Connect with us

บทความเทคโนโลยี

Social Commerce เมื่อ facebook, instagram และ LINE ครอง eCommerce ไทย

ผู้ชม 2,500 ครั้ง!

ในช่วงสุดท้ายของงาน Thailand Zocial Award 2017 คุณป้อม-ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ได้ให้ภาพรวมการค้าอิเล็กทรอนิกส์อีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในไทย คือการค้าผ่าน facebook, instagram หรือ LINE ที่เรียกว่า Social Commerce ซึ่งจากการศึกษาพบว่าคนไทยค้าขายออนไลน์ในรูปแบบนี้มูลค่าสูงมาก สูงกว่าการช้อปปิ้งผ่านเว็บใหญ่ๆ เสียอีก

นิยามของ Social Commerce

การขายสินค้าโดยอาศัยมวลชนและสังคมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดความอยากและการซื้อเกิดขึ้นผ่านเทคโนโลยีของ Social Network

โลกเริ่มเข้าสู่ Social Commerce ในปี 2004 เมื่อเฟซบุ๊กเกิดขึ้น ซึ่งการค้าผ่านโซเซียลนี้อาศัยแรงจากสังคมออนไลน์มาสร้างอารมณ์ร่วม และซื้อขายกันผ่าน Social Network ที่น่าสนใจคือมูลค่าการซื้อขาย e-commerce ผ่านโซเซียลมีเดียนั้นโตมาก ใหญ่กว่า e-marketplace เป็นเท่าตัว ข้อมูลจาก ETDA ระบุว่าการค้าปลีกและค้าส่งผ่าน Social Media สูงถึงเกือบ 270,000 ล้านบาท เทียบกับ e-marketplace ที่ได้ราว 57,000 ล้านบาทเท่านั้น

เส้นเขียวๆ คือมูลค่าการค้าขายผ่าน Social Network เทียบกับเส้นสีชมพูที่เป็น e-marketplace

ภาพรวมคนซื้อในไทย

  • คนไทยใช้เฟซบุ๊ก 40 ล้านคน
  • เป็นผู้หญิง 62%
  • กลุ่มใหญ่คืออายุ 18-34 ปี
  • จำเป็นต้องลงโฆษณาเพื่อให้ได้ผลที่ดี
  • คนใช้ Android 71% เพื่อซื้อสินค้า

facebook group commerce ตลาดเจาะกลุ่มทรงประสิทธิภาพ

นอกจากแบ่งกรุ๊ปตามความสนใจแล้ว ยังมีการตั้งกรุ๊ปตามที่อยู่ด้วย ทำให้ซื้อขายแลกเปลี่ยนกันง่ายขึ้น

การค้าขายผ่านกรุ๊ปในเฟซบุ๊ก (กรุ๊ปที่เป็น buy and sell จะสามารถใส่ราคาลงไปได้ด้วย) เป็นช่องทางค้าขายที่ประสิทธิภาพมาก ตอนนี้เรามีกรุ๊ปเฉพาะในเรื่องขายของกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย เช่นกรุ๊ปขายของแม่และเด็ก กรุ๊ปพระเครื่อง หลายกรุ๊ปก็มีสมาชิกกันหลักแสน ทำให้การซื้อขายเกิดขึ้นเร็วมาก เพราะ facebook Group เป็นการเจาะกลุ่มที่ชัดเจนมาก คนที่สนใจเรื่องนั้นๆ ถึงจะสมัครไปอยู่ร่วมในกลุ่มต่างๆ ทำให้สินค้าที่เกี่ยวข้องขายได้รวดเร็ว

Facebook Group จึงเป็นเรื่องที่พลาดไม่ได้ถ้าต้องการทำตลาดสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาแบรนด์ยังไม่ได้สนใจกลุ่มตรงนี้เท่าไหร่

ไลฟ์ขายของทำให้เกิดอุปทานหมู่ ขายได้ง่ายขึ้น

รายละเอียดอื่นๆ ที่น่าสนใจของ Social Commerce ในไทย

แม่ค้าชอบโพสต์บ่าย 2 แต่โดยรวมก็โพสต์กันตลอดทั้งวัน

ที่ลงขายของ สยาม, ประตูน้ำ, จตุจักร หมายถึงว่าร้านค้าปลีกส่งก็เริ่มขายตรงจากสถานที่ตัวเองด้วย

รายชื่อดาราคนติดตามเยอะ สวรรค์ของกลุ่มโพสต์ฝากขาย โดยคาดว่าในไทยมีร้านค้าบน Instagram มากกว่า 850,000 ร้านในปัจจุบัน

Hashtag ยอดนิยมในรูป instagram ที่เวลาโพสต์ขายมักจะแปะกัน อันดับหนึ่งก็ยังเป็น SBN หรือ Siam Brand Name

ผู้หญิงก็ยังเป็นกลุ่มใหญ่ในการซื้อของแบบ Social Commerce

สรุปภาพรวม Social Commerce

ถึง Social Commerce จะมาแรงในปัจจุบัน การค้าผ่าน instagram และ Facebook Group ได้รับความนิยมสูงมาก แต่เราก็ยังทิ้งเว็บไม่ได้ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีเว็บเพื่อเป็นฐานความเชื่อมั่น และค้นหาสินค้าได้ง่ายขึ้น

และนวัตกรรมการค้าขายอื่นๆ ที่จะมาถึงแล้วคือ Universal Commerce เช่นการสั่งสินค้าด้วยเสียง ซึ่ง Google ทำได้แล้วผ่าน google assistant หรือ Amazon echo รวมถึง Web 3.0 หรือเว็บที่เป็น Personal มากขึ้น เน้นความเป็น Real-time ที่จะครองใจผู้ใช้ต่อไป

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

เจาะประเด็น 5G กับ AIS : มันดียังไง? เอไอเอสพร้อมให้บริการแค่ไหน? แล้ว AIS-T เป็น 4G แล้วหรือยัง?

