำรวจ เธอก็พลัดกับ 9S ที่รีบร้อนเข้าไปสำรวจภายในของโบราณสถาน 2B จึงอาศัยจังหวะนั้นวางแผนเพื่อหาจังหวะดักเข้าโจมตี 9S เพื่อให้เขาตายให้เร็วที่สุด เพราะเธอไม่อยากจะเห็นใบหน้าที่หวาดกลัวของ 9S และไม่อยากจะให้ 9S ต้องตายอย่างทรมาน

ทว่าแผนของเธอก็ผิดพลาด เพราะ 9S นั้น รู้ตัวตั้งแต่แรกที่ 2B ถูกส่งมาทำภารกิจคู่กับเขาเพียงสองคนแล้วว่าเธอถูกส่งมาเพิ่มสังหารเค้า 9S จึงชิงดักโจมตี 2B ซึ่งการต่อสู้นี้ ซึ่งก็ทำให้ 2B ตกใจอย่างมาก เพราะนอกจากเรื่องที่ 9S รู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว 9S กลับสามารถใช้ดาบซึ่งเป็นระบบต่อสู้ระยะประชิดเข้าต่อสู้กับเธอได้ ทั้งที่แรกเริ่มเดิมที ยูนิท S ไม่มีระบบนี้ติดตัว ทำให้เราได้รู้ว่า ที่ 9S สามารถใช้ดาบในการต่อสู้ประชิดได้นั้น เป็นเพราะเขาพัฒนาระบบของเขาขึ้นมาเอง ยูนิท S ตัวอื่นไม่ได้มีความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดแบบเขา

สุดท้าย แม้ 9S จะชิงจังหวะเข้าแฮก 2B ได้สำเร็จ แต่ก็ถูกซ้อนแผนไว้อยู่แล้ว เนื่องจากในระบบของ 2B ได้บรรจุ Virus Logic เอาไว้ พอ 9S เข้าแฮก ตัวเขาก็โดนไวรัสเล่นงานกลับทันที ระบบทั้งหมดของ 9S ล้มเหลว เขากลายเป็นเป้านิ่งให้ 2B สามารถสังหารได้อย่างง่ายดาย เหมือนกับเหตุการณ์ในฉากจบ A และ B ในเกม

ในตอนนั้น 2B สั่นสะท้านไปทั่วร่าง เธอเกิดลังเลขึ้นมา แม้เธอจะเคยสังหารทั้ง 9S แอนดรอยด์ตัวอื่นมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ยิ่งมากครั้งเข้า มันกลับยากขึ้นเรื่อยๆ จากที่เดิมมีเพียงมือของเธอที่สั่น ตอนนี้ทั้งร่างของเธอกลับกรีดร้อง มันไม่มีเหตุผลแต่ทำไมเธอกลับเจ็บปวดเหลือเกิน

สุดท้ายเธอก็ลงดาบสังหาร 9S…

เสียงของเขายังคงก้องกังวานในหัวของ 2B

“ลาก่อน 2B”

“ลาก่อน 2B”

…2B จะติดต่อกลับไปหาคอมมานเดอร์ เพื่อรายงานภารกิจเสร็จสิ้น

จนประทั่งมาถึงปี 11945 เมื่อ 2B ถูกส่งมาทำภารกิจในการปราบ Machine Lifeform ขนาดยักษ์ที่เป็นรุ่น Goliath เพื่อเคลียร์เส้นทางในปฏิบัติการณ์บนพื้นโลก และนั่นก็คือฉาก Prologue ของเกม

ในเหตุการณ์นั้น 2B ได้ทำงานร่วมกัน 9S ที่ถูกส่งลงมาตรวจสอบพื้นที่ก่อน ซึ่งสำหรับ 9S ในตอนนี้ นี่คือการทำงานกับ 2B เป็นครั้งแรก (แสดงว่าก่อนหน้านี้ไม่นานเพิ่งโดน 2B ฆ่ามาหมาดๆ) ในขณะที่จริงๆแล้วทาง 2B นั้นเคยทำงานกับ 9S มาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แต่ก็เนียนๆไป โดยจะเห็นได้ว่า 2B นั้นพยายามเย็นชาใส่ 9S เพราะเธอไม่อยากสนิทสนมกับ 9S อันจะทำให้เธอต้องเจ็บปวด ยามต้องฆ่าเขาด้วยมือเธอเองอีกครั้ง

ภารกิจนั้นจบลงด้วยการที่ทั้งสองจำเป็นต้องใช้ปฏิกิริยาระหว่าง Black Box ของทั้งคู่ ในการระเบิดตัวเองไปพร้อมๆ กับพวก Goliath เป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจ เนื่องจากสามารถเคลียร์เส้นทางในการปฏิบัติภารกิจบนพื้นโลกได้แล้ว

โดยก่อนที่จะเกิดการระเบิดนั้น 9S นั้นได้อัพโหลดข้อมูลความจำของ 2B ขึ้นไปได้ทันท่วงที ทำให้ 2B ยังคงมีความทรงจำจนถึงตอนสุดท้าย แต่ 9S ไม่ได้อัพโหลดความทรงจำของตนเอง ทำให้เมื่อเจอกันอีกครั้ง 9S ก็กลับไปเป็นเหมือนก่อนทำภารกิจในข้างต้น

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ถูกส่งลงไปทำภารกิจด้วยกันบนพื้นโลกในการช่วยเหลือและขอความร่วมมือจากกลุ่มต่อต้านที่ตอนนี้นำโดยอเนโมนี พวกเขาได้รับคำไหว้วานจากอเนโมนีให้ไปตรวจสอบพวก Machine Lifeform ที่ดูเหมือนจะอันตรายเป็นพิเศษในพื้นที่ทะเลทราย ซึ่งทั้งสองก็ตอบตกลง

เมื่อเดินทางไปถึงซากอพาตเมนต์ของมนุษย์กลางทะเลทราย พวกเขาก็ได้เจอกับ Machine Lifeform ทว่า มันกลับพูดได้ แสดงอาการหวาดกลัว และวิ่งหนี  ซึ่งผิดวิสัยของ Machine Lifeform ปกติที่จะเข้าจู่โจมพวกเขาทันทีและไม่มีสติปัญญาหรือความรู้สึกนึกคิดใดๆ

