เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์

[สัมภาษณ์] ‘เมย์ ศิตาภา’ ทาเลนต์ beartai รุ่นบุกเบิกที่กลัวการ “ไม่มีอะไรจะทำ”

หลายคนอาจรู้จัก ‘เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์’ ในฐานะอดีตนักร้องฝึกหัดของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ และได้รับโอกาสในการเป็นศิลปินในวงดนตรีสัญชาติญี่ปุ่น หรือแม้แต่เราอาจเคยเห็นเธอในโซเชียลมีเดีย แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าเธอคือทาเลนต์ beartai รุ่นบุกเบิกก่อนที่จะมีคำว่าทาเลนต์ปรากฏขึ้นมาด้วยซ้ำ แต่แม้ว่าเธอจะมีเครดิตในการเป็นนักร้อง แต่เธอกลับไม่อยากเป็นศิลปินอาชีพ

อีกอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเธอก็คือ ในขณะที่หลายคนพยายามจะรักษา Work-Life Balance แต่เธอกลับบอกว่าตัวเธอเองเป็นคนกลัวความว่าง กลัวการไม่มีอะไรจะทำ และการได้หาอะไรทำคือการเติมเต็มให้กับชีวิต ซึ่งเธอเล่าให้ฟังว่า นี่คือความสุขในแบบของเธอ


หลายคนจำคุณได้จากการเป็นนักร้อง อยากให้คุณเล่าช่วงเวลาตอนนั้นหน่อยว่าเป็นอย่างไรบ้าง

ตอนนั้นน่าจะประมาณมัธยมเลยค่ะ ประมาณอายุ 12 ที่ได้เข้าไปเป็นศิลปินฝึกหัดของแกรมมี่ เป็นรุ่นเดียวกันกับ ‘กอล์ฟ-ไมค์’, ‘ชิน ชินวุฒิ’ จนถึงอายุ 15 ก็ได้เดบิวต์ในวงที่ชื่อว่า ‘เพรพพี จี’ (Preppy G) เป็นวงเกิร์ลกรุ๊ปที่มีสมาชิก 11 คน หลาย ๆ คนในตอนนั้นก็น่าจะได้เห็นกันบ้าง ประมาณ 15 ปีที่แล้ว (หัวเราะ) แล้วช่วงนั้นก็มีโอกาสต่อเนื่อง ประมาณอายุ 15 – 16 หลังเพรพพี จีนิดนึง ก็คือได้เป็นศิลปินที่ญี่ปุ่น เป็นวงดนตรีชื่อว่า ‘สวีตวาเคชัน’ (Sweet Vacation) ซึ่งจะมีสมาชิก 2 คน คือตัวเมย์ กับคุณไดอิจิ (ไดอิจิ ฮายากาวะ) ที่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์และเล่นคีย์บอร์ดด้วย

ตอนที่เมย์ไปญี่ปุ่นคราวนั้นก็ถือว่าเป็นศิลปินอินดี้ ยังไม่ได้มีค่ายใหญ่อะไร ตอนนั้นที่ทำเพลงก็มีความเป็นอินดี้ ขายเพลงใน MySpace แล้วปรากฏว่าเพลงได้รับการตอบรับที่ค่อนข้างดี ติดชาร์ตใน MySpace ด้วย ก็เลยเข้าตาค่ายใหญ่ของญีปุ่น ก็คือ วิกเตอร์ เอนเตอร์เทนเมนต์ (Victor Entertainment) ให้เราไปเซ็นสัญญาเข้าสังกัด ตอนนั้นน่าจะอายุประมาณ 17 ยังไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเลยค่ะ เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออยู่เหมือนกัน

แต่ว่าตอนนั้นเมย์ยังไม่ได้มีความคิดว่าจะไปเรียนญี่ปุ่น ก็เลยเรียนอยู่ที่เมืองไทยประมาณ 1 เทอม แล้วก็ต้องบินไปญี่ปุ่นเพื่อไปทำงานเพลงด้วย ไปกลับ ๆ เดือนละ 2-3 ครั้ง ก็เลยรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว เพราะว่าไม่มีเวลาพักผ่อนเลย เสาร์-อาทิตย์ว่าง 2 วันก็ต้องบินไปทำงาน ก็เลยตัดสินใจทำเรื่องลาออก แล้วก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยวาเซดะที่ประเทศญี่ปุ่นดีกว่่า จะได้เรียนและทำงานเพลงไปด้วยกันได้ ซึ่งตอนนั้นระหว่างเรียนก็ทำงานเพลงมาตลอด 4 ปีเลย