Published

on

5G จะมาเมื่อไหร่?, ตอนนี้เน็ต 4G ก็เร็วมากแล้ว แล้ว 5G จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงเรื่องอะไรอีก?

หลากคำถามที่วนเวียนอยู่ในใจผู้ใช้เกี่ยวกับเรื่อง 5G เทคโนโลยีการเชื่อมต่อยุคใหม่ที่กำลังจะเข้ามาแทน 4G เร็วๆ นี้ เพื่อเจาะลึกเรื่องราวเกี่ยวกับ 4G, 5G ให้ถึงแก่น แบไต๋ได้พูดคุยกับ คุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส ถึงเรื่องวุ่นๆ ของ 4G และ 5G เพื่อเรียบเรียงให้อ่านกันครับ

ว่าด้วยเรื่อง AIS-T ก่อน มันคือ 4G ใช่ไหม?

ช่วงตั้งแต่ปี 2017 ที่ผ่านมา ผู้ใช้บริการ AIS อาจแปลกใจว่าบางครั้งเครือข่ายที่โทรศัพท์ตัวเองจับได้นั้นไม่ได้ขึ้นชื่อ AIS แต่ขึ้นเป็น AIS-T ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง AIS กับ TOT เพื่อใช้คลื่น 2100 MHz จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) มาให้บริการ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนถามกันเยอะว่าขึ้น AIS-T แล้วสัญญาณแรงเท่าสัญญาณที่เป็น AIS ไหม? จับได้แค่ 3G ไหม?

 

ซึ่งคุณวสิษฐ์ให้ข้อมูลว่า AIS-T ให้ความแรงสัญญาณเท่ากับ สัญญาณที่เป็น AIS แน่นอน เนื่องจาก AIS-T ก็คือ การที่ AIS นำคลื่น 2100MHz(TOT) มากระจายสัญญาณอยู่บนเสาสัญญาณเดิมของ AIS ที่มีอยู่แล้ว จึงทำให้ไม่ต้องกังวล เรื่องสัญญาณว่าจะแรงไม่เท่ากัน

และวันนี้ AIS ได้มีการปรับคลื่น 2100 MHz (TOT) จากการให้บริการ 3G อย่างเดียว จำนวน 30 MHz (15 MHz x 2) เปลี่ยนมาเป็น 4G จำนวน 20 MHz (10 MHz x 2) และ 3G จำนวน 10 MHz (5 MHz x 2) โดยดูจากพื้นที่การให้บริการ ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 3G อยู่เยอะ ก็จะเก็บ 2100 MHz (TOT) ไว้ใช้สำหรับ 3G ก่อน ยังไม่ได้ทำ 4G ต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน แต่ถ้าพื้นที่ไหนใช้ 4G อยู่เยอะ เช่นในเมือง ส่วนใหญ่ก็ถูกปรับให้เป็น 4G แล้ว

ทำให้ตอนนี้ AIS เป็นค่ายที่มีคลื่นให้บริการ 4G มากที่สุด มีคลื่นใช้งาน 4G (900MHz+1800MHz+2100MHz) ถึง 100 MHz (50 MHz x 2) เพิ่มขึ้นจากเดิมอีก 20 MHz ซึ่งจะทำให้ความเร็วโดยรวมเพิ่มขึ้น 20-30% และรองรับผู้ใช้งานได้เพิ่มขึ้นอีกราว 25%

ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยเติบโตขึ้นมาก AIS ก็ปรับปรุงเครือข่ายตลอด ตอนนี้ AIS เป็นผู้นำเรื่องคลื่นในไทย มีมากกว่าทุกเจ้า

ว่าด้วยเรื่อง 5G บ้าง มันดีกว่า 4G อย่างไร?

คุณวสิษฐ์เล่าเรื่อง 5G ให้เราฟังว่า การออกแบบมาตรฐาน 5G นี้คำนึงถึง 3 แกนที่จะต้องดีกว่า 4G คือ

3 แกนที่ปลาย 3 มุมของ 5G

  1. ความเร็วที่สูงขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Massive MIMO ซึ่งปัจจุบัน AIS ก็เริ่มใช้เทคโนโลยีความเร็วสูง 4G Massive MIMO 32T 32R อยู่แล้วเพื่อรองรับการใช้บริการความเร็วสูงและผู้ใช้จำนวนมาก
  2. Low Latency เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญเลยที่การเชื่อมต่อระหว่างกันจะต้องไม่แลค มีความหน่วงระหว่างต้นทางกับปลายทางน้อยลง ซึ่งจะมีประโยชน์มากสำหรับงานที่ต้องเชื่อมต่อตลอดเวลา ซึ่ง AIS ก็ปรับปรุงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แม้จะยังอยู่ในยุค 4G ก็เถอะ ซึ่งลูกค้าจะได้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น เมื่อมี Latency ลดลงด้วย เช่นถ้า Latency ลดลง 10 ms ประสิทธิภาพ Thoughput จะเพิ่มขึ้นถึง 20-30%
    1. เรื่องที่ใกล้ตัวหน่อยก็การเล่นเกมที่จะทำได้ลื่นไหลขึ้น โดนยิงหัวโดยไม่รู้ตัวน้อยลง
    2. ถ้ายกตัวอย่างงานสเกลใหญ่ๆ อย่างการควบคุมระบบขนส่งมวลชนที่ทุกเสี้ยววินาทีก็สำคัญต่อความปลอดภัย เมื่อสั่งหยุดรถไฟก็ต้องหยุดได้ทันที
    3. หรืองานอันตรายเช่นการควบคุมหุ่นยนต์กู้ภัย หรือการควบคุมหุ่นยนต์ผ่าตัด ที่ระบบต้องทำงาน Real-time จากระยะไกลจริงๆ ซึ่งก็จะเป็นจริงได้ในยุค 5G
  3. รองรับ machine type communication (mMTC) หรือการสื่อสารระหว่างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ทำได้ครอบคลุมมากขึ้น ซึ่งเมื่อเครือข่าย 5G รองรับ MTC เป็นพื้นฐานอยู่แล้ว ก็ทำให้เก็บข้อมูลจาก IoT ได้เยอะขึ้น เพราะเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้พร้อมกันมากขึ้น (พูดแบบกีกๆ คือรองรับ Endpoint สูงขึ้น) ซึ่ง NB-IoT และ eMTC ที่ AIS ลงทุนพัฒนาอยู่ตอนนี้ก็สามารถเข้าสู่ระบบ 5G ได้ทันทีเมื่อเริ่มใช้