เมื่อตามไปถึงข้างล่างสุด พวกเขาจึงได้พบกับ Machine Lifeform ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม Machine Lifeform เหล่านี้ พูดภาษามนุษย์ได้ พวกมันพยายามเลียนแบบการสืบพันธุ์ของมนุษย์และโครงสร้างการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัวพ่อแม่ลูก เมื่อ 2B และ 9S พยายามกำจัดพวกมัน Machine Lifeform เหล่านี้ก็เริ่มเกาะตัวกันเป็นเหมือนดักแด้ ด้วยวิธีการบางอย่าง พวกมันได้วิวัฒนการและให้กำเนิด Machine Lifeform ที่มีโครงสร้างเหมือนกับ Android ขึ้นมา

การกำเนิดของอดัมและอีฟ

2B และ 9S เข้าต่อสู้กับ Machine Lifeform ตัวนั้น แต่ยิ่งต่อสู้ ความสามารถในการเรียนรู้และวิวัฒนาการของมันก็ยิ่งทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ แม้ในที่สุด 2B และ 9S จะช่วยกันจนสังหารมันได้ แต่กลับมี Machine Lifeform อีกตัวออกมาจากร่างมัน ก่อนที่พื้นที่รอบๆของพวกเขากำลังจะถล่ม ทำให้ 2B และ 9S ต้องหนีไปก่อน

ภายหลัง Machine Lifeform ลักษณะเหมือนแอนดรอยด์ทั้งสองนั้นก็ได้ดูดซับข้อมูลของมนุษย์ผ่านทาง The Network  พวกเขาตั้งชื่อตัวเองว่า อดัม (Adam) และ อีฟ (Eve) ตามมนุษย์สองคนแรกของโลก พวกเขาอยากที่จะเป็นเหมือนมนุษย์ จึงพยายามหาข้อมูลและเลียนแบบสิ่งที่มนุษย์ทำให้ได้มากที่สุด โดยทั้งสองยังไม่รู้ว่า มนุษยชาตินั้นได้สูญพันธ์ไปแล้ว

กลับมาที่ 2B และ 9S ที่หนีออกมาได้ เมื่อทั้งสองส่งรายงานแจ้งเรื่องที่เกิดขึ้นที่ทะเลทรายกลับไปยังบังเกอร์แล้ว พวกเขาก็ได้รับคำสั่งให้ไปตรวจสอบสถานที่ที่ Yorha Unit หลายๆ ตัวขาดการติดต่อไป

เมื่อไปถึง พวกเขาพบว่าที่นั่นคือสวนสนุกเก่าของมนุษย์ที่ตอนนี้เต็มไปด้วย Machine Lifeform แต่ Machine Lifeform ที่นี่กลับไม่มีทีท่าที่จะจู่โจมพวกเขาเลย พวกมันเพียงแค่เล่นสนุกอยู่ในสวนสนุกเท่านั้น สร้างความแปลกใจให้กับ 2B และ 9S ไม่น้อย

เมื่อพวกเขาเข้าไปจนถึงภายในก็ได้พบกับสาเหตุที่ทำให้ Yorha Unit ตัวอื่นๆ หายไป นั่นคือ Machine Lifeform ขนาดใหญ่ที่ชื่อ Beauvoir (หรือ Simone ภาคภาษาอังกฤษ) ซึ่งได้จับเหล่าแอนดรอยด์ในหน่วย Yorha Unit ตัวอื่นๆ มากินและแฮคระบบของพวกเขา ซึ่งสุดท้ายแม้ 2B และ 9S จะเอาชนะได้ แต่ก็ไม่สามารถช่วย Yorha Unit คนอื่นๆ ได้ทัน

ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องราวของบอส Beauvoir ซึ่งเป็นส่วนขยายของเนื้อเรื่องนะครับ หากใครอยากอ่านเนื้อเรื่องหลักต่อก็สามารถข้ามไปอ่านย่อหน้าถัดไปได้เลยครับ

สรุปเรื่องราวของ Beauvoir

จริงๆ แล้ว Beauvoir นั้นเป็นหนึ่งใน Machine Lifeform ในหมู่บ้านของ Pascal ซึ่งเป็นพวกที่รักสงบและต้องการใช้ชีวิตเป็นสังคมแบบมนุษย์เท่านั้น ชื่อของเธอคือ Simone ด้วยความที่เธอพยายามที่จะเป็นอย่างมนุษย์นั้นเอง ทำให้ Beauvoir เลือกความรู้สึกที่เรียกว่า ความรัก ให้เป็นความหมายของการเป็นมนุษย์ของเธอ เธอเลือกที่จะรัก Machine Lifeform อีกตนหนึ่ง และทำทุกอย่างเพื่อให้เขารักเธอตอบ ด้วยเชื่อว่าเมื่อนั้น เธอจะได้เป็นเหมือนมนุษย์

Machine Lifeform ตัวดังกล่าวคือ Satre (Jean Paul ในภาคภาษาอังกฤษ) เขาเป็น Machine Lifeform ที่ศึกษาเรื่องปรัชญาของชีวิตและความเป็นไปของโลก ซึ่งด้วยที่เขามีนิสัยแบบนี้ ทำให้ Machine Lifeform ที่เป็นเพศหญิงหลายๆ ตัวชอบเขา แม้เขาจะไม่เคยสนใจใยดีในคอนเส็ปต์ของความรักเลย แต่ Machine Lifeform เหล่านั้นก็ยังชื่นชอบเขาอยู่ดี ซึ่งในหนึ่งในนั้นก็คือ Beauvoir

Beauvoir ได้ยินมาจาก Machine Lifeform ตัวอื่นว่า ความสวยงาม นำมาซึ่งความรัก เมื่อรู้ดังนั้น Beauvoir จึงหาทางทำให้ตัวเองสวยขึ้น เธออ่านหนังสือและหาข้อมูลจากวัฒนธรรมของมนุษย์เพื่อเข้าใจคอนเส็ปต์ของความงาม เธอยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองสวยขึ้น ไม่ว่าจะข้ามน้ำข้ามทะเลไปเพื่อหาเพชรพลอยที่สวยงามที่สุดมาประดับ ฆ่าพวกพ้อง Machine Lifeform ด้วยกันเองเพื่อเอาชิ้นสวยมาประดับตัวเองเพิ่ม ตลอดจนเชื่อคำที่ Machine Lifeform บางตัวบอกเธอว่า หากเธอกิน Android เธอจะได้รับความงามตลอดกาลมา เธอก็ยอมทำ หรือมีคนบอกเธอว่าการร้องเพลงจะช่วยได้ เธอก็ฝึกฝนร้องเพลงทุกวี่ทุกวัน

แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร Satre ก็ไม่สนใจใยดีและมอบความรักกลับคืนให้เธอ Beauvoir ที่ต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่าแม้จะยอมทำเรื่องที่ลำบากหรือน่ารังเกียจแค่ไหนจึงบ้าคลั่ง ทุกอย่างที่เธอทำล้วนเปล่าประโยชน์ เธอเพียงแค่ต้องการให้สักคนหันมามองเธอเท่านั้น…สุดท้าย เธอก็กลายมาเป็นบอสให้เราสู้นั่นเอง

[เกร็ดเล็กน้อย] ชื่อของสองตัวละครนี้มาจากนักปรัชญา existentialism (อัตถิภาวะนิยม) ต้นศตวรรษที่ 20 ที่มีชื่อเสียงสองคนคือ Jean Paul Sartre และ Simone de Beauvoire โดยทั้งสองคนมีความสัมพันธ์กันอย่างไม่ผูกมัดในชีวิตจริง ซึ่งเป็นการท้าทายกรอบสังคมในสมัยนั้นเป็นอย่างมาก

เมื่อ 2B และ 9S ออกมาจากโรงละครที่สู้กับ Beauvoir แล้ว พวกเขาก็ได้พบกับ Machine Lifeform ที่มาจากหมู่บ้านของ Pascal ซึ่งกล่าวขอบคุณที่พวกเขาช่วยปราบ Beauvoir ที่ทำร้ายแม้กระทั่ง Machine Lifeform ด้วยกันเอง ก่อนจะนำทางมาที่หมู่บ้านของ Pascal

เหล่าเครื่องจักรผู้ปราถนาจะเป็นเฉกเช่นมนุษย์

Pascal เล่าเรื่องของหมู่บ้านให้ฟังว่าเป็นที่อยู่ของพวก Machine Lifeform ที่ตัดตัวเองจาก The Network และใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไม่ต้องการฆ่าแกงกับใคร Pascal วานให้ 2B และ 9S ส่งน้ำมันไปให้พวกกลุ่มต่อต้านเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทำให้เธอรู้ว่าอเนโมนีกับ Pascal รู้จักกันอยู่แล้ว ทว่าระหว่างนั้นก็มีเครื่องจักรรุ่น Goliath บุกพื้นที่ที่พวกเขาทำภารกิจอยู่

2B กับ 9S เข้าต่อสู้จน Goliath ระเบิดตัวเอง แรงระเบิดทำให้เกิดหลุมกว้างขนาดยักษ์ใจกลางเมือง ที่นั่น พวกเขาได้รับสัญญาณของเอเลี่ยนเป็นครั้งแรกในรอบหลายพันปี ตลอดที่ผ่านมาพวกเอเลี่ยนหลบซ่อนอยู่ในใต้ดินมาตลอดนี่เอง

ทางบังเกอร์ออกคำสั่งให้ 2B และ 9S บุกเข้าไปในถ้ำที่ได้รับสัญญาณนั้น เมื่อไปถึงภายใน พวกเขาก็ได้พบกับศพของพวกเอเลี่ยนและซากของพวกเขาที่ถูกทำลายไปนานแล้วด้วยฝีมือของ The Network ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ จากนั้น อดัมกับอีฟก็ปรากฏตัวขึ้น พร้อมยื่นข้อเสนอให้ 2B และ 9S ช่วยพวกเขาให้ได้พบกับมนุษย์เพราะพวกเขาสนใจในตัวมนุษย์อย่างมาก แน่นอนว่า 2B กับ 9S ปฏิเสธ แล้วก็ต่อสู้กัน สุดท้ายอดัมกับอีฟก็หนีไป

หลังจาก 2B และ 9S แจ้งเรื่องนี้กับทาง Commander ก็ถูกส่งกลับมาบนโลกเพื่อทำหาข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ Machine Lifeform เพิ่มเติมจาก Pascal โดยเธอได้แนะนำให้พวกเขาลองไปที่ Forest Kingdom ซึ่งเป็นอีกสังคมของ Machine Lifeform ที่รวมกลุ่มกันเป็นอาณาจักรในป่า

ระหว่างทางไป Forest Kindgom พวกเขาก็ได้พบกับร่างแยกของ Emil ที่หลงลืมตัวตนในอดีตไปแล้ว หลังจากนั้นหากเราตามหาดอก Lunar Tear ได้ตามไซต์เควสของ Emil เราก็จะได้รับรู้เรื่องราวการต่อสู้กับพวกเอเลี่ยนและ Machine Lifeform ของเขา ซึ่งก็ได้พูดถึงไปในตอนต้นแล้ว

เมื่อมาถึง Forest Kingdom พวก Machine Lifeform ก็ออกมาจู่โจมทันที เนื่องจากต้องการปกป้องกษัตริย์ของพวกเขาและมองผู้บุกรุกทกคนเป็นศัตรู 2B และ 9S บุกเข้าไปจนถึงท้องพระโรง ได้พบกับกษัตริย์ของ Forest Kingdom ที่เป็นเพียง Machine Lifeform ขนาดเล็กคล้ายเด็กทารก ทันใดนั้น A2 ก็พุ่งลงมาสังหาร Machine Lifeform ดังกล่าว 2B และ 9S ได้รับแจ้งจากบังเกอร์ว่า A2 เป็นแอนดรอยด์ที่หลบหนีจากภารกิจของ Yorha และมีคำสั่งให้กำจัดทันที หลังจากปะทะกันได้นิดหน่อย A2 ก็หนีไป

ตรงนี้จะเป็นเรื่องราวย่อๆของการตั้งอาณาจักร Forest Kindgom นะครับ ถ้าใครอยากอ่านเนื้อเรื่องหลักต่อก็ข้ามไปอ่านย่อหน้าถัดไปได้เลย

สรุปเรื่องราวของ Forest Kindgom

Forest Kindgom เกิดมาจากพวก Machine Lifeform ที่ถูกแบ่งสายพัฒนาการทางสติสัมปชัญญะโดย The Network โดยเมื่อ 256 ปีก่อนเหตุการณ์ในเกม พวกเขาได้รวมกลุ่มกันเป็นอาณาจักร โดยมีรุ่น Goliath Biped ตัวหนึ่งที่ชื่อ Ernst เป็นเสมือนกษัตริย์ของพวกเขา พวกเขาอยู่กันอย่างผาสุขเป็นเวลานานเฉกเช่นครอบครัว