จนกระทั่งพอเรียนจบ มันก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีก และด้วยความที่ตอนนั้นทำวงกันมาประมาณ 4-5 ปีแล้ว ก็เลยรู้สึกถึงจุดอิ่มตัว แล้วใจเราเองก็อยากกลับไทย อยากกลับไปทำธุรกิจ หรืออะไรทีี่ไม่เกี่ยวกับการร้องเพลงมากกว่า เพราะว่าตอนนั้นค้นพบว่า เราไม่ได้อยากเป็นศิลปินขนาดนั้น คือชอบร้องเพลง ชอบเต้น แต่ว่าชอบทำเป็นงานอดิเรกมากกว่า แต่ถ้าให้ทำเป็นอาชีพ เมย์มองว่ามันไม่ใช่สิ่งที่เมย์จะวางแผนอนาคตไว้ ตอนนั้นเมย์อาจจะเด็กมากด้วยแหล่ะค่ะ แล้วมันก็มีความกดดันอยู่ เพราะตอนนั้นภาษาก็ยังไม่ค่อยได้ ทางค่ายเองก็พยายามจะผลักดันเราอย่างเต็มที่ มันก็เลยมองไม่เห็นว่า ฉันมาทำอะไรที่นี่ เหมือนตอนนั้นเราเป็นเด็กคนหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังทำอยู่ พอเรียนจบ ก็เลยแจ้งกับค่ายว่าจะไม่ต่อสัญญาแล้ว แล้วก็บินกลับมาไทย

เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์

คุณบอกว่าไม่อยากทำอาชีพนี้ แต่คุณชอบร้อง ชอบเต้น เคยมีความคิดไหมว่า อยากมีอัลบัมหรือซิงเกิลเป็นของตัวเองสักครั้งในชีวิต

จริง ๆ เมย์คิดว่า เมย์อยากทำอะไรก็ได้ที่ชอบนั่นแหละค่ะ ไม่ได้อยากทำเป็นอาชีพ เพราะว่าถ้าทำเป็นอาชีพ มันก็จะมีความรู้สึกฝืน ๆ เข้ามา การทำเพลงก็อาจจะไม่ได้ทำในแบบที่เราชอบ แต่ต้องไปทำในแบบที่คนอื่นคิดมา ให้เราทำแบบนั้นแบบนี้ แล้วก็ต้องไปทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ เช่นการออกคอนเสิร์ต ไปออกงาน ร้องเพลงในผับบาร์ทุกวัน ๆ เมย์ไม่ได้อยากทำแบบนั้น ไม่ได้อยากมีอาชีพแบบนั้น แต่ถ้าให้ร้องเพลงคัฟเวอร์ลงยูทูบ ร้องเพลงอย่างที่เราอยากจะร้อง เมย์ว่าแบบนี้โอเคค่ะ

พอคุณบินกลับมาเมืองไทย คุณกลับมาทำอะไรต่อ

ก็มาหางานทำนี่แหละค่ะ เป็นพนักงานบริษัทธนาคารญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย เป็นพนักงานกินเงินเดือนอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วก็กลับมาทำธุรกิจของตัวเอง เป็นธุรกิจทำสบู่ ทำ Bubble Bath เพราะว่าที่บ้านก็มีโรงงานผลิตอยู่แล้ว ก็มีหน้าร้านอยู่ในห้างประมาณ 4-5 สาขาในห้างต่าง ๆ จนมาถึงกระแสทัวร์ศูนย์เหรียญ ด้วยความที่เราเน้นขายคนจีน พอคนจีนไม่เข้ามาเที่ยว ก็เลยจำเป็นต้องปิดหน้าร้านไป เป็นช่วงดาวน์ของธุรกิจเหมือนกัน เพราะว่าต้นทุนหน้าร้านมันสูงมาก ก็เลยมาเน้นออนไลน์อย่างเดียว แล้วพอมีเวลามากขึ้น ก็เลยกลับมาทำงานประจำ เพราะเมย์เป็นคนที่ไม่ชอบว่าง อยากทำให้ตัวเองยุ่งทุกวัน แบบว่าตื่นมาจะต้องออกจากบ้านไปทำโน่นทำนี่ อะไรแบบนี้ ไม่สามารถนอนอยู่บ้านเฉย ๆ ได้