คุณวสิษฐ์ย้ำว่าแม้ 5G จะยังไม่ได้เริ่มให้บริการจริงๆ แต่ผู้ใช้ก็สามารถใช้เทคโนโลยีส่วนหนึ่งของ 5G ได้บนเครือข่าย 4.5G ของ AIS ได้ในตอนนี้เลย และเมื่อ 5G มาถึงจริงๆ ก็จะยิ่งดีกว่านี้อีก

5G ต้องใช้คลื่นอะไรในการให้บริการ?

(คนกลาง ยืดกอดอก) วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)

คุณวสิษฐ์อธิบายเรื่องนี้ให้ฟังว่า ความต้องการใน 3 เรื่องของ 5G คือ 1. ความเร็วที่สูงขึ้น 2. Low Latency และ 3. รองรับ mMTC ทั้ง 3 เรื่องนี้ ต้องการคลื่นที่แตกต่างกันในการทำงานเพื่อให้ได้ผลที่ดี เช่นถ้าต้องการความเร็วในการเชื่อมต่อที่สูงขึ้นก็ต้องใช้คลื่นความถี่สูงและ Bandwidth ที่มีขนาดใหญ่ แต่การใช้งานกับระบบขนส่งมวลชน หรือรถยนต์ไร้คนขับก็ต้องการคลื่นความถี่ต่ำเพื่อให้ครอบคลุมระยะทางกว้างกว่าคลื่นความถี่สูงหรือการทำ Low latency ก็ต้องใช้ความถี่กลางๆ เพื่อให้ได้ทั้งความเร็วและระยะทาง จึงเป็นหน้าที่ของผู้ให้บริการที่จะออกแบบเครือข่ายและรูปแบบการใช้คลื่นให้เหมาะกับงานและบริเวณที่นำไปใช้ แต่ที่บอกได้คือผู้ให้บริการก็ต้องมีคลื่นทั้งความถี่ต่ำ กลาง สูงเพื่อให้บริการได้ครอบคลุม

ซึ่งการเริ่มใช้ 5G ผู้ให้บริการน่าจะมุ่งไปที่คลื่นความถี่ใหม่ๆ ก่อน เพื่อทำความเร็วในการส่งผ่านข้อมูล จึงจะยังไม่ได้ดึงคลื่นเดิมที่ใช้กับบริการเก่าๆ อย่าง 3G มาใช้ จึงทำให้มีเวลาพักหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค 5G ที่ต้องรอความพร้อมของหลายๆ ด้านด้วย

การจะไปถึง 5G ได้ก็ต้องมีการปรับปรุงสถาปัตยกรรมของเครือข่ายใหม่ ซึ่ง AIS ได้นำสถาปัตยกรรมของ 5G มาใส่ใน 4.5G แล้ว ตัวแกนของเครือข่ายคือพร้อมสำหรับใช้งาน 5G แล้ว

5G จะได้ใช้กันเมื่อไหร่ แล้ว AIS พร้อมแค่ไหนในตอนนี้?

คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

สำหรับประเด็นนี้คุณวสิษฐ์เล่าย้อนไปถ้า Roadmap ของ 3GPP (3rd Generation Partnership Project) ที่กำหนดความเป็นไปของโทรคมนาคมโลก โดยแผนของ 3GPP ระบุว่าปีหน้าในปี 2019 เครือข่าย 5G จะเกิดแน่นอนในโลก โดยเฉพาะในประเทศยักษ์ใหญ่อย่าง จีน อเมริกา หรือญี่ปุ่น-เกาหลี แต่อย่างญี่ปุ่นคือมีแผนชัดอยู่แล้วว่าปี 2020 จะต้องมี 5G ใช้เต็มตัว เพื่อรับกีฬาโอลิมปิก

การมาของ 5G นั้นแตกต่างจากการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่เมื่อครั้ง 3G คือในอดีตตอนที่ทำ 3G เป็นเครือข่ายที่พัฒนาไปรอก่อน แต่อุปกรณ์ต่างๆ รองรับ 3G ช้า การเปลี่ยนผ่านเลยต้องใช้เวลารอคนซื้ออุปกรณ์ใหม่ (อันนี้ทีมงานแบไต๋เสริมว่าเฉพาะในต่างประเทศนะ เพราะในไทย 3G เกิดค่อนข้างช้าจนอุปกรณ์พร้อมใช้กันไปหมดแล้ว เมื่อเกิด 3G คนไทยเลยใช้งานได้ทันที) แต่ในรอบ 5G นี้สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงต่างๆ ก็เริ่มใส่เทคโนโลยีเพื่อให้พร้อมรองรับ 5G กันแล้ว ตอนนี้ก็เริ่มมีสมาร์ทโฟนแบบ plug-in ที่ใช้อุปกรณ์เสริมทำให้ใช้ 5G ได้ สำหรับใครที่ไม่อยากเปลี่ยนมือถือ หรือแบบที่รองรับ 5G ในตัวก็น่าจะออกสู่ท้องตลาดเร็วๆ นี้ ทำให้เมื่อ 5G พร้อม คนส่วนหนึ่งก็จะใช้งานได้ทันที

ส่วนในไทย 5G จะมาเมื่อไหร่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ เพราะกสทช. ก็กำลังวางแผนการใช้คลื่นความถี่กันอยู่ แต่ AIS ก็ไม่ได้รอ ทำ 4.5G ที่พร้อมสำหรับ 5G เมื่อ 5G เกิดก็พร้อมให้บริการได้ทันที

สถาปัตยกรรมเครือข่ายของ AIS พร้อมแล้วสำหรับ 5G เพราะมาตรฐานโลกฟรีซแล้ว เมื่อถึงเวลาของ 5G ก็ใช้งาน AIS 5G ได้ทันที

เอไอเอสก็ได้เริ่มศึกษาและเป็นรายแรกที่เริ่มต้นปรับโครงสร้างเครือข่ายหลักที่กระจายอยู่ในแต่ละภูมิภาค (AIS Core Network Architecture Ready for 5G) ให้สามารถสื่อสารตรงไปยังเซิร์ฟเวอร์บริการต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องย้อนกลับมาผ่านศูนย์กลางเครือข่ายในส่วนกลางซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลให้อัตราการตอบสนองได้เร็วขึ้น เพราะค่า Latency ต่ำ ทำให้เมื่อประยุกต์ใช้กับอุตสาหกรรมต่างๆ แล้วจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ทุกครั้งที่โลกการสื่อสารเปลี่ยนยุค ทำให้ชีวิตคนเปลี่ยนแปลงไปมาก อุตสาหกรรมก็เปลี่ยน เช่น ตอนเข้าสู่ยุค 2G เรามี SMS ใช้ ก็ทำให้เกิดธุรกิจใหม่ เมื่อเข้าสู่ยุค 3G เราเริ่มใช้ Video Call ได้ การสื่อสารก็เปลี่ยนไป ชีวิตเปลี่ยนไป ส่วน SMS ก็ค่อยๆ ตายในยุคนี้ และในยุค 4G เราทำไลฟ์ได้ ก็ทำให้รูปแบบธุรกิจในปัจจุบันเปลี่ยนไปอีก ซึ่งธุรกิจก็ต้องตามความเปลี่ยนแปลงนี้ให้ทัน ซึ่ง 5G น่าจะกระทบกับอุตสาหกรรมมากกว่าผู้ใช้ทั่วไปอีกวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ เอไอเอส

ภายใน พ.ย. นี้ AIS จะเปิดทดสอบ 5G ให้คนไทยได้สัมผัสกันแน่นอน โปรดติดตาม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

ตอบทุกข้อสงสัย..ก้าวต่อไปของ Netflix

Published

on

เมื่อวันที่ 8 – 9 พฤศจิกายนที่ผ่านมาทางแบไต๋ได้รับเชิญจากทาง Netflix ให้เข้าร่วมงาน See What’s Next Asia ที่ Marina Bay Sands Expo and Convention Center ประเทศสิงคโปร์ โดยทาง Netflix ได้เชิญสื่อมวลชนจากทั่วเอเซียเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอคอนเทนต์ใหม่และการพัฒนาขององค์กรที่ทาง Netflix มุ่งพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคแบบรายบุคคล หรือ Personalisation เพื่อกุมหัวใจของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง (แถมขโมยเวลานอนพวกเราอีกต่างหาก ฮ่าาา ) โดยแบไต๋ขอสรุปประเด็นสำคัญจากงานดังนี้

เพราะ Disrupt คืองานของเรา

ต้องยอมรับว่ายุคนี้คือยุคของการ Disruption หรือการล้มล้างสิ่งเดิมๆอย่างแท้จริง หากจะว่าถึงจุดกำเนิดของ Netflix แล้วอาจจะต้องนั่งไทม์แมชชีนกลับไปในปี 1997 หรือ พ.ศ. 2540 ในวันที่ผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง รีด เฮสติงส์ และมาร์ค แรนดอล์ฟ  สองคู่หูคิดการใหญ่ท้าทายวงการเช่าแผ่นหนังด้วยการเปิดเว็บไซตฺ์ให้เช่าแผ่น DVD ออนไลน์ จนขยับขยายทดลองระบบสตรีมมิงภาพยนตร์ควบคู่การเช่า DVD และขยายขอบเขตข้ามประเทศไปแคนาดาปี 2010 จนอีก 6 ปีต่อมา Netflix มีสมาชิกถึง 190 ประเทศ ให้บริการคอนเทนต์หลากหลายประเภททั้ง ภาพยนตร์ ซีรีส์ และรายการบันเทิงต่างๆ ตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความหลากหลายในแต่ละภูมิภาคของโลกด้วยหนัง ซีรีส์ดัง รวมถึงคอนเทนต์ต้นฉบับ นำเทรนด์ผู้นำการผลิตคอนเทนต์ในระบบสตรีมมิ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

ผลิตคอนเทนต์ที่ก้าวข้ามกำแพงภาษาและวัฒนธรรม

และคงไม่เป็นการกล่าวเกินจริง ถ้าจะพูดว่า Netflix ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดทางภาษาและวัฒนธรรมอย่างแท้จริงด้วยการสรรหาคอนเทนต์แปลกใหม่จากทั่วทุกมุมโลกทั้งอเมริกา ยุโรป และโดยเฉพาะในเอเซีย ที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลายและเฉพาะตัวเป็นอย่างยิ่ง โดยทาง Netflix ได้ตั้งทีมจัดหาคอนเทนต์ทั้ง เอริกา นอร์ธ (Erika North) ผู้จัดหาคอนเทนต์ในประเทศแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่มาพร้อมซีรีส์ของไทย 2 เรื่องและของไต้หวัน 1 เรื่อง ซิมราน เศรษฐี (Simran Sethi) มาพร้อมซีรีส์อินเดียฟอร์มยักษ์นำโดย Baahubali Before The Beginning เพื่อเล่าเรื่องราวปฐมบทของ Baahubali หนังพหุภาคสุดฮิตของอินเดีย คิมมินยอง (Minyong Kim) นำซีรีส์เกาหลีใต้ทั้งฟอร์มยักษ์อย่าง Kingdom ซีรีส์ซอมบี้กับฉากหลังยุคโชซอน หรือซีรีส์โรแมนติกจาก Webtoon อย่าง Love Alarm และเรื่องอื่นๆ มาขโมยเวลานอนของสาวก K-Pop และไทโตะ โอคิอูระ (Taito Okiura) ที่เรียกเสียงกรี๊ดอย่างบ้าคลั่งด้วยอนิเมะซีรีส์ทั้ง Pacific Rim, Altered Carbon และอนิเมะซีรีส์มากมาย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ ‘หลากเรื่องเล่าในโลกหนึ่งใบ ที่ Netflix มุ่งนำเสนอสู่ผู้คนทุกมุมโลก

Disney Plus กำลังมา Netflix พร้อมรบแค่ไหน

หนึ่งในคำถามสุดฮอตที่นักข่าวรุมถาม รีด เฮสติงส์ คือการมาถึงของ Disney Plus บริการสตรีมมิงของบริษัทยักษ์ใหม่ วอลต์ ดิสนีย์ ที่ประกาศตัวเป็นผู้เล่นรายใหม่ในตลาดสตรีมมิ่งพร้อมให้บริการปีหน้าที่จะทำให้ Netflix มีคู่แข่งที่น่ากลัวเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งราย แต่ทาง รีด เฮสติงส์ ยังคงมั่นใจในศักยภาพของ Netflix และยังคิดบวกว่าดีซะอีก ผู้บริโภคจะได้มีทางเลือกที่หลากหลายและมีแนวโน้มที่ผู้บริโภคจะเป็นสมาชิกในหลายผู้ให้บริการระบบสตรีมมิ่ง

มีโอกาสที่ Netflix จะทำหนังฉายโรงไหม

คำถามนี้ทั้ง รีด เฮสติงส์ และ เท็ด ซารานดอส ยืนยันพร้อมกันว่า ตลาดภาพยนตร์สำหรับฉายโรงยังไม่ใช่เป้าหมายทางธุรกิจของ Netflix ในขณะนี้ แต่ เท็ด ซารานดอส ก็ยังให้ความหวังว่าสำหรับหนังบางเรื่องที่เหมาะกับการฉายโรงเช่น ROMA ที่จะมีการเข้าฉายโรงหนัง House RCA พร้อมกับปล่อยสตรีมมิ่งทาง Netflix วันที่ 14 ธันวาคมนี้ ก็น่าจะพอทำให้คอหนังที่อยากดูในโรงได้ชื่นใจขึ้นมาบ้าง แม้ไม่ได้ฉายโรงทุกเรื่องก็ตาม

และสำหรับในส่วนต่อมาที่ถือว่าอยู่ในเรดาร์ความสนใจของพวกเราชาวแบไต๋ที่สุดนั่นคือ การพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ของ Netflix ที่ถือว่าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง เรามาเจาะลึกกันทีละส่วนว่า Netflix พัฒนาประสบการณ์การรับชมของเราอย่างไร

ไม่ใช่แค่โยนคอนเทนต์ให้ดู แต่ช่วยตัดสินใจ

หนึ่งในคำถามที่ ทอดด์ เยลลิน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาประสบการณ์ผู้บริโภค คือคำถามว่า เวลาเข้า Netflix ฉันจะดูอะไรดี? นำไปสู่การออกแบบอัลกอริธึ่มแนะนำคอนเทนต์ให้ผู้บริโภคแบบรายบุคคล เช่นถ้าเราดู Black Mirror ทาง Application ของ Netflix ก็จะแนะนำคอนเทนต์ที่ใกล้เคียงกันให้กับผู้บริโภคได้เป็นทางเลือกให้รับชมคอนเทนต์ที่ชื่นชอบ เป็นต้น

ภาษาจะไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการใช้งานแอปอีกต่อไป

ด้วยคำนึงถึงผู้ใช้งานในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ปัจจุบันทาง Netflix ได้แปลเมนู แปลคำบรรยายหรือซับไตเติลและชื่อคอนเทนต์เป็นภาษาต่างๆแล้วถึง 22 ภาษาเพื่อให้ผู้บริโภคที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษสัมผัสประสบการณ์ที่ Netflix มอบให้ได้อย่างเต็มอรรถรส

เจาะลึกเพื่อนั่งในใจ เก็บข้อมูลเพื่อพัฒนาคอนเทนต์

นอกจากฟีเจอร์เปลี่ยนรูปโปรไฟล์เป็นตัวละครต่างๆจากหนัง ซีรีส์ของ Netflix เมื่อกลางปีที่ผ่านมาแล้ว หลายคนอาจไม่รู้ว่าสมาชิกแต่ละคนจะเห็นภาพตัวอย่างหรือภาพปกของหนังไม่เหมือนกัน โดย ทอดด์ เยลลิน กล่าวว่าทาง Netflix ออกแบบภาพปกของคอนเทนต์แต่ละรายการไม่ต่ำกว่า 5 แบบเพื่อทดลองและเก็บสถิติว่า ภาพแบบไหนที่ผู้บริโภคจะคลิกเพื่อรับชมมากที่สุด รวมถึงการเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์เพื่อหาคอนเทนต์ที่โดนใจ โดยเรียกผู้บริโภคกลุ่มต่างว่า Taste Group หรือกลุ่มที่บอกรสนิยมในแต่ละประเภท เช่นกลุ่มคนดูหนังตลกชอบดูหนัง หรีอ ซีรีส์ตลกที่มีเนื้อหาประมาณไหนเป็นต้น

ปรับ-เปลี่ยน รูปแบบการแสดงผลของแอปพลิเคชันเพื่อตอบสนองผู้บริโภค

ทาง Netflix ได้ปรับรูปแบบการแสดงผลของแอปพลิเคชันให้เหมาะกับอุปกรณ์การรับชมต่างๆทั้ง คอมพิวเตอร์ แท็บเบลต สมาร์ตทีวี โดยเฉพาะ สมาร์ตโฟนที่ทาง Netflix สำรวจแล้วว่า สมาชิกร้อยละ 60 เลือกใช้งานบนมือถือมากที่สุด ดังนั้น Netflix จึงปรับการแสดงผลหลายอย่างทั้ง ตัวอย่างซีรีส์ที่แนะนำเมื่อเราแตะตรงปุ่มชื่อเรื่อง มันจะแสดงตัวอย่างซีรีส์เป็นแบบภาพแนวตั้งเต็มจอทันที หรือแม้กระทั่งการปรับเซ็คชั่นตัวอย่างซีรีส์ที่กำลังจะมาลงสตรีมมิงในแทสค์บาร์ด้านหลัง เพื่อตอบข้อเรียกร้องของผู้บริโภคที่ไม่อยากให้ตัวอย่างซีรีส์ในอนาคตมา  รบกวนการตัดสินใจเลือกชมเป็นต้น

สมาร์ตดาวน์โหลด เจอไวไฟปุ๊บดาวน์โหลดปั๊บ

ฟีเจอร์นี้ให้บริการสำหรับผู้ใช้สมาร์ตโฟนระบบแอนดรอยด์ โดยฟีเจอร์ สมาร์ท ดาวน์โหลด สามารถระบุรายการที่เรากำลังดูอยู่และดาวน์โหลดตอนต่อไปโดยอัตโนมัติไปยังสมาร์ตโฟนของเราผ่านเครือข่าย Wi-Fi หลังจากนั้นจะลบตอนที่รับชมไปแล้วโดยอัตโนมัติเป็นการเพิ่มพื้นที่ว่างสำหรับหน่วยความจำบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เราสามารถเลือกว่าต้องการจะเปิดฟีเจอร์สมาร์ท ดาวน์โหลด หรือไม่ ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับคนที่ต้องการเพลิดเพลินกับการชม Netflix ในที่ที่ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ตลอดจนในที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตช้า

การเข้ารหัส หรือ Encoding ที่พัฒนาเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ดาต้าน้อยลงดูได้มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ Netflix ได้ปฏิบัติการแบบ “one-size-fits-all” หรือขนาดเดียวแต่เหมาะสมกับทุกประเภท ในการระบุบิทเรทเพื่อเข้ารหัสรายการและภาพยนตร์ต่างๆ ทำให้ไฟล์มีคุณภาพสูงแต่ใหญ่มาก แต่ต่อมาทาง Netflix ก็ตระหนักว่าเนื้อหาบางอย่างอาจไม่ต้องใช้บิทเรทการเข้ารหัสเดียวกันเพื่อให้ได้ประสบการณ์ในการรับชมที่ดีที่สุด ดังนั้น Netflix จึงเริ่มต้นการเข้ารหัสตามชื่อของแต่ละรายการ ซึ่งการเข้ารหัสแต่ละรายการหรือภาพยนตร์แต่ละเรื่องด้วยบิทเรทที่ต่างกันนี้ช่วยให้สมาชิกสามารถรับชมรายการได้เต็มอรรถรสแต่ก็ประหยัดการใช้ดาต้าไปพร้อมกันด้วย ดังนั้นแม้อยู่ในสภาวะแบนด์วิดธ์ต่ำเนื้อหารายการที่ไม่ได้มีความคมชัดสูง เช่น การ์ตูนเรื่อง Larva หรือ Disenchantment สามารถสตรีมได้ที่ความละเอียดสูงกว่าเมื่อใช้บิทเรทเดียวกัน

นอกจากนี้ที่ถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญจนเราหูผึ่งก็คือนวัตกรรมล่าสุดอย่าง การเพิ่มประสิทธิภาพการเข้ารหัสแบบไดนามิก (Dynamic Optimizer Encoding) ซึ่งจะเลือกวิธีการเข้ารหัสที่ดีที่สุดต่อภาพแต่ละช็อต ทำให้ภาพแต่ละช็อตได้รับการเข้ารหัสแบบไดนามิกเพื่อให้ได้คุณภาพดีที่สุด ส่งผลให้เกิดการใช้แบนด์วิดธ์น้อยกว่าร้อยละ 64 เพื่อให้ได้คุณภาพการรับชมที่เหมือนกัน

และหากจะถามว่า ไอ้ภาษาเทคนิคที่พล่ามมาก่อนหน้านี้ส่งผลยังไงกับสมาชิกอย่างเรา ก็เทียบแบบง่ายๆ ว่าก่อนปีพ.ศ. 2558 เราดูคอนเทนต์บน Netflix ได้เพียง 7 ชั่วโมงบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ด้วยดาต้าขนาด 4GB เท่านั้น ต่อมาปีพ.ศ. 2558 ได้มีการเพิ่มขึ้นเป็น 10 ชั่วโมง และตอนนี้ด้วยวิธีการเข้ารหัสต่อช็อตทำให้สมาชิกสามารถเพลิดเพลินไปกับ Netflix ได้ประมาณ 26 ชั่วโมงสำหรับจำนวนดาต้าเท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้น ในเร็วๆ นี้ ด้วยมาตรฐานในการบีบอัดข้อมูลแบบ AV1 อาจทำให้รับชมได้ถึง 33 ชั่วโมง!

กล่าวโดยสรุปแล้วงานนี้ Netflix พร้อมประกาศตัวว่าตนเองรับฟังผู้บริโภคเพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนอย่างรอบด้านจริงๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

Huawei Mate 20 Pro เจ๋งกว่าแค่ไหน! เราสรุปไว้ให้ในบทความนี้แล้ว!

Published

on

(Advertorial)

Huawei Mate 20 Pro สมาร์ทโฟนตัวท็อปของหัวเว่ยตอนนี้ (ถ้าไม่นับตัวท็อปของท็อปของท็อปอย่าง Porsche Design Huawei Mate 20 RS อ่านะ) มีความสามารถพิเศษหลายอย่างที่สมาร์ทโฟนตัวท็อปของคู่แข่งไม่มี เราจึงเรียบเรียงให้อ่านกันว่าเรื่องอะไรที่หัวเว่ยเจ๋งกว่าบ้าง

กล้องของ Huawei Mate 20 Pro ดีกว่าคู่แข่งแบบไม่ต้องสงสัย

เรื่องกล้องของ Huawei นั้นดีกว่าคู่แข่งชัดเจนมาสักพักแล้วนะครับ โดยเฉพาะการใช้ AI มาแยกซีนการถ่ายภาพเพื่อปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ แถมยังสามารถใช้ทำ AIS หรือระบบป้องกันภาพสั่นไหวด้วย AI ทำให้ถือกล้อง 4 วินาทีโดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้องเพื่อถ่ายภาพกลางคืนได้ หรือการร่วมงานกับ Leica เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการถ่ายภาพร่วมกัน ซึ่งใน Huawei Mate 20 Pro ก็มีการปรับปรุงกล้องครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยตัดเลนส์ขาว-ดำที่เราอาจจะใช้น้อยออกไป แล้วเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไปแทน ทำให้กล้องหลังของ Mate 20 Pro เป็นเลนส์ Leica 3 ตัว ครอบคลุมการซูม 3 ระยะคือ

  • เลนส์มุมกว้าง 0.6 เท่า (16 mm) f/2.2 ความละเอียด 20 MP
  • เลนส์ปกติ (27 mm) f/1.8 ความละเอียด 40 MP
  • เลนส์ซูม 3 เท่า (80 mm) f/2.4 ความละเอียด 8 MP

ภาพมุมกว้างสุด 16 mm ของ Huawei Mate 20 Pro

ภาพซูมของ Huawei Mate 20 Pro

ถ่าย Macro ที่ระยะ 2.5 cm ก็ได้นะ

ซึ่งความเจ๋งของระบบ 3 กล้องของ Mate 20 อยู่ตรงที่เราสามารถถ่ายภาพมุมกว้างมากๆ ตั้งแต่ 16 mm ไปถึงมุมเทเลอ่อนๆ ที่ 80 mm และสามารถใช้ AI Zoom ขยายภาพได้จนถึง 270 mm และที่น่าสนใจคือ Mate 20 Pro นั้นไม่มีซูมด้วยเลนส์แบบ 2 เท่านะครับ เพราะเราสามารถใช้เลนส์ 40 ล้านพิกเซลมาซูมเป็น 2 เท่าโดยที่ภาพไม่แตกได้อยู่แล้ว (แบบเดียวกับ Huawei P20 Pro) ทำให้เราพก Huawei Mate 20 Pro ตัวเดียวเหมือนถือกล้องที่มีเลนส์ครอบจักรวาลเลย

ตัวอย่างภาพจาก Huawei Mate 20 Pro

แล้วถ้าเทียบกับคู่แข่งอย่าง Galaxy Note 9 ล่ะ

จริงๆ กล้องของ Galaxy Note 9 นั้นถือว่าเป็นกล้องที่ดีตัวหนึ่งเลย โหมดออโต้ทำงานได้ดี งานถ่ายภาพบุคคลก็ทำได้สวยเนียนตา แต่เมื่อเทียบกับกล้องของ Huawei Mate 20 Pro ที่ฟังก์ชั่นของแอปกล้องเยอะกว่า และมี AI ช่วยคิดให้มากกว่า ทำให้ภาพส่วนใหญ่จาก Mate 20 Pro จะชนะไปครับ แล้วเมื่อรวมว่า Mate 20 Pro มีช่วงซูมได้ครอบคลุมกว่า เก็บได้ทั้งภาพกว้างและภาพซูมในตัวเดียว ทำให้การถือ Huawei Mate 20 Pro น่าจะได้ภาพที่ดีกว่าไม่ว่าจะเจอสถานการณ์แบบไหน

เรื่องวิดีโอก็เก่ง

เรื่องวิดีโอใน Huawei Mate 20 Pro นั้นเก่งขึ้นมากครับ เราชอบที่มันกันสั่นได้อย่างเยี่ยม เดินถ่ายนี่นิ่มยังกับใส่ Gimbal แถมยังซูมไปมาระหว่างถ่ายได้แบบในวิดีโอของน้อง Anne-Marie ข้างล่างนี้ครับ (ช่วงระหว่างซูมมันจะสั่นๆ หน่อยนะ เพราะเอานิ้วไปแตะจอเปลี่ยนระดับการซูมแรงไปหน่อย 555)

และความสามารถใหม่ของ Mate 20 Series ที่ยังไม่มีในสมาร์ทโฟนตระกูลอื่นคือระบบ AI ที่ได้การประมวลผลจากชิป Kirin 980 นั้นทำให้มันสามารถแยกตัวคนออกจากฉากหลัง และสามารถทำวิดีโอที่มีหน้าชัดหลังเบลอได้ ซึ่งแม้บางคนจะบอกว่ามันยังไม่เนียนนัก แต่ของแบบนี้มันสามารถปรับปรุงได้เรื่อยๆ ผ่านการอัปเดทซอฟต์แวร์ครับ ลองดูวิดีโอนักดนตรีหนุ่มจากอังกฤษตัวนี้ก็ได้ จะเห็นว่าเราเบลอฉากหลัง และสามารถตัดซูมไปมา พร้อมกับการย้อมสีวิดีโอได้ด้วย

ว่าด้วยเรื่องของพลังงาน!

Huawei เป็นหนึ่งในผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่จริงจังกับเรื่องแบตเตอรี่และการชาร์จมาตั้งแต่ไหนแต่ไรครับ เรื่องระบบพลังงานนี้ถ้าเทียบกับ Apple iPhone คงต้องบอกเลยว่าห่างชั้นกว่ามาก เพราะในขณะที่ Huawei Mate 20 Pro มาพร้อมกับหัวชาร์จแบบ SuperCharge 40 W ชาร์จแค่ครึ่งชั่วโมงก็ได้แบตเตอรี่ 70% ของความจุ 4200 mAh แล้ว แต่ iPhone XS รุ่นล่าสุดที่เพิ่งวางขายในราคาแพงหูฉีก กลับได้หัวชาร์จแบบ 5W ที่ชาร์จช้าที่สุดใน 3 โลก แบบที่โลก Android ส่วนใหญ่เค้าเลิกแถมหัวแบบนี้ไปตั้งนานแล้ว ซึ่งทำให้ iPhone ใช้เวลาชาร์จแบตนานหลายชั่วโมงกว่าจะเต็ม ทั้งๆ ที่ความจุแบตเตอรี่มีแค่ราวครึ่งเดียวของ Huawei Mate 20 Pro เท่านั้น

Huawei Mate 20 Pro สามารถชาร์จไร้สายให้สมาร์ทโฟนเครื่องอื่นๆ ได้ด้วย

และหนึ่งในจุดเด่นของ Huawei Mate 20 Pro คือนอกจากมันจะสามารถชาร์จไร้สายได้แล้ว มันยังสามารถแบ่งปันพลังงานจากแบตเตอรี่ความจุสูงของมันเพื่อชาร์จสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับการชาร์จไร้สายได้ด้วย หรือที่เรียกฟังก์ชั่นนี้ว่า Reverse wireless Charging นอกจากแบตจุแล้วยังใจดีชาร์จเครื่องอื่นได้อีก

สารพัดความสามารถสนับสนุนการทำงาน

Huawei PC Mode แบบไร้สาย

ใน Huawei Mate 20 Series ยังมีอีกหลายความสามารถที่สมาร์ทโฟนรุ่นอื่นไม่มีครับ อย่าง PC Mode รุ่นใหม่ที่สามารถทำงานไร้สายได้ ซึ่งไม่ใช่การส่งภาพออกจอแบบไร้สายที่สมาร์ทโฟนทั่วไปทำได้อยู่แล้ว แต่เป็นการทำงานในโหมด PC ที่แอปต่างๆ จะเรียกเป็นหน้าต่างแล้วเรียกใช้งานได้เหมือนคอมพิวเตอร์จริงๆ เลย

Huawei Mate 20 Pro ยังมาพร้อมการสแกนหน้าแบบ 3 มิติ ซึ่งสามารถวัดระยะความลึกของใบหน้าได้ ทำให้การปลดล็อกด้วยใบหน้าทำได้ปลอดภัยกว่าการสแกนใบหน้าด้วยกล้องแบบ 2 มิติอย่างเดิม ซึ่งจุดเด่นของเซนเซอร์สแกน 3 มิติตัวนี้คือหัวเว่ยนำไปต่อยอดเพื่อใช้สแกนวัตถุแบบ 3 มิติได้ เช่นเอาไปสแกนตุ๊กตา แล้วนำมาใช้ในโหมด AR ที่เปลี่ยนตุ๊กตาให้มีชีวิต มาถ่ายร่วมซีนกับคนได้ แต่ต้องรออัปเดทเปิดความสามารถนี้อีกครั้งในช่วงปลายปีนะครับ

ระบบปฏิบัติการ Android นั้นไม่เคยขาดการสแกนนิ้วได้นะครับ แม้ว่าเราจะสามารถใช้ใบหน้าปลดล็อกเครื่องได้อย่างปลอดภัยแล้ว แต่แอปหลายๆ ตัวของ Android ก็ยังไม่รองรับการใช้ใบหน้าเพื่อปลดล็อกการเข้าแอปอยู่ดี (เช่นแอปของธนาคาร) ซึ่ง Android บางตัวที่มีแต่สแกนใบหน้าอย่างเดียว ตัดการสแกนนิ้วออกไป ทำให้การเข้าใช้แอปพวกนี้ต้องป้อนรหัสผ่านเหมือนเดิม แต่สำหรับ Huawei Mate 20 Pro นั้นไม่มีปัญหานี้ เพราะมาพร้อมเซนเซอร์สแกนนิ้วมือบนหน้าจอรุ่นล่าสุดที่อ่านลายนิ้วมือบนหน้าจอได้รวดเร็ว แถมยังดูดีเมื่อใช้งานอีกด้วย

เรื่องของ GPS หัวเว่ยประกาศบนเวทีเลยว่าการใช้ GPS 2 คลื่นควบคู่กันทำให้การระบุตำแหน่งแม่นยำกว่าเดิมมาก ซึ่งเราก็ทดสอบโดยการใช้ Mate 20 นำทางขับรถรอบกรุงเทพ ก็ได้ผลตามนั้นครับ การนำทางทำได้สมูทตลอดเส้นทาง แผนที่ล็อกตำแหน่งได้แม่นยำ ไม่มีการกระเด้งไปตำแหน่งอื่นๆ แม้ขับรถอยู่ใต้ทางด่วนครับ

สรุปเลยแล้วกัน Huawei Mate 20 Pro คือตัวท็อปของหัวเว่ยที่อัดเทคโนโลยีมาเต็ม เหนือกว่าคู่แข่งที่เป็นสมาร์ทโฟนตัวท็อปในหลายๆ ด้าน ทั้งกล้องที่คมชัดแถมได้ช่วงซูมที่กว้างมาก แบตเตอรี่ที่ใหญ่ ชาร์จได้เร็ว แถมชาร์จไร้สายให้เครื่องอื่นได้ เครื่องแรงระดับท็อปของโลก Android กล้องหน้าที่มาพร้อมการสแกน 3 มิติ และเซนเซอร์อ่านลายนิ้วมือใต้หน้าจอ รวมถึงระบบ GPS ที่แม่นยำครับ ใครมองหาสมาร์ทโฟนที่ความสามารถท็อปๆ ดู Huawei Mate 20 Pro ไม่น่าจะผิดหวัง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!