จนกระทั่ง 128 ปีก่อน กษัตริย์ของพวกเขาก็ได้ตายลง เนื่องจากตลอดที่ผ่านมาเขาได้เสียสละใช้ชิ้นส่วนจากร่างกายตัวเองแจกจ่ายให้แก่ Machin Lifeform ตัวอื่นๆเสมอมาจนถึงจุดที่ร่างของเขาไม่อาจทำงานได้อีกต่อไป พวกเขาจึงได้นำ Machine Core ของกษัตริย์ตัวนั้น ใส่ไว้ใน Machine Lifeform ตัวใหม่ที่มีหน้าตาคล้ายทารกในชื่อ Immanuel ด้วยคิดว่าสักวันเขาจะโตขึ้นและกลายเป็นกษัตริย์ของพวกเขาอีกครั้ง ทว่าจนถึงปัจจุบัน เขาก้ไม่โตขึ้นเลย ถึงอย่างนั้น Machine Lifeform ที่เหลือก็มองว่า Immanuel นี้น่ารักน่าชัง จึงปฏิญาณที่จะปกป้องกษัตริย์องค์นี้ไว้ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเราจะบุกมา และ A2 ก็สังหารเขาลง

ภารกิจต่อมาของ 9S และ 2B คือการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านในการขนส่งอาวุธข้ามทะเล เนื่องจากอเนโมนีกังวลว่าพวกเขาอาจถูกพวก Machine Lifeform บุกจู่โจมระหวางการขนส่งได้ ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆ

9S และ 2B ช่วยกันจัดการเหล่า Machine Lifeform และ Grun ซึ่งเป็น Machine Lifeform ขนาดยักษ์พิเศษที่ถูกสร้างมาเพิ่มทำลายล้างแอนดรอยด์โดยเฉพาะด้วยการใช้คลื่น EMP การต่อสู้นี้ทำให้ 2B และ 9S กระจายกันไปคนละทิศละทาง

2B ออกตามหา 9S ด้วยความช่วยเหลือจากเดโวล่าและโปโปล่าคู่หนึ่งที่เดินทางมาอยู่ที่แคมป์ของกลุ่มต่อต้านพอดี ทำให้เธอใช้อุปกรณ์ Scanner ตามจับตำแหน่งของ 9S จนพบ ที่นั่นคือชั้นใต้ดินลึกลงไปจากถ้ำที่เธอและ 9S ได้พบกับซากยานของเอเลี่ยน เป็นสถานที่ที่อดัมสร้างขึ้นเลียนแบบบ้านเมืองและสถาปัตยกรรมของมนุษยด้วยผลึกของซิลิคอนและคาร์บอน

2B ได้พบกับอดัมที่จับตัว 9S ไว้ โดยอดัมยั่วยุให้ 2B เคียดแค้นชิงชังเขาเพราะเชื่อว่าความเคียดแค้นคือหัวใจของการเป็นมนุษย์ จากนั้นอดัมก็ตัดตัวเองออกจาก The Network เท่ากับว่าหากเขาตายก็จะไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีกเพราะความทรงจำไม่เชื่อมต่อกับ The Network อีกต่อไปแล้ว ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้เขาเข้าใจคอนเส็ปต์ของความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่มีทางเข้าใจตราบใดที่ยังเชื่อมต่อกับ The Network ซึ่งเสมือนเป็นอมตะ สุดท้ายเขาก็พ่ายแก้ให้กับ 2B และตายลงในที่สุด

สำหรับทางด้าน 9S นั้น หลังจากโดนคลื่น EMP รบกวนจนทำให้ระบบของเขาเข้าไปพัวพันกับ The Network ที่นั่นเขาได้พบกับอดัมที่เชื่อมต่อกับ The Network อยู่ อดัมพยายามยั่วยุ 9S ให้เกิดความชิงชัง เหมือนที่เขาทำกับ 2B ก่อนที่ 9S จะฟื้นขึ้นมาเมื่อ 2B สามารถเอาชนะอดัมได้สำเร็จ

2B นำตัว 9S ส่งกลับบังเกอร์เพื่อรับการซ่อมแซม ส่วนเธอก็ไปหา Pascal เนื่องจาก Pascal ติดต่อมาว่า มีกลุ่มของ Machine Lifeform กลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันในลักษณะของลัทธิติดต่อมาหาเขาเพื่อสร้างพันธมิตรกับหมู่บ้านบ้านของ Pascal โดยเขาอยากให้ 2B เดินทางไปหาลัทธิดังกล่าวร่วมกันกับเขา

ทว่า เมื่อ 2B และ Pascal ไปหาพวกเขาที่โรงงานร้าง เหล่า Machine Lifeform ในลัทธินี้ส่วนหนึ่งกลับเชื่อว่าการตายจะเป็นทางออกและชี้นำพวกเขาไปสู่ความเป็นพระเจ้าซะอย่างนั้น และเริ่มฆ่าฟันกันเองรวมถึงเข้าทำร้าย 2B และ Pascal ด้วย ทำให้ทั้งสองต้องหาทางหนีออกมา

ความจริงที่ถูกเปิดเผย

ระหว่างนั้น ทาง 9S ที่กำลังแฮคระบบของตัวเองเพื่อรีบู๊ทตัวเองใหม่ ก็ได้พบกับความผิดปกติในเซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์ขณะกำลังทำการ Back Up ข้อมูลอยู่ ด้วยความระแวงเขาจึงตัดการเชื่อมต่อของตัวเขาและ 2B จากบังเกอร์เพื่อให้ความผิดปกตินั้นไม่ลุกลามไปในระบบของตัวเขาเองและ 2B จากนั้นเขาจึงแฮคเข้าเซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์เพื่อตรวจหาความผิดปกตินั้น ที่นั่นเขาได้ค้นพบข้อมูลที่ผิดปกติของโปรเจ็คต์ Yorha ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Council of Humanity หรือกระสวยส่งเสบียงไปให้มนุษย์บนดวงจันทร์ที่ว่างเปล่า แต่ระหว่างนั้นก็มีการติดต่อขอความช่วยเหลือจาก 2B เข้ามาพอดี 9S จึงต้องรีบออกมาก่อน

9S แฮคผ่านระบบ Terminal ของบังเกอร์ไปควบคุม Machine Lifeform และระบบต่างๆ ในโรงงานเพื่อซัพพอร์ต 2B จนในที่สุด 2B ก็หนีออกมาจากโรงงานได้สำเร็จ