คือหลายคนก็ถามแหละว่าทำไมเมย์ถึงยังทำงานประจำ ทั้ง ๆ ที่ก็มีธุรกิจของตัวเอง 2-3 อย่าง มีงานในวงการบันเทิงด้วย ทั้งงานของ beartai เองด้วย งานพิธีกร ถ่ายแบบ งานรีวิวในอินสตาแกรมด้วย แล้วก็มีรีสอร์ตของทางบ้านที่กาญจนบุรี ซึ่งรายได้ก็ค่อนข้างดี ย่างที่เมย์บอกก็คือ เมย์ไม่อยากทำให้ตัวเองว่าง แล้วก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างไปด้วย

เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์

มันน่าสนใจตรงที่คุณบอกว่าตัวคุณเองไม่ชอบให้ตัวเองว่างนี่แหละ เพราะปกติคนเรามักจะอยากหาเวลาว่าง มีเวลาในการทำงานและเวลาพักผ่อน

อืม…ก็งงเหมือนกันว่าทำไมเป็นคนแบบนี้ เป็นคนที่ชอบทำให้ตัวเองยุ่ง ชอบวางแพลนให้ตัวเองทุกวัน ๆ ว่าทั้งวันจะต้องทำอะไรบ้าง น่าจะเป็นเพราะว่าเราชินนี่แหละ เพราะว่าตอนเด็ก ๆ ที่เราไปออดิชันเป็นนักร้องที่แกรมมี่ พอเราได้เป็นศิลปินฝึกหัด กลายเป็นว่าต้องเข้าเรียน 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น พอเลิกเรียน แม่ก็มารับไปฝึกร้องเพลงตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม กลับถึงบ้านก็ทำการบ้าน ทำเสร็จก็นอน แล้วก็ตื่นไปโรงเรียน 8 โมง เป็นแบบนี้ทุกวัน ๆ ไม่มีวันหยุดเลย วันเสาร์ก็ไปฝึกที่แกรมมี่ทั้งวัน มีแค่วันอาทิตย์ได้พักผ่อน 1 วัน แต่สุดท้ายก็ไม่มีวันว่างเลย นี่คือตอนอายุ 12 นะ

ยิ่งพอเข้ามหาวิทยาลัย เราก็ยิ่งทำงานหนัก อ่านหนังสือหนัก เลิกเรียนก็ไปทำงานต่อ ก็เลยไม่ได้เหมือนคนอื่น ๆ ที่มีเวลาว่างก็ไปเที่ยว เหมือนเราเป็นคนที่ชินกับชีวิตที่มีความเครียดไปแล้ว

พอเราเจอกับชีวิตที่ไม่มีความเครียด หรือว่ามันว่างเกินไป มันจะรู้สึกว่าชีวิตเรามันหายไป เหมือนว่าหาจุดมุ่งหมายของชีวิตไม่เจอ ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นมาทำไม ถ้าตื่นขึ้นมาแล้วไม่มีอะไรจะทำ ชีวิตมันไม่ Productive เท่าไหร่ คือมันก็คงมีแหละค่ะ คนที่มีความสุขกับการว่าง อยู่บ้าน เลี้ยงสัตว์ รดน้ำต้นไม้ มันก็คงเป็นความสุข เป็นความพอเพียงในวิถีของเขา แต่เมย์แค่ยังไม่เจอความสุขแบบนั้น เมย์ยังรู้สึกอยากมีความสุขในการออกจากบ้านไปทำนี่ทำนั่น ทำงานแล้วได้เงิน ได้โน่นนี่กลับมา เป็นเหมือนเป้าหมายความสุขของเมย์ ณ ตอนนี้

บางทีเมย์ก็บ่นเรื่องนี้กับเพื่อนหลายครั้งเหมือนกัน ว่าวันไหนที่ตื่นมาแล้วไม่มีงานทำ มันจะรู้สึกว่าเหมือนชีวิตไม่มีความหมาย พอว่างปุ๊บก็ต้องไปหางานประจำทำ ตั้งเป้าไว้ว่าทุกวันฉันจะออกจากบ้าน 9 โมงเช้า กลับเข้าบ้าน 3 ทุ่ม เมย์เองยังคิดเลยว่า หรือต้องไปหาจิตแพทย์ดี (หัวเราะ) เหมือนว่าเราอาจจะเครียดกับชีวิตมากเกินไปหรือเปล่า คาดหวังกับตัวเองมากเกินไปหรือเปล่า แล้วเมย์ก็เริ่มคิดว่า ถ้าอายุเยอะขึ้น มีงานให้ทำน้อยลง หรือถ้าต้องแต่งงาน มีครอบครัว ต้องเลี้ยงลูกอยู่บ้าน จะต้องทำยังไง ซึ่งเราก็ยังจินตนาการภาพตรงนั้นไม่ออก เพราะตอนนี้เรายังหาสมดุลความสุขแบบนั้นไม่เจอ

เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์

มาร่วมงานกับ beartai ในฐานะทาเลนต์ได้อย่างไร

มันงง ๆ มากเลยค่ะ ตอนนั้นเมย์จำได้แค่ว่ารู้จักกับพี่หนุ่ยที่ไหนซักที่นี่แหละ รู้จักกันตั้งแต่เมย์ยังอยู่วง Sweet Vacation เพราะว่าพี่หนุ่ยอยากให้เมย์ไปร้องเพลงในคอนเสิร์ตในงาน Thailand Game Show แล้วตอนนั้นพี่หนุ่ยก็อยากจัดคอนเสิร์ตให้กับ Sweet Vacation ก็เลยได้จัดขึ้นที่ RCA แล้วพี่หนุ่ยก็เลยพยายามหางานร้องเพลงให้ทำไปก่อน จนกระทั่งเลิกวงไม่ได้ทำต่อ ก็เลยได้มาทำงานเป็นพิธีกร ลองรีวิวสินค้าดู ตัวแรกก็เป็นรีวิวเครืี่องดูดฝุ่นคู่กันกับพี่หนุ่ย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรเยอะนะคะ อาศัยเออออตามที่พี่หนุ่ยพูด ตอนนั้นเมย์น่าจะเป็นทาเลนต์คนแรก ๆ ของ beartai เลยค่ะ

ตอนนั้นคุณคิดอย่างไรกับคำว่าทาเลนต์ มันแตกต่างจากงานที่คุณเคยทำยังไงบ้าง

ตอนนั้นเอาจริง ๆ ก็ยังงง ๆ อยู่ค่ะว่าทาเลนต์คืออะไร จะให้เรามาทำอะไร แต่พอทำไปสักพักก็เริ่มเข้าใจคอนเซปต์ว่าทาเลนต์ไม่ได้เป็นแค่พิธีกรหรือรีวิวสินค้าอย่างเดียว แต่เป็นเหมือนตัวแทนของ beartai ในการใช้ความสามารถในแบบที่เราเป็นค่ะ มันเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ในการที่ทำให้เราได้ทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำมาก่อน ได้เพิ่มความรู้ และเปิดโลกเราไปสู่อีกด้านหนึ่งที่เราอาจจะยังไม่รู้จักในตอนแรก คนที่ดูเราจาก beartai แล้วเห็นเรา ก็อยากให้เราไปทำงานอื่น ๆ โน่นนี่เยอะมากเลย การได้เป็นทาเลนต์ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก ๆ ค่ะ

เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์

คุณดูผลงานทาเลนต์ของตัวเองบ้างไหม คิดยังไงกับงานของตัวเองบ้าง

ดูค่ะ ดูทุกคลิปเลยค่ะ จริง ๆ ก็ยังคิดว่ายังไม่ได้ชอบถึงขนาดว่าชอบที่สุด คิดว่าน่าจะยังพัฒนาได้มากกว่านี้อีก แต่ว่ามันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ คลิปแหละ อาจจะเป็นเพราะว่าเราเป็นคนที่พูดเสียงเบา และจังหวะพูดค่อนข้างช้า เวลาพูดรีวิวสินค้าก็อาจจะดูเนือย ๆ ไม่กระชับ ไม่กระฉับกระเฉง ซึ่งทุกวันนี้ก็ปรับได้ค่อนข้างโอเคแล้ว พอเมย์ดูคลิปตัวล่าสุด ก็รู้สึกว่าดูกระฉับกระเฉงคล่องแคล่วมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นเมย์ก็ค่อนข้างพอใจกับการที่เราพัฒนามาได้ถึงจุดนี้ แต่ก็คิดว่าน่าจะยังฝึกฝนได้อีกค่ะ

ชอบผลงานทาเลนต์อันไหนของตัวเองมากที่สุด

โห ยาก ไม่มีอ่ะ เพราะว่าชอบทุกอัน (หัวเราะ) ประทับใจทุกอันน่ันแหละ แต่ว่าชอบงานที่ได้ไปถ่ายนอกสถานที่ อย่างเช่นตอนที่เมย์ไปถ่ายที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรดา เมย์สนุกมากเลย เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ได้ไปเรียนรู้สถานที่จริง ได้ไปรู้ว่าเขามีอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ไฮเทค มีวิชาอะไรให้เลือกเรียนบ้าง อะไรประมาณนี้หน่อย หรืออีกงานก็คือที่ไปเล่นเซิร์ฟที่จังหวัดพังงา อันนั้นก็สนุกมากเลย เป็นคลิปที่เรารู้สึกกระฉับกระเฉงในการพูดแนะนำสินค้า หรือตัวที่รีวิวกล้องกับน้องต้า (คมสัน ขันตยานุวงศ์) อันนั้นก็สนุกเหมือนกันค่ะ

ในฐานะทาเลนต์ของ beartai คุณตั้งเป้าหมายสูงสุดไว้อย่างไรบ้าง

จุดสูงสุดที่เมย์ตั้งไว้ตอนนี้คืออยากได้รีวิวที่มีคนดู 1 ล้านวิวค่ะ ยังไม่เคยได้เลย สูงสุดตอนนี้น่าจะอยู่ที่ 6 แสนมั้ง เมย์อยากได้ทำคอนเทนต์ดี ๆ ที่โดนใจคน มีกระแส คนดูเยอะ ๆ แบบนั้นบ้างสักครั้ง

คำถามสุดท้าย ถ้าคุณได้มีโอกาสคิดเนื้อหาคลิป และเป็นทาเลนต์ของคลิปนั้นด้วยตัวเอง คุณอยากทำคลิปแบบไหนมากที่สุด เหมือนเคยได้ยินว่าตอนนี้คุณสนใจกระแส Cryptocurrency อยู่

เมย์ ศิตาภา อรรถบุรานนท์

ใช่ค่ะ ตอนนี้เมย์ก็สนใจเกี่ยวกับการลงทุน เกี่ยวกับ Cryptocurrency อยู่เหมือนกัน แต่ว่าตอนนี้เมย์คงไม่ได้มีความรู้ขนาดนั้นไง ที่จะสามารถเขียนสคริปต์เพื่อสอนคนได้ แต่ถ้าเอาที่เมย์อยากเขียนเองรู้เองจริง ๆ ก็คือตอนนี้เมย์ชอบเล่นเวคเซิร์ฟ (Wakesurf) ค่ะ ที่ตอนนี้กำลังเป็นกระแส คนเพิ่งจะกลับมาฮิตกัน เมย์เล่นมา 2-3 ปีแล้ว ตั้งแต่ที่ยังไม่มีใครรู้จักเลย ชวนเพื่อน ชวนใครไปเล่นด้วยก็ไม่ยอมไป (หัวเราะ) แต่ว่าตอนนี้คนแห่ไปเล่นกันใหญ่ ก็เลยอยากทำคลิปสอนว่าจะต้องเริ่มต้น เตรียมตัวยังไงบ้าง อะไรแบบนี้ค่ะ


แนะนำ

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส