Connect with us

รายงานสดโดย หนุ่ย พงศ์สุข ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม-2 กันยายน 2016 จากนครเซี่ยงไฮ้

exhibition02

หัวเว่ยใจป้ำเชิญผู้นำในแวดวงไอทีกว่า 20,000 คนจาก 120 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมงาน “HUAWEI CONNECT 2016” จัดขึ้นภายใต้ธีม “Shape the Cloud” งานนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกและถือเป็นการประชุมครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่หัวเว่ยเคยจัดขึ้น เรียกว่าล้อมทั้งเมืองเซี่ยงไฮ้ ที่ไหนจัดงานได้จะมีป้ายดอกบัวแดงหัวเว่ยหมด เพื่อแสวงหาแนวทางสร้างความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมต่างๆให้ก้าวทันการปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ 2.0 ที่ใหม่และให้การสนับสนุนต่อการสร้าง “ระบบนิเวศน์คลาวด์” เพื่อทุกๆ คนบนผืนโลก

หัวเว่ยมีวัฒนธรรมองค์กรที่จะดึงคนเก่งๆ ขึ้นมาเป็นซีอีโอหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

มร. เคน หู Rotate CEO ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแบบหมุนเวียนตามวาระ (ขอเล่าก่อนนิดครับว่าหัวเว่ยมีวัฒนธรรมองค์กรที่จะดึงคนเก่งๆ ขึ้นมาเป็นซีอีโอหมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ โดยจะดำรงตำแหน่งไม่กี่เดือนและส่งต่อให้คนใหม่ๆต่อไปขึ้นมาดำรงตำแหน่งนี้ได้อีก ใครเคยขึ้นมาแล้วก็จะกลับไปทำงานด้านที่ตนเองสนใจ บริษัทนี้มีพนักงานถึง 1 แสน 7 หมื่นคนเลยใช้ระบบสมบัติผลัดกันชมนี้ และความน่าทึ่งอีกอย่างคือ “ถือหุ้นทั้งหมดโดยพนักงานด้วยกัน” เป็นบริษัทเอกชนที่ไม่ยอมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และไม่ได้ถูกถือหุ้นโดยรัฐบาล …รัฐบาลเป็นเจ้าของบริษัทคู่แข่งคนสำคัญของหัวเว่ยนั่นคือ ZTE® และใช้กลยุทธขายแบบ G2G รัฐต่อรัฐกับประเทศที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าของเครือข่าย)

มร. เคนหูได้กล่าวในงาน HUAWEI CONNECT 2016 ถึงกลยุทธ์ของหัวเว่ยที่จะขับเคลื่อนโลกด้วยเทคโนโลยีคลาวด์ที่ใช้งานอย่างกว้างขวางขึ้น จริงจังขึ้น และทุกคนบนโลกจะใช้มันผ่านอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้ารอบตัว(แบบไม่รู้ตัว)จำนวนมากในยุค IoT ที่กำลังจะมาถึงนี้

การจัดงานครั้งนี้นับเป็นก้าวแรกที่หัวเว่ยได้แสดงให้สาธารณชนได้เห็นถึงการพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ให้ครอบคลุมรอบด้านจริงๆ

“หัวเว่ยมีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้ขับเคลื่อนและผลักดันโลกอัจฉริยะ บริษัทจะยึดมั่นในวิถีปฏิบัติขององค์กรที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีที ให้บริการเทคโนโลยีระบบคลาวด์ 2.0 ที่คิดค้นขึ้นใหม่ หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกับผู้ให้บริการทั่วโลกที่สามารถตอบสนองการขับเคลื่อนไปสู่การเปลี่ยนแปลงแห่งยุคดิจิทัลและคลาวด์ 2.0 โดยอาศัยหลักการดังกล่าว ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้เกิดระบบนิเวศคลาวด์อย่างจริงจังด้วยการเปิดกว้างทางความคิด การให้ความร่วมมือ และแบ่งปันความสำเร็จเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจะเป็นเสาหลักของโลกอัจฉริยะในยุคต่อไป” มร. หู กล่าว

มร. เคนหู ได้เปรียบเทียบอุปกรณ์ต่างๆในยุคหน้าว่าเป็น “เครื่องมือถ่ายทอดความรู้สึก” (Feeler) ที่ทำให้สิ่งต่างๆ สามารถรับรู้ได้ถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ เครือข่ายจะเชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน โดยมีระบบคลาวด์เป็นหัวใจหลักที่สร้างความอัจฉริยะให้กับสิ่งต่างๆ เหล่านั้น องค์ประกอบทั้งสามนี้ก่อให้เกิดสถาปัตยกรรมในการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์ ช่องทางรับส่งข้อมูล และระบบคลาวด์ และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่หัวเว่ยจะลงทุนในภายภาคหน้าอีกด้วย