ทางด้าน 9S หลังจากที่ออกมาจาก Terminal แล้วก็พบกับ Commander เธอรู้เรื่องที่ 9S แอบดูข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของ Bunker แล้วด้วยเหตุผลบางอย่าง ในครั้งนี้เธอกลับเล่าความจริงและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติให้แก่ 9S โดยไม่ทำอะไร

ทางด้านอีฟโกรธแค้น 2B มากที่สังหารอดัมไป สำหรับอีฟนั้น อดัมคือสิ่งสำคัญที่สุดในการมีตัวตนอยู่ของเขา เขาเข้าควบคุมแกนกลางของ The Network และใช้มันควบคุมกองทัพ Machine Lifeform เข้าจู่โจมแคมป์ของกลุ่มต่อต้าน รวมถึงจะเข้าโจมตีหมู่บ้านของ Pascal ด้วย 2B และ 9S ที่ตามมาสบทบจึงเข้าต่อสู้กับอีฟทันที

การต่อสู้จบลงที่ 9S แฮคเข้าไปในระบบของอีฟและเปิดช่องว่างให้ 2B ลงดาบสุดท้ายได้สำเร็จ ทว่าในการแฮคนั้น ตัว 9S ก็ถูกแทรกแซงด้วยไวรัสจากทาง The Network ที่เรียกว่า Virus Logic ด้วยเช่นกัน โดยไวรัสนี้จะทำให้ 9S ค่อยๆสูญเสียสติสัมปชัญญะและกลายเป็นเหมือนพวก Machine Lifeform ที่อยู่ในการควบคุมของ The Network ในที่สุด ทำให้ 2B ต้องฆ่าเขาอีกครั้ง และครั้งนี้ 2B ถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา

แต่ดูเหมือนจะโชคดีที่การเข้าไปพัวพันกับ The Network ในครั้งก่อนจะทำให้ 9S ทิ้งร่องรอยของข้อมูลของเขาไว้ในระบบ และกู้คืนข้อมูลความทรงจำของตนเองขึ้นมาได้ และแฮคเข้าใช้ร่างของ Goliath Biped ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงเป็นการชั่วคราว แต่ก็ทำให้เขาและ 2B ได้อยู่ด้วยกันต่อไป

โดยที่ไม่รู้เลยว่า The Red Girl เฝ้ามองทุกอย่างที่เกิดขึ้นอยู่…และนี่ก็คือฉากจบ A และ B ของเกม Flower for M[A]chines และ Or not to [B]e

จุดพลิกผันแห่งสงคราม

หลังจากสิ้นสุดการต่อสู้กับอดีมและอีฟ ก็มีคำสั่งจาก Council of Humanity ให้ยกกำลังพลทั้งหมดของ Yorha เข้าจู่โจมกองทัพ Machine Lifeform ครั้งใหญ่ ด้วยอ้างว่าการตายของอดัมและอีฟซึ่งน่าจะเป็นศูนย์กลางการควบคุมของ The Network  จะทำให้พวก Machine Lifeform ที่เหลืออยู่แตกทัพและไม่สามารถตอบโต้พวกเขาได้เหมือนที่ผ่านๆมา จึงเป็นโอกาสอันดีในการเอาชนะสงครามครั้งนี้ในที่สุด ซึ่ง 2B และ 9S ก็เข้าร่วมด้วย โดยไม่มีใครรู้ถึงตัวตนของ The Red Girl และโปรเจ็คต์ Yorha ก็ได้เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

ขณะทำการรบไปได้ถึงจุดหนึ่ง ระบบป้องกันภายในเซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์ก็ถูกจงใจทำให้ไม่ทำงาน เปิดช่องว่างให้ The Network แฮคเข้าไปใน The Bunker และแพร่กระจาย Virus Logic ไปยังแอนดรอยด์ทุกตัวที่เชื่อมต่อกับบังเกอร์อยู่พร้อมๆ กับทำลายบังเกอร์จากภายในระบบ มีเพียง 2B กับ 9S ที่ตัดการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของบังเกอร์เท่านั้นที่พอจะรอดไปได้ ทั้งสองหนีออกจากบังเกอร์ที่กำลังจะระเบิดได้สำเร็จ แต่ก็ต้องทิ้ง Commander และ Yorha Unit คนอื่นๆ ที่ติด Virus Logic ไปแล้วไว้เบื้องหลัง

ซึ่งเหตุการณ์คือนี้ก็คือขั้นสุดท้ายของโปรเจ็คต์ Yorha ที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้นั่นเอง

ระหว่างที่กำลังลงสู่พื้นโลก 2B หลอกให้ 9S ปลดการควบคุม Flight Unit เพื่อให้ออกส่งคำสั่งให้ 9S หนีไปขณะที่เธอกำลังต่อสู้กับ Yorha Unit ตัวอื่นๆ ที่โดน Virus Logic เล่นงานไปแล้ว ก่อนที่ทั้งสองจะลงสู่พื้นดินทั้งคู่

ด้าน 2B ที่รอดมาได้ แต่ก็โดน Virus Logic เข้าเล่นงานอย่างรวดเร็วจากการต่อสู้ เธอพยายามพาตัวเองไปให้ไกลจาก 9S ที่สุดเพื่อไม่ให้ Virus Logic ในตัวเธอแพร่ไปสู่ 9S ในที่สุดเมื่อเธอพาร่างกายมาถึงซากของห้างสรรพสินค้าเก่า เธอก็ได้พบกับ A2

เธอขอให้ A2 สังหารเธอซะ รับดาบของเธอซึ่งบรรจุข้อมูลความทรงจำของเธอไป พร้อมกับฝากฝังให้ช่วยบอก 9S ด้วยว่าขอให้เขาเป็นคนดี ซึ่ง A2 ก็ทำตามคำขอ แต่โชคร้าย ที่ 9S ดันตามมาเห็นเหตุการณ์พอดี ทำให้ 9S โกรธแค้น A2 เป็นอย่างมาก

ตอนนั้นเองที่ทาง The Red Girl ก็เข้าสู่แผนขั้นสุดท้ายของตนเองเช่นกัน The Red Girl สร้างหอคอยขนาดยักษ์ที่เรียกว่า  The Tower พุ่งขึ้นจากใต้ดิน หอคอยนี้เป็นเสมือนศูนย์กลางที่แท้จริงของ The Network และจะถูกใช้เป็นเครื่องยิงปืนใหญ่ขนาดยักษ์ เพื่อทำลาย Lunar Server บนดวงจันทร์ เพื่อยุติสงครามกับแอนดรอยด์เสียที

หอคอยที่พุ่งขึ้นมาทำให้ 9S และ A2 กระจายกันไปคนทิศคนละทาง

ทางด้าน A2 นอกจากจะได้รับดาบของ 2B มาแล้ว Pod042 ยังโอนถ่ายอำนาจสั่งการมายัง A2 เพื่อซัพพอร์ตการทำงานของ A2 ต่อไปด้วย

A2 ได้พบกับอเนโมนีอีกครั้ง และเธอยังได้พบกับ Pascal และหมู่บ้านของเขาเป็นครั้งแรก ระหว่างที่กำลังช่วยงานจิปาถะให้กับทั้ง Pascal และอเนโมนีนั้นเอง Virus Logic ก้ได้เข้าเล่นงานคนในหมู่บ้านของ Pascal แม้ Pascal จะพาเด็กๆ หนีไปได้ แต่ A2 ก็ต้องสังหารพวกผู้ใหญ่ทิ้ง

Pascal พาเด็กๆ ไปหลบที่โรงงานร้าง แต่ก็ยังถูก Machine Lifeform ตัวอื่นๆ ตามมาทำร้ายอีก เธอและ A2 ช่วยกันขับไล่ศัตรูไปได้สำเร็จ แต่ก็ต้องพบกับความจริงอันน่าเศร้า เมื่อเหล่าเด็กๆ Machine Lifeform ดันรู้สึกกลัวมากเสียจนพวกเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตายกันหมด Pascal โทษว่าทั้งหมดเป็นเพราะเธอพยายามสอนความเป็นมนุษย์ให้กับเด็กๆ เหล่านี้ หากพวกเขาไม่รู้จักความกลัว พวกเขาคงไม่ฆ่าตัวตาย ด้วยความรู้สึกผิดเธอจึงขอให้ A2 ช่วยสังหารเธอหรือลบความทรงจำของเธอซะ อันนี้ก็แล้วแต่ว่าคนเล่นจะเลือกอะไร

หลังจากนั้น A2 ก็เหลือเป้าหมายเดียว คือการขึ้นไปบน The Tower และจัดการกับ The Red Girl ให้สิ้นซาก

ความคลุ้มคลั่งที่เริ่มก่อตัว

ทางด้าน 9S หลังจากฟื้นขึ้นมาก็ปฏิญาณว่าจะสังหาร Machine Lifeform ให้หมดไม่เว้นหน้าไหน และจะสังหาร A2 เพื่อล้างแค้นให้ 2B ให้ได้

9S พบว่าการจะเข้าไปใน The Tower ได้จำเป็นจะต้องทำลาย Resource Unit ที่ซัพพอร์ตแต่ละขาของ The Tower เสียก่อน ซึ่ง 9S ไปไล่ทำลายทีละอัน พร้อมๆ กับสภาพจิตใจของ 9S ที่เริ่มย่ำแย่และคลุ้มคลั่งมากขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งทั้งหมด ก็อยู่ในการควบคุมของ The Red Girl ทั้งสิ้น พวกเธอสนใจในพัฒนาการทางอารมณ์ของ 9S มาก และปล่อยให้เขาทำลายล้างทุกอย่างตามใจ

ที่ Resource Unit อันที่สาม God Box 9S ต้องปะทะกับ Operator21O ซึ่งเป็นยูนิท O ที่เป็นคู่หูในการปฏิบัติภารกิจของเขา ในตอนนี้ Operator21O ถูก Virus Logic แซกแทรงไปแล้ว 9S ก็ทำได้เพียงต้องต่อสู้เท่านั้น… เป็นฉากที่ปวดใจมาก เพราะหากใครเล่นซับเควสต์ในเนื้อเรื่องของ 9S มาจะรู้ว่า 21O นั้น มอง 9S เป็นเหมือนคนในครอบครัว

แต่สุดท้ายกลับเป็น A2 ที่ลงดาบสังหาร 21O และช่วย 9S ไว้ แม้ A2 จะบอก 9S ถึงคำสั่งเสียของ 2B แต่ 9S ก็ไปไม่สนใจและพุ่งเข้าต่อสู้ทันที แต่ Resource Unit ก็ถล่มซะก่อน ทั้งสองจึงพลัดกันอีกครั้ง

9S ฟื้นขึ้นมาแล้วก็เตรียมเข้าบุก The Tower เพื่อสะสางเรื่องราวกับ Machine Lifeform ทันที

เมื่อมาถึง The Tower 9S พยายามแฮคระบบเพื่อเปิดประตูเข้าสู่ภายใน แต่จำเป็นต้องใช้เวลานาน ในขณะที่ The Red Girl ก็ส่ง Machine Lifeform ลงมาขัดขวางเรื่อยๆ ตอนนั้นเองที่เดโวล่าและโปโปล่าเข้ามาเสียสละถ่วงเวลาไว้ให้ ทั้งสองนั้นมีความรู้สึกผิดที่โดนโปรแกรมใส่เข้ามาหลังจากการล่มสลายของโปรเจ็คต์ Gestalt จึงอยากมาช่วย 9S ด้วยหวังว่าจะเป็นการล้างบาปให้กับความผิดของที่พวกเธอต้องรู้สึกแบกรับ จากความผิดพลาดของเดโวล่าและโปโปล่าใน Nier ภาคแรกได้บ้าง

สู่การต่อสู้ครั้งสุดท้าย

9S เข้ามาใน The Tower ได้สำเร็จ เขาบุกไปจนถึงห้องโถงขนาดใหญ่ ที่นั่น The Red Girl ได้ส่งโมเดล 2B ตัวอื่นๆ ที่ไร้ชีวิตจิตใจออกมาสู้ด้วย 9S ที่ตอนนั้นกำลังคลุ้มคลั่งเต็มที่ถึงกับมีความสุขที่ได้พบและฆ่า 2B ด้วยมือของเขาเอง…

ระหว่างการต่อสู้ หนึ่งในโมเดล 2B ได้ระเบิดตัวเอง ส่งผลให้ 9S กระเด็นตกลงไปด้วย

หลังจากฟื้นขึ้นมาก็พบว่าแขนขวาของตนเองขาด เขาจึงใช้แขนซ้ายของโมเดล 2B ที่อยู่ตรงหน้ามาต่อใช้แทน ซึ่งนั่นก็ทำให้ Virus Logic เข้าเล่นงานเขาอย่างรวดเร็ว แต่เขาก็ทำการแฮคตัวเองและระงับการแพร่กระจายของไวรัสได้

ทางด้าน A2 เมื่อมาถึง The Tower ในภายหลังก็บุกพุ่งขึ้นไปไม่รอช้า เธอเข้าไปถึงห้องสมุดที่เป็นคลังเก็บข้อมูลของ The Network ที่นั่นเธอได้รู้ว่า The Red Girl นั้น เจาะเข้าไปถึงข้อมูลของบังเกอร์มาตั้งนานแล้ว ทั้งแผนการในโปรเจ็คต์ Yorha และการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ แต่ที่น่าตกใจสำหรับเธอที่สุด คือเรื่องที่ข้อมูลบุคลิกภาพของเธอนั้น ถูกนำไปใช้เป็นฐานบุคลิกภาพให้แก่โมเดล E และความจริงที่ว่า 2B นั้น แท้จริงแล้วมีชื่อรหัสจริงคือ 2E นั่นเอง

ทางด้าน 9S ตะลุยไปจนได้พบกับ The Red Girl ที่นั่นพวกเธอได้บอกและมอบไฟล์ข้อมูลที่ทำให้ 9S รู้ถึงตัวจริงของโปรเจ็คต์ Yorha และความจริงที่ว่าพวกเขาถูกสร้างมาเพื่อให้ถูกทำลายตั้งแต่ต้น The Red Girl ถามเขาว่า เมื่อ 9S รู้ความจริงที่ว่าการต่อสู้ที่ผ่านมานั้นสูญเปล่าแล้ว เขาจะยังสู้ต่อไปหรือไม่ แต่ 9S ก็ยังแน่วแน่ที่จะจำกัด Machine Lifeform ให้หมดไปอยู่ดี ก่อนจะขึ้น Flight Unit เพื่อขึ้นไปให้ถึงจุดสูงสุดของหอคอย

ทางด้าน A2 นั้น ขณะทำการแฮคระบบลิฟท์ของ The Tower เธอก็ถูก The Red Girl แฮคกลับ ภายในเซิร์ฟเวอร์ เธอกับ A2 ได้พบกันอีกครั้ง เช่นเดียวกับครั้งก่อน The Red Girl พยายามถามหาความหมายในการต่อสู้และดิ้นรนของ A2 เพราะสำหรับ The Red Girl ซึ่งเป็นอมตะและเหนือล้ำทั้งสติปัญญาและตรรกะแล้ว พวกเขาไม่เข้าใจทั้งแอนดรอยด์และการกระทำของพวกมนุษย์ในอดีตเลย ไม่ว่า A2 จะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่มีทางเอาชนะ The red Girl ลงได้

ในตอนนั้นเองที่ Pod042 ให้คำแนะนำแก่ A2 Pod042 พบว่าหากปล่อยให้ The Red Girl เพิ่มจำนวนตัวเองมากๆภายในเซิร์ฟเวอร์ Pod042 สามารถจะแทรกแซงกระบวนการพัฒนาความคิดของ The Red Girl เพื่อให้เกิดช่องว่างขึ้นในแต่ละร่างแยกและอาจนำไปสู้ความขัดแย้งกันเองภายในได้ A2 จึงปล่อยให้ The red Girl เพิ่มจำนวนไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ชุดความคิดของ The red Girl ก็แยก ออกเป็นสองฝ่าย

ฝ่ายหนึ่ง เชื่อว่าการต่อกับแอนดรอยด์ต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ จะทำให้พวกเขาวิวัฒนาการขึ้นได้อีก ในขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง เชื่อว่า A2 อันตรายเกินไป ต้องถูกกำจัด ทั้งสองฝ่ายจึงเข้าต่อสู้กันเอง ทำให้ The Red Girl อัตตาที่ทรงพลังและสูงส่งทางปัญญาที่สุดใน The Network เริ่มพังทลายลง ไม่ต่างจากมนุษย์ที่เข่นฆ่ากันเอง

หลังจากรอดจากการถูกแฮคจาก The Red Girl มาได้ A2 ก็บุกขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด และพบกับ 9S ที่นั่น

เธอและ 9S ร่วมมือกันปราบ Machine Lifeform ที่ชื่อ Ko-Shi & Ro-Shi ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ The network ได้ในที่สุด ทั้งสองประจันหน้ากันอีกครั้ง A2 พยายามบอก 9S ว่าต้องทำลาย The Tower ก่อนที่มันจะยิงปืนใหญ่ไปทำลาย Lunar Server ได้ แต่ 9S คิดแต่จะฆ่า A2 เพื่อล้างแค้นให้ 2B เท่านั้น ยังไงเสีย บนดวงจันทร์ก็ไม่มีมนุษยชาติเหลือรอดอยู่แล้ว และแม้ A2 จะบอก 9S ถึงตัวจริงของ 2B แต่ 9S ก็ไม่สนใจ ทั้งสองจึงต้องสู้กันในที่สุด

ผู้เล่นจะได้เลือกว่าจะเล่นเป็นตัวละครไหน ซึ่งจะส่งผลต่อฉากจบที่แตกต่างกัน

หากผู้เล่นเลือกเล่นเป็น A2 จะกลายเป็นฉากจบ C

ที่ฉากจบนี้ A2 จะสามารถตัดแขน 9S ข้างที่เอามาจากโมเดลของ 2B ได้ แล้วทำการแฮคเข้าไปในระบบของ 9S เพื่อกำจัด Virus Logic ที่ยังซ่อนตัวอยู่ในระบบของ 9S ออกไป  โดยเมื่อเธอเข้าไปจนถึงระบบปฏิบัติการของ 9S แล้ว เธอฝากให้ Pod042 ช่วยนำร่างของ 9S หนีออกไป ขณะที่เธอ แฮคเข้าไปใน The Network และจัดการทำลาย The Network อย่างสมบูรณ์ อันทำให้ The Tower ถล่มลงมาก่อนที่จะได้ยิงปืนใหญ่สู่ดวงจันทร์ พร้อมๆกับ A2 ที่ร่วงหล่นลงไป