S__8904712

“ในช่วงห้าถึงสิบปีข้างหน้า เราจะได้เห็นอุปกรณ์อัจฉริยะทุกชนิดที่สามารถปรับการทำงานให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ได้โดยอัตโนมัติ ทุกคนและทุกสิ่งจะสามารถรับรู้ได้ถึงสภาวะรอบข้าง โดยมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทำหน้าที่เป็นจุดป้อนข้อมูลเข้าสู่โลกอัจฉริยะ ทั้งเครือข่ายใยแก้วและเครือข่ายไร้สายจะสามารถให้บริการเชื่อมต่อผ่านอัลตร้าบรอดแบนด์ได้อย่างทั่วถึงทั้งโลก ในขณะเดียวกัน คอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงถึงกันอยู่ทั่วโลกก็จะสามารถรวบรวมข้อมูลมหาศาล เกิดเป็น ‘มันสมองดิจิทัล’ ในระบบคลาวด์ มันสมองดิจิทัลนี้จะมีการพัฒนาแบบเรียลไทม์ และไม่มีวันเสื่อมสภาพ เพื่อสร้างความอัจฉริยะที่ผู้คนและเครื่องจักรสามารถดึงออกมาใช้เมื่อใดก็ได้เพียงเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ในระบบไฮสปีด” มร. หู กล่าว

มร. หู ให้ความเห็นว่าองค์กรต่าง ๆ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในยุคคลาวด์ 2.0 เนื่องจากนวัตกรรมด้านโซลูชั่นจะปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการใช้งานที่จำเพาะขององค์กร เมื่อพิจารณาในแง่นี้ หัวเว่ยจึงมุ่งเน้นลูกค้าเป็นสำคัญ โดยทำความเข้าใจถึงความต้องของลูกค้าอย่างเจาะลึก เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ผสานนวัตกรรมได้ตรงตามความต้องการของลูกค้า หัวเว่ยให้บริการโซลูชั่นระบบคลาวด์แบบผสมผสานที่สามารถส่งมอบและใช้งานได้ง่ายตามหลักสถาปัตยกรรมแบบเปิดที่รวมเป็นระบบเดียว

โซลูชั่นสำหรับองค์กรยุคใหม่

others05

โซลูชั่นเหล่านี้เปิดให้ใช้งานในวงกว้าง มีความปลอดภัยสูง และมีประสิทธิภาพการทำงานในระดับองค์กรที่ครบวงจรในจุดเดียว ทั้งยังมีคุณสมบัติด้านการใช้งานที่ออกแบบมาให้สามารถตอบสนองจุดบกพร่องที่ลูกค้าต้องการแก้ไขได้อย่างตรงจุด นอกจากโซลูชั่นที่เน้นการใช้งานเฉพาะด้าน หัวเว่ยยังเน้นย้ำด้วยว่าระบบนิเวศคลาวด์จำเป็นต้องพัฒนาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า และทุกองค์กรที่อยู่ในระบบนิเวศนี้จะต้องสร้างคุณค่าที่มีลักษณะเฉพาะขององค์กร มร. หู ย้ำด้วยว่าหัวเว่ยจะไม่เผยแพร่เทคโนโลยีคลาวด์ที่มีอยู่ในมือด้วยตนเอง ในฐานะของผู้ขับเคลื่อนระบบนิเวศน์คลาวด์ หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะให้ความช่วยเหลือลูกค้าทุกรายสร้างสรรค์เทคโนโลยีคลาวด์ในทุกรูปแบบ

องค์กรต่าง ๆ ที่กำเนิดขึ้นในยุคเทคโนโลยีคลาวด์ได้กลายเป็นผู้นำการพัฒนายุคแรกของคลาวด์ และสร้างกระแสปั่นป่วนให้กับหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก มร. เคน หู เชื่อว่า อีกสิบปีข้างหน้าจะเป็นยุคคลาวด์ 2.0 ซึ่งเป็นจุดรุ่งเรืองของเทคโนโลยีคลาวด์เชิงอุตสาหกรรมอันมากมายนับไม่ถ้วน

exhibition16

และในปี 2025 หัวเว่ย คาดการณ์ว่าโชลูชั่นไอทีสำหรับองค์กรทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนโฉมให้กลายเป็นเทคโนโลยีคลาวด์ และมากกว่าร้อยละ 85 ของแอพลิเคชั่นสำหรับองค์กรจะใช้เทคโนโลยีคลาวด์เป็นพื้นฐาน ทุกบริษัทจะผสานธุรกิจของตนเข้ากับคลาวด์ และจะคอยเสาะหาโซลูชั่นคลาวด์ที่เหมาะสมกับองค์กรของตนมากที่สุด นอกจากนี้ มร. เคน หู ยังได้แชร์ประสบการณ์ของหัวเว่ยในด้านการเปลี่ยนโฉมไปสู่เทคโนโลยีคลาวด์ เน้นย้ำความสำคัญในการสร้างมูลค่าจากเทคโนโลยีคลาวด์ รวมทั้งแนะนำ 3 มาตรการสำคัญที่จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถเปลี่ยนโฉมองค์กรและสร้างมูลค่าจากคลาวด์ได้

ประการแรก องค์กรต่าง ๆ จะต้องเปลี่ยนวิธีคิดและความเชื่อที่พวกเขามีต่อบทบาทของเทคโนโลยีไอซีที และหันมามองเทคโนโลยีไอซีทีในฐานะระบบการผลิตแทนที่จะเป็นเพียงระบบสนับสนุน ตลอดจนใช้เทคโนโลยีในเชิงรุกในการออกแบบขั้นตอนการผลิตเสียใหม่ ประการที่สอง องค์กรจะต้องหันมาพิจารณาพนักงานบุคลากร และเสริมทักษะความรู้เทคโนโลยีไอซีทีพื้นฐานให้แก่พวกเขา โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ต้องปรับใช้กับเทคโนโลยีคลาวด์ ประการที่สาม องค์กรจะต้องคิดการให้ใหญ่และทำตามแผนการที่วางไว้ทีละขั้น ๆ อย่างต่อเนื่องด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีใหม่ รวมถึงความสำเร็จที่เทคโนโลยีเหล่านั้นจะนำมาให้ด้วย มร. เคน หู กล่าว

“คลาวด์กำลังเปลี่ยนโฉมทุกสิ่ง” มร. เคน หู กล่าว “เรามองความเปลี่ยนแปลงเป็นดั่งกระบวนการของการเกิดใหม่ สำหรับธุรกิจในยุคคลาวด์ 2.0 แล้ว การเปลี่ยนแปลงจะนำมาซึ่งความหวัง และเราก็จะสามารถสร้างอนาคตผ่านการลงมือทำได้”

ในงานหัวเว่ย คอนเน็ค ประจำปีนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารหมุนเวียนตามวาระ ของหัวเว่ย ทั้งสามท่าน ได้แก่ มร. เคน หู มร. อีริค ซวี และมร. กัว ผิง จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานในแต่ละวัน วิทยากรท่านอื่นๆ ที่จะมาร่วมบรรยายในงานนี้ ได้แก่ ไบรอัน เคอซานิทช์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเทล คอร์ป, วิสชาล ซิคคา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโฟซิส เทคโนโลยี, โทมัส เซาเออร์เอสสิค รองประธานอาวุโส บริษัท เอสเอพี เอจี และ แอนดรูว์ แมคอาฟี หัวหน้าทีมนักวิทยาศาสตร์และวิจัยแห่งสถาบัน MIT Sloan School of Management

 

งานหัวเว่ย คอนเน็ค 2016 เป็นงานที่บรรดาองค์กรบริษัทชั้นนำในระบบนิเวศอุตสาหกรรมไอซีทีต่างตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ อาคารนิทรรศการแบบอินเทอร์แอคทีฟขนาด 18,000 ตารางเมตร ของศูนย์การประชุม Expo Center ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยบริเวณครึ่งหนึ่งของชั้นนิทรรศการจะจัดแสดงนวัตกรรมความก้าวหน้าของพันธมิตรในอุตสาหกรรมของหัวเว่ย ซึ่งประกอบด้วยกว่า 80 องค์กรและผู้สนับสนุนในอุตสาหกรรมของหัวเว่ยและในระบบนิเวศอุตสาหกรรมไอซีที

พันธมิตรชั้นนำที่เข้าร่วมงานครั้งนี้ ได้แก่ Intel®, HGST, SAP, Accenture, Infosys, OpenStack, และสมาคม GSMA สำหรับการประชุมสัมมนา หัวเว่ยจะพูดเน้นย้ำเรื่อง 4 เทคโนโลยีหลัก อันได้แก่ คลาวด์, บิ๊กดาต้า, เครือข่าย Software Defined Networking (SDN) และเทคโนโลยี IoT รวมทั้งเปิดตัว 8 โซลูชั่นเรือธงสำหรับสตอเรจคลาวด์ บริการคลาวด์ และคอนโทรเลอร์เครือข่าย SDN ของหัวเว่ยด้วย โซลูชั่นเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ระเบียบวาระดิจิทัลของลูกค้าทั้ง 9 กลุ่ม เช่น รัฐบาลและหน่วยงานรัฐ การเงิน โทรคมนาคม พลังงาน และสื่อ ให้สามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงานหัวเว่ย คอนเน็ค 2016 สามารถเข้าไปที่เว็บ huawei.com ได้เลยครับ

หนุ่ย-พงศ์สุข รายงาน

หนุ่ย-พงศ์สุข รายงาน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

หนุ่ยรู้โลกรู้

หนุ่ยแนะนำละเอียด บัตร SCB M VISA ใหม่ทั้ง 5 ใบ ของมันต้องมีแต่ไม่ต้องพก!?

Published

on

ขอเล่ายาวถึงสิ่งที่ผมเห็นมาด้วยตากับความอลังดั่งวังคฤหาสน์หรูของการเปิดตัว “บัตรเครดิต/เดบิตและบัตรพรีเพด” ใหม่ของไทยพาณิชย์ที่ร่วมกับเดอะมอลล์กรุ๊ป ในชื่องาน SCB M Call it #eMperience จัดได้ชนิดที่เรียกได้ว่าศุกร์สะท้านสะพานสะเทือนเลื่อนลั่นสนั่นย่านพร้อมพงษ์ The Em District เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา

ดีลนี้มีเพื่อนพี่น้องบุคคลในแวดวงไปร่วมเฮกันเยอะมาก เรียกว่าอยากเจอใครก็ได้เจอ ไม่ได้เจอใครมานานก็ได้เจอในงานนี้ …สาเหตุก็เพราะ “เดอะมอลล์กรุ๊ป” โดยแม่ทัพหญิงคือคุณแอ๊ว ศุภลักษณ์ อัมพุช เธอตัดสินใจ “เปิดและปิด” ดีลยักษ์ใหญ่ใหม่นี้กับ SCB แทนที่จะเป็นแบงค์เดิมที่เคยออกบัตรคู่กันมาแต่แรกห้าง …ทุกคนจึงพร้อมมาร่วมแสดงความยินดี

… #SCB เองโดยคุณอาทิตย์ นันทวิทยา CEO คนหนุ่มหัว Digital Disruption เปิดเผยบนเวทีว่าที่ได้ดีลนี้มาเพราะโทรจีบคุณแอ๊วด้วยคำว่า “เรามาทำอะไรอย่าง ‘สุดซอย’ ด้วยกันเพื่อให้ลูกค้าดีกว่าครับพี่”

เลยเกิดบัตรเครดิตใหม่ภายใต้ชื่อ #SCBM VISA อีก 3 ประเภทบัตร (+1 เดบิต และ 1 พรีเพด) ไล่เรียงตั้งแต่ใหญ่สุดคือ (ดูภาพบัตรบนมือผมประกอบได้เลยครับ)

  1. SCBM “Legend” VISA Infinite : ใบนี้ต้องได้รับเชิญเท่านั้น ซึ่งชีวิตการเป็น VVIP ก็ต้องเหนื่อยนิดนึงคือต้องรักษายอดซื้อ 2,000,000.-/ปี จึงจะไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมบัตร 10,000.-/ปี *ปีแรกฟรี
  2. SCBM “Luxe” VISA Signature : ใบนี้เหมาะกับผมเลย ใครมีเงินเดือน 100,000 ขึ้นไปก็สมัครบัตรนี้ได้ รักษายอดซื้อ 400,000.-/ปี ก็ฟรีค่าธรรมเนียม 4,000.-/ปี *ปีแรกยังไงก็ฟรี
  3. SCBM “Live” VISA Platinum : ใบนี้ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยทำงาน เงินเดือน 15,000 ขึ้นไปก็สมัครได้เลย ฟรีค่าธรรมเนียมปีแรกเช่นกัน และใช้ยอดซื้อเพียง 50,000.-/ปีเพื่อรักษาสถานะบัตร (ไม่งั้นก็จ่าย 500.-/ปีซะดีๆ ฮา)

ส่วนบัตรเดบิต SCBM นั้นของ่ายเลยก็เวลาคุณไปทำบัตร ATM ที่ธนาคารไทยพาณิชย์คุณก็รีเควสเป็นบัตร SCBM VISA Debit ได้เลย

อีกหนึ่งใบใหม่คือ SCBM VISA Prepaid นี่คือ “บัตรของขวัญ” ดีๆนี่เองครับ ซื้อเพื่อโหลดเงินใส่เข้าไปเพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญของฝากแบบเกร๋ๆไปอีกแบบ คนได้รับก็ Wow นะแบบนี้เนื่องด้วยลายหน้าบัตรสวยงามเหลือเกิน ซื้อบัตรได้จากบูธ SCB Exchange ภายในห้างได้เลยครับ

ข้อดีของบัตร SCBM ใบต่างๆ คือการซื้อสินค้าในห้างทั้งเครือของ The Mall ได้ลด% ทุกชิ้น จะแบ่งจ่าย 0% 6 เดือนเขาก็ยอม ยังได้ M Point คูณตั้งแต่ 1 ถึง 4 เท่า (หากช้อปนอกเครือเดอะมอลล์ได้คะแนนตามปกติ 25 บาทเป็น 1 M Point) และนำ M Point ทั้งหมดที่ได้กลับมาแทนเงินสดซื้อสินค้าทุกชิ้นได้ในห้างโดยไม่มีข้อแม้

หน้าบัตรต่างๆให้ส่วนลดสูงสุดต่างกันดังนี้…

  • Legend : ลด 10% ได้รับคะแนน M Point X4 เท่า
  • Luxe : ลด 10% ได้รับคะแนน M Point X4 เท่า
  • Live : ลด 5% ได้รับคะแนน M Point X3 เท่า
  • Debit : เป็นครั้งแรกที่นักเลงเงินสดจะได้ลด 5% และคะแนน M Point X2 เท่า
  • Prepaid : เป็นครั้งแรกที่บัตรพรีเพดจะได้สะสมคะแนน M Point ไว้ได้ด้วย และเอาไปซื้อของนอกห้างได้ภายใต้บริการจาก VISA

แต่นั่นคือเรื่องปกติ… ที่ไม่ปกติคือ~!!!

บัตรทั้งหมด นอกจากจะได้เป็นบัตรจริงแล้ว ยังทำเป็น Virtual Card ไว้ในแอบ SCB Easy ได้ด้วย!!

โดยทุกจุดแคชเชียร์ของเดอะมอลล์กรุ๊ปทุกห้าง ทุกชั้น ทุกแผนก จะมีติดตั้งเครื่อง Smart EDC แบบใหม่ที่อ่าน QR Code จากแอป SCB Easy ได้ ซึ่งนั่นหมายถึงความสะดวกและความปลอดภัยสูงสุดในการทำธุรกรรม เพราะ QR Code เปลี่ยนทุกครั้ง เรียกข้อมูลใหม่จากระบบเสมอ ไม่มีซ้ำ แถมเราไม่ต้องส่งบัตรจริงผ่านมือใครเลย … จะอยู่ที่ห้างไหน หรือลืมเอาบัตรมาก็ช้อปได้ทุกเวลา (หวังว่าจะไม่มีใครลืมเอามือถือมานะครับ ฮา!)

***ต่อไปนี้ในแอป SCB Easy ของเราก็เลือกได้เสมอว่าจะใช้ QR Code Pay จากเงินในบัญชีหรือเครดิตจากบัตร …นับเป็นความง่ายที่ไม่ต้องเดือดร้อนมือถือรุ่นใหม่ยี่ห้อดังจากผู้ใช้เลย เครื่องรุ่นไหนก็ใช้แอปจ่ายได้เสมอ***

ส่วน Benefit ที่ให้กับผู้ถือบัตรได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้มาก่อนจากบัตรเครดิต Co Branded ของห้างใดก็ตาม ตามแนวคิด “The First Evolution of Experiential Shopping” ก็คืออออออ….

  1. ไม่ต้องแย่งที่จอดรถแล้ว : เพราะสมาชิกบัตรระดับ Legend และ Luxe จะสามารถกด “จองที่จอด” ที่เรียกว่า I-Reserved Parking โดยให้กดจองมาก่อนล่วงหน้าได้ 1 ชั่วโมง จากแอป MCard เดิมของ The Mall Group นี่แหละครับระบบจะแสดงสิทธิ์การจองให้เมื่อเราได้สถานะบัตร Legend หรือ Luxe แล้ว
  2. เพิ่มระยะเวลาจอดฟรี : Extended Parking Hour – จอดฟรีเพิ่ม 2 ชม แก่ลูกค้าทุกหน้าบัตร รวมทั้งบัตรเดบิต (ยกเว้นสยามพารากอนอันร้อนแรง!)
  3. ไม่ต้องหิ้วของเข้ารถ : ซื้อเสร็จแล้วมีเจ้าหน้าที่หอบของที่คุณช้อปไปส่งลงรถให้ ไม่ต้องเหมื่อยถือเอง ให้สมกับความเป็น “ระดับตำนาน” ของผู้ถือบัตร Legend ทุกคน!! 🙂
  4. คุยกับ CHATBOT ผ่าน LINE THE MALL GROUP หุ่นยนต์ผู้ช่วยช้อปจะคอยตอบคำถาม และส่งลิงก์ช่องทางในการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ สะดวกเลยไม่ต้องไปห้าง!
  5. เมื่อมาห้างจะได้ Indoor Navigation เครื่องมือนำทางภายในศูนย์การค้า เพื่อความสะดวกในการค้นหาร้านค้า
  6. หากซื้อสินค้าด้วยบัตร Legend หรือ Luxe จะได้ “Purchase Protection” ประกันสินค้าที่คุ้มครองความเสียหาย สูญหาย และค่าซ่อม
  7. เครดิตเงินคืน 2-3% จากการเติมน้ำมันที่ปั้มเชลล์ทั่วราชอาณาจักร

อ่านจบแล้วร้อง “บ้าจริมๆ” เหมือนผมได้ …คนบ้าบัตรเครดิตและ Enjoy Benefit แบบผมมีรึจะไม่สมัคร … สมัครเล๊ย~ พนักงานพร้อมให้คุณสมัครอยู่ทั่วห้างทั้งเครือเดอะมอลล์กรุ๊ป #โลกใหม่ประสบการณ์ใหม่

———————————————————-
ช่องทางการสมัครบัตร SCB M VISA เพื่อรับประสบการณ์ “eMperience” สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ที่เคาน์เตอร์ SCB M เดอะมอลล์ ทุกสาขา, ดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอร์เทียร์, สยามพารากอน, บลูพอร์ต หัวหิน และ กูร์เมต์มาร์เก็ต ทุกสาขา

หรือโทร SCB M Call Center : 1295

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

feature

Vlog – หนุ่ยรู้โลกรู้ เครื่องพริ้นต์พิมพ์เสื้อยืดเองได้ที่บ้าน Ricoh Ri100

Published

on

หนุ่ย พงศ์สุข พาคุณมาชมนวัตกรรมใหม่จาก Ricoh ที่ ณ วันนี้สามารถสร้างเครื่องพิมพ์ที่สามารถ “พิมพ์เสื้อเองที่บ้าน” ได้แล้ว !! บอกได้เลยว่าออกมาสวยงามทีเดียว

Ricoh Ri100

เครื่อง Printer พิมพ์เสื้อ (หรือกระเป๋าผ้า) ที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี ใช้เวลาพิมพ์ต่อ 1 ชิ้นเพียง 5 นาที โดยมีขั้นตอนที่ต้องทำดังต่อไปนี้

  • ต้องเป็นผ้าที่มีส่วนผสมของ Cotton เยอะ ๆ หรือ 100% เลยยิ่งดี
  • พับเสื้อใส่แม่พิมพ์ให้เรียบร้อย ไม่มีรอยยับ
  • นำไปอบในอุณหภูมิ 150 – 170 องศา (ด้านใต้เครื่อง) เป็นเวลา 30 วินาที
  • เสร็จแล้วนำขึ้นมาพิมพ์ โดยให้เราเลือกลายได้ตามที่ต้องการ (แต่อย่าสูงเกินไปเพราะจะทำให้ลายขาดได้) ใช้เวลา 1:30 นาทีในการพิมพ์
  • พิมพ์เสร็จเรียบร้อย ก็ให้นำเสื้อออกมาแล้วนำไปอบอีกครั้งเป็นเวลา 3 นาที ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

โดยจุดสังเกตคือ สามารถพิมพ์ได้ที่ขนาด A4 เท่านั้นสำหรับเครื่องรุ่นนี้ และสำหรับใครที่สนใจเครื่อง Ricoh Ri100 ก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 02-088-8000 ต่อ 4761 แผนก Production Printing ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

หนุ่ยรู้โลกรู้

หนุ่ย พงศ์สุข #สรุปความรู้ที่ได้จากทริปเชียงใหม่ 1 ธันวาคม 2017

Published

on

‘หนุ่ย พงศ์สุข’ พบ ‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ และ ‘กบ อภิพันธ์’ หัวหอกแอป #SCBEasy กับมาดการจ่ายง่ายแบบ #แม่มณี

***บทความนี้พงศ์สุขเขียนจากการถาม พูดคุยแลกเปลี่ยนแบบใกล้ชิดบนโต๊ะอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ และหยิบเนื้อหามาสรุปมวลความรู้ให้เข้าใจง่ายตามสไตล์ #ไม่ใช่การหยิบยกคำพูดจากผู้บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ ทั้งหมดที่ท่านกำลังจะได้อ่านเป็นสำนวนจากลีลาพงศ์สุขเอง

เล่าถึง Status ของการพัฒนาแอป SCB Easy และระบบ QR Code Pay

SCB ออกจาก Sandbox (กะบะทดลอง) ของธนาคารแห่งประเทศไทยแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้า (ที่เปิดๆตัวกันมาก่อนหน้านี้คืออยู่ใน Sandbox เท่านั้น) ขณะนี้จึงสามารถรองรับการรับ-จ่าย #QRCodePay โดยสมบรูณ์แบบ อ่าน QR Code ข้ามได้ทุกธนาคาร และขณะนี้ก็มี 5 ธนาคารใหญ่ที่พร้อมแล้วแบบนี้เช่นเดียวกัน

…วิธีนี้ผูกกับภาพของระบบ #PromptPay นโยบายด้านการเงินใหญ่ของประเทศ (ที่คนไทยเสือกกลัว) ทำให้ประชาชนหมดภาระเรื่องค่าธรรมเนียม การโอนต่างธนาคารที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตกาล (รัฐบาลสั่งทุบโต๊ะให้ทุกธนาคารพัฒนาระบบหลังบ้านใหม่ร่วมกันเพื่อลดต้นทุนการโอน) ธนาคารขาดรายได้ด้านค่าธรรมเนียมก็จริง แต่ทุกธนาคารเห็นดีด้วยที่จะทำเพื่อที่มันจะกระตุ้นให้คนไทยเข้าสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ได้ ซื้อง่ายขายคล่องขึ้น เพราะแต่เดิมการจัดการเก็บรักษาธนบัตรก็เป็นคอร์สบริหารจัดการที่มหาศาลของธนาคารเหมือนกัน *ทั่วโลกมีแนวทางเดียกันในด้านนี้ และประสบความสำเร็จมากแล้วในจีน

… วิธีนี้ดีมากๆ และคงโง่มากหากใครจะมัวหลงเชื่อข้อความหลอกลวงทาง LINE ที่กล่าวว่าจะโดนแฮกง่ายหากเปลี่ยนเบอร์มือถือ (แม่งไม่ได้เกี่ยวเล๊ย~! เพราะเบอร์โทรเราเอาไว้ “รับเงิน” ไม่ใช่เอาไว้ Log In เข้าระบบ ซึ่งนั่นก็ต้องใช้รหัสลับอันยาวเหยียดที่เรากำหนดเองอยู่ดี (หรือสแกนนิ้วหากมือถือคุณรองรับ)

การสมัคร QR Code Pay ง่าย ๆ เพียง 3-4 จิ้ม

.. การสมัคร QR Code Pay ทำได้เพียงกด 3-4 จิ้ม บนแอป มันสัมพันธ์กับการเปิด PromptPay เลือกผูกบัญชีกับเบอร์โทรศัพท์ หรือ เลขบัตรประชาชน (เอาที่สบายใจ) จบเลย! รอ ‘รับการจ่าย’ ง่าย คนจ่ายไม่มีค่าธรรมเนียม คนขายไม่ถูกตัดเปอร์เซ็นต์ใดๆ ได้เงินเต็มๆ เพราะมันคือการ “โอนไว” ไม่ใช่บริการบัตรเครดิตนี่นะ

คุณโจ้ ธนายอมรับว่าการทำแอปใช้งานง่ายประเภทนี้ทำให้ธนาคารขาดรายได้จาก SMS Alert ไปเป็นหลักพันล้านบาท/ปี แต่ต้องทำ ไม่งั้นธนาคารอาจสูญพันธ์เหมือน Kodak® และ Nokia® ถ้าไม่ปรับตัวเดี๋ยวนี้

SCB สร้าง Users จากมหาวิทยาลัยก่อนเพราะเด็ก Gen Z เขาไวต่อการรับเทคโนโลยี พอเด็กใช้กันมาก แม่ค้าแม่ขายก็จะยอมเปิดบัญชีรับจ่ายด้วย QR Code นี้เอง (หลักการเดียวกับ AliPay®ในไทย คือพอนักท่องเที่ยวจีนทะลักเข้ามามาก ใครๆก็อยากได้เงินจากนักท่องเที่ยวจีน ก็ยอมเปิดบัญชี AliPay® ใช่ไหมล่ะ!)

โมเดล Cashless Society ของจีนแข็งแรงมาก มากซะจน SCB มั่นใจว่าจะเกิดในไทยด้วย แม้จังหวะเวลานี้อาจไม่สวยนักเนื่องจากคนยังติดใจกังวล(ไปเอง) ในสมองด้วยข้อความสับขาหลอกทางไลน์เกี่ยวกับพร้อมเพย์ ทำให้เกิดความกังวลใจและไม่กล้าใช้ แต่ยังไงก็แล้วแต่

ถ้าธนาคารไทยไม่ทำ มันก็จะเป็นการปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาทุ่มตลาดทำ

สุดท้ายเราก็จะสูญเสียตลาดนี้ให้กับต่างชาติเหมือนกับที่สูญเสียตลาดเพลงให้แอปจีน ตลาดหนังให้กับแอปอเมริกา/มาเลย์ฯ หรือตลาดรายการทีวี-บันเทิงให้เฟซบุ๊ก ยูทูป ฯลฯ จะเอางั้นกับเรื่องการเงินด้วยหรือ??? มันคือเรื่องเสถียรภาพของประเทศเลยนะจ้ะ

การที่ SCB เข้ามาเชียงใหม่และโหมโรงโปรโมตแรงกับระบบที่พัฒนามาอย่างดีครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันอนาคตของธนาคารไทยที่จะต้องไม่สูญเสียตลาดการเงินให้กับ FIN Tech ข้ามชาติ .. ซึ่งจำเป็นมาก และเราคงไม่อยากเห็นวันที่เราสูญสิ้นธุรกิจในประเทศไทยให้กับเทคโนโลยีต่างชาติไปซะทั้งหมด (มีบ้างได้ครับ เป็นสีสัน แต่ไม่ใช่จะไม่มีที่ยืนให้แอปไทยที่แข็งแกร่งเลย)

ขณะนี้ SCB ใช้เงินลงทุนกับการกระตุ้นตลาดตรงนี้เกิน 100 ล้านบาทแล้ว

…เปิดใช้กันเยอะๆนะครับ #SCBEasy

—— ข้อฉุกคิด ——-

ปัจจุบันธนาคารน่าจะได้เปรียบคนทำแอป eWallet ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน เพราะว่าธนาคารเองมีบัญชีออมทรัพย์ของลูกค้าอยู่แล้ว แค่ Convert มันมาเป็น eWallet ได้เลยด้วยหน้าตาใช้งานที่เข้าใจง่ายโดยไม่ต้องให้ผู้คนไปโอนใส่ หรือไปเติมเงิน

แต่ธนาคารเองก็ต้องทำโปรโมชั่นหรือจับใส่บริการจอง-จ่าย-จบ ง่ายๆไว้ในแอป เช่น ซื้อตั๋วหนัง จองร้านอาหาร ซื้อของเล็กๆน้อยๆ ผมเสนอไอเดียซื้อล็อตเตอรี่ออนไลน์ ถ้าทำได้น่าจะกระฉูดนะ แต่กฎหมายต้องปรับตัวไวกว่านี้ ไม่ต้องไปกลัวคนมอมเมา เพราะทุกวันนี้เป็นฉลาก ก็ลุ้นกันเยี่ยวเหนียวเยี่ยวแตกกันอยู่แล้ว สถานีข่าวไหนไลฟ์ถ่ายทอดการออกรางวัลนี่วิวท่วม! แต่ถ้าเป็นการซื้อผ่านแอป มันตรวจให้เลยไง เสียเวลาชีวิตน้อยลงด้วยต่อการไปลุ้น …ดูแอปธนาคารออมสินเป็นตัวอย่าง GSB MyMo™ ซื้อสลากดิจิทัลออมสิน เวิร์คมากอย่างผิดหูผิดฟอร์มรัฐ

พี่โจ้ ธนา และพี่กบ อภิพันธ์ ฟันธงว่าปีหน้า 2018 จะเป็น ‘ปีแห่งแบงค์’ การตลาดจะทุ่มอีกมาก ฟาดฟันกันอีกบาน ด้วยงบการตลาดมหาศาล เหมือนยุคเรียกลูกค้าเข้าค่ายของบริษัทโทรคมนาคมตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งพอมาถึงวันนี้ คนเคยสร้าง dtac ให้เติบโตมากับมืออย่างพี่โจ้ ก็สลับหน้าที่มาเหนื่อยด้วยอีกครั้ง!

องค์กร SCB เองปีหน้าก็น่าเร้าใจมาก เพราะได้ “วิลาสินี พุทธิการันต์” หรือพี่แอ๊ว มือสร้าง AIS Serenade Call Center ที่เกษียนอายุแล้วแต่ยังไฟเธอยังแรง (ทำงานหนักมาตลอดชีวิต จะให้หยุดคงเหงา) มาช่วยสร้างวัฒนธรรมความเนี๊ยบแห่งการให้บริการภายใต้แบงก์ใบโพธิ์ม่วงนี้ด้วย

เอาใจช่วยครับ …มีอะไรก็ให้บอก เพราะผมชอบบอกต่อผู้คน 🙂 ขอบคุณทีมงานทุกฝ่ายที่ชวนไป

หนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ : ผู้บันทึก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

เรื่องร้อนแรง!