เป็นอันจบฉากจบ C The Meaningless [C]ode

หากผู้เล่นเลือกเล่นเป็น 9S จะกลายเป็นฉากจบ D

ที่ฉากจบนี้ A2 จะเอาชนะ 9S ได้และกำลังจะลงดาบสังหาร แต่คำพูดของ 2B ที่แล่นเข้ามาทำให้เธอหยุดชะงัก จึงถูก 9S แทง แต่ 9S เองก็ถูกดาบของ 2B แทงกลับเช่นกัน A2 ล้มลงเสียชีวิต ส่วน 9S เองก็กำลังจะตาย

ในตอนนั้นเองที่ความทรงจำของ 9S หวนไปถึงการทำภารกิจร่วมกับ 2B ตลอดมา ก่อนที่ The Red Girl จะเดินเข้ามาหาเขา The Red Girl ที่ได้เห็นการต่อสู้และดิ้นรนของเหล่าแอนดรอยด์ ได้เห็นการใช้ “ชีวิต” พวกเขา รวมถึงอดัม อีฟ และ Machine Lifeform ตัวอื่นๆ ที่พยายามใช้ชีวิตของตัวเอง ได้เห็นถึง “ความหมายของการดำรงอยู่” ที่พวกเธอไม่เคยเข้าใจ ทั้งหมดนั่นทำให้ The Red Girl ค้นพบคำตอบใหม่ พวกเธอจะไม่ใช้ The Tower ในการยืงปืนใหญ่ทำลาย Lunar Server บนดวงจันทร์และจบสงครามนี้อย่างที่ตั้งใจไว้ แต่จะยิงข้อมูลความทรงจำทั้งหมดของเหล่า Machine Lifeform ที่ถูกเก็บไว้ใน The Network ออกไปในอวกาศอันไกลโพ้น โดยหวังว่าสักวัน มันจะเดินทางไปพบกับที่อยู่ใหม่…

อดัม ผู้อยู่ในข้อมูลเหล่านั้นด้วย ได้ยื่นมือมาหา 9S และชวน 9S ให้เดินทางไปกับพวกเขา ตรงนี้ผู้เล่นจะเลือกได้ว่าจะไปหรือไม่ได้ ไม่ว่ายังไง สุดท้าย The Tower ก็จะยิงข้อมูลเหล่านี้ออกไป ก่อนที่จะทลายลง พร้อมๆกับ The Network

เป็นอันจบฉากจบ D Chil[D]hood’s End

จุดจบแห่งโปรเจ็คต์ Yorha

หากผู้เล่น เล่นทั้งฉากจบ C และ D แล้ว จะปลดล๊อคฉากจบ E ซึ่งเป็นเหมือนส่วนต่อเนื่องจากฉากจบ C และ D

โดยไม่ว่าเราจะจบฉากจบ C หรือ D ที่สุดแล้ว ทั้ง A2 และ 9S ก็จะตายทั้งคู่ ซึ่งนั่นก็เท่ากับโปรเจ็คต์ Yorha ได้มาถึงจุดสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงให้ Pod042 และ Pod153 ลบข้อมูลของ A2 และ 9S รวมถึงของ 2B ที่เหลืออยู่ทั้งหมดเท่านั้น ก็จะเท่ากับเป็นการลบทุกอย่างที่เกี่ยวกับโปรเจ็คต์ Yorha ทิ้ง และความลับเรื่องการสูญพันธุ์ของมนุษยชาติก็จะคงอยู่ต่อไป

ทว่าในตอนนั้นเอง ได้มีการรั่วไหลของข้อมูลดังกล่าว Pod153 สั่งให้ Pod042 ทำการลบข้อมูลทั้งหมดทิ้ง แต่ 042 กลับปฏิเสธ กล่าวว่า แม้ทั้งหมดนี้จะแผนการที่พวกเขารู้ว่ามันจะต้องเกิดขึ้นตั้งแต่ต้น แต่ Pod042 กลับพบว่า นี่เป็นคำตอบที่เขารับไม่ได้ พร้อมกับถาม 153 ว่า 153 เองก็หวังให้ทั้งสามคนมีชีวิตรอดใช่หรือไม่

ทั้ง Pod042 และ Pod153 ต่างก็พัฒนาความรู้สึกผูกพันธ์กับเจ้านายของพวกเขาทั้งสามขึ้นมา แม้พวกเขาจะเป็นเพียงหุ่นซัพพอร์ตเล็กๆที่ไม่ได้ถูกออกแบบให้มีอารมณ์ความรู้สึกมาตั้งแต่ต้น แต่การผจญภัยที่ผ่านมาของพวกเขาก็ทำให้พวกเขามีความต้องการเป็นของตนเอง ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ใช่โปรแกรมที่ได้รับมาอีกต่อไป และในตอนนี้สิ่งที่พวกเขาต้องการ คือการช่วยชีวิตของ 2B A2 และ 9S ขึ้นมาอีกครั้ง

ในการนั้น Pod042 ได้ตัดสินใจทำการ Data Salvage เพื่อกู้คืนข้อมูลทั้งหมดของทั้งสามคนกลับมาอีกครั้ง โดยการจะทำเช่นนั้น Pod042 จำเป็นจะต้องเจาะระบบป้องกันของเซิร์ฟเวอร์ซึ่งมีความเสี่ยง แต่ Pod042 ก็ยินดี โดยในส่วนนี้จะเป็นมินิเกมชูทติ้งลักษณะเดียวกับเวลาแฮคในเกม โดยศัตรูจะเป็นรายชื่อ credit ต่างๆ…ซึ่งบอกเลยว่า นี่คือหนึ่งในจุดที่น่าประทับใจที่สุดของเกมนี้แล้ว

ในที่สุด Pod042 ก็สามารถกู้คืนข้อมูลของทั้งสามกลับมาได้สำเร็จ เขาและPod153 จึงได้ออกตามชิ้นส่วนของยูนิทโมเดลเดียวกับร่างเดิมของทั้งสาม ขึ้นมาประกอบใหม่ เตรียมพร้อม ที่จะให้พวกเขาได้ตื่นขึ้นมาและใช้ชีวิตอีกครั้ง

 

“แล้ว ไม่คิดว่าทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ผลลัพธ์แบบเดิมหรือ”

“ฉันไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปได้หรอก”

“แต่ว่า มันก็มีความเป็นไปได้สำหรับอนาคตที่แตกต่างอยู่เหมือนกัน”

“อนาคต ไม่ใช่สิ่งที่จะได้รับมา แต่เป็นสิ่งที่ต้องไขว่คว้า มาด้วยตัวเอง”

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก