วิกฤตการลดลงของอัตราการเกิดในสหรัฐฯ ที่ดำเนินมานานหลายทศวรรษ ได้เตะต่อมเอ๊ะให้แก่นักกำหนดนโยบายและนักเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อย เคยชี้ว่าสาเหตุอาจมาจากผลกระทบทางเศรษฐกิจนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ไปจนถึงทัศนคติของผู้คนที่เปลี่ยนไปต่อการมีบุตร แต่ในปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์ได้ค้นพบอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจซ่อนอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด นั่นก็คือ ‘iPhone’ สมาร์ตโฟนเครื่องโปรดในกระเป๋าของทุกคน
วิจัย ‘Is the iPhone Birth Control ?’
วิจัยฉบับใหม่นี้มาจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (NBER) ภายใต้หัวข้อสุดท้าทายอย่าง ‘Is the iPhone Birth Control ?’ ซึ่งจัดทำโดย เคทลิน ไมเออร์ส (Caitlin Myers) นักเศรษฐศาสตร์จาก Middlebury College ร่วมกับ อีซีเกียล ฮูเปอร์ (Ezekiel Hooper) ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า
การเปิดตัว iPhone ในปี 2007 และการแพร่หลายของสมาร์ตโฟนในเวลาต่อมา คือตัวการหลักที่เป็นต้นเหตุของปัญหาเด็กเกิดน้อยลงในอเมริกาไป 33% – 52% ซึ่งส่วนสัดส่วนที่เหลือมาจากเรื่องเศรษฐกิจหรือปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย
เหตุผลเบื้องหลังปรากฏการณ์นี้ ฝังรากลึกอยู่ในผลกระทบทางสังคมอันมหาศาล จากการนำสมาร์ตโฟนเข้ามาไว้ในชีวิตประจำวัน มันไม่เพียงแต่ผูกมัดผู้คนไว้กับโลกอินเทอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง แต่ยังเข้าไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนความคิดที่ว่าเราควรจะสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตจริงกันอยู่หรือไม่ ? ปรากฏการณ์เสพติดหน้าจอและการไถฟีดเพื่อเสพข่าวสารเชิงลบหรือ ‘Doomscrolling’ กลายเป็นกิจกรรมที่เข้ามาทดแทนการมีปฏิสัมพันธ์แบบเผชิญหน้าไปโดยปริยาย
3 สาเหตุ ที่สมาร์ตโฟนเข้าไปขัดขวางการมีลูก
ถ้าถามว่าทำไมแค่สมาร์ตโฟนถึงมีอิทธิพลต่อโครงสร้างประชากรได้ขนาดนี้ งานวิจัยได้สรุปกลไกออกมาเป็น 3 เรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ๆ
1. เจอหน้ากันน้อยลง (Reduced In-Person Interactions) : พอคนหนุ่มสาวมีมือถือ สังคมเพื่อนฝูงทั้งหมดก็ย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ แทนที่จะออกไปนัดเจอ พูดคุย หรือทำความรู้จักกันตัวเป็น ๆ ก็เปลี่ยนเป็นคุยผ่านแอปฯ แทน เวลาที่จะได้พัฒนาความสัมพันธ์ลึกซึ้งในโลกจริงจึงหายวับไป
2. มีสิ่งบันเทิงมาทดแทนความสุข : นอกจากการติดจอและไถฟีดเสพเรื่องเครียด ๆ หรือที่เรียกว่า ‘Doomscrolling’ จะคอยดูดพลังชีวิตและความสุขในแต่ละวันแล้ว มือถือยังทำให้การเข้าถึงสื่อบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่ หรือการค้นหาข้อมูลเรื่องการคุมกำเนิดทำได้ง่ายและเป็นส่วนตัวมาก ๆ จนส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการตั้งครรภ์
3. กิจกรรมบนเตียงลดลง (Reduced Sexual Frequency) : เรียกง่าย ๆ ว่าเกิดอาการ ‘มือถือฆ่าบรรยากาศ’ (Killing the Mood) เพราะแทนที่คู่รักจะนอนคุยหรือมีความใกล้ชิดกันก่อนนอน ต่างคนต่างกลับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถฟีดของตัวเองจนหลับไป
จากสถิติล่าสุดของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ (CDC) อัตราการเกิดในอเมริกาได้ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 53.1 ราย ต่อผู้หญิง 1,000 คน ซึ่งหากคำนวณตั้งแต่การเปิดตัวของ iPhone ในปี 2007 เป็นต้นมา อัตราการเจริญพันธุ์โดยรวม (จำนวนลูกต่อผู้หญิง 1 คน ที่จะมีได้ตลอดช่วงชีวิต) ลดลงไปแล้วกว่า 22% จากเดิมที่เคยคงที่อยู่ที่ประมาณ 2.1 (เด็ก 2,100 คน: ผู้หญิง 1,000 คน) ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอต่อการรักษาเสถียรภาพประชากร ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 1.6 (เด็ก 1,600 คน: ผู้หญิง 1,000 คน) เท่านั้น
เคทลิน ไมเออร์ส ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการเกิดของผู้หญิงอายุระหว่าง 15-44 ปี ในพื้นที่ต่าง ๆ ของสหรัฐฯ ที่มีระดับการเข้าถึงเครือข่ายสัญญาณบรอดแบนด์ของ AT&T แตกต่างกัน ซึ่งในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน 2007 ถึงกุมภาพันธ์ 2011
AT&T เป็นผู้ให้บริการเพียงรายเดียวที่รองรับสัญญาณของ iPhone ผลการวิเคราะห์พบข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน โดยการเข้าถึง iPhone ส่งผลให้การเกิดในกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี ลดลงถึง 4.5% ถึง 8.0% และในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 20-24 ปี ลดลงประมาณ 3.2% ถึง 6.6% ขณะเดียวกันก็พบการลดลงในกลุ่มผู้หญิงที่อายุมากกว่านั้นด้วยเช่นกัน แม้จะอยู่ในสัดส่วนที่น้อยกว่าก็ตาม
แรงกระเพื่อมในระดับสากล ไม่ใช่แค่สหรัฐอเมริกา
สิ่งที่ตอกย้ำว่าสมาร์ตโฟนคือตัวแปรสำคัญ ไม่ใช่อาการคิดไปเอง อีกหนึ่งงานวิจัยที่เผยแพร่โดย เนธาน ฮัดสัน (Nathan Hudson) และ เอร์นัน มอสโกโซ โบเอโด (Hernan Moscoso Boedo) นักเศรษฐศาสตร์จาก University of Cincinnati
ได้ทำการศึกษาข้อมูลจาก World Bank ที่ครอบคลุม 128 ประเทศทั่วโลก พบแนวโน้มที่สอดคล้องกันอย่างไม่น่าเชื่อว่าอัตราการเกิดในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเริ่มลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงขึ้นทันทีเมื่อสมาร์ตโฟนเริ่มแพร่หลาย โดยไม่เกี่ยวกับว่าประเทศนั้นจะมีระบบสาธารณสุข สวัสดิการ สภาพเศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ซึ่งนักวิจัยชี้ว่านี่คือ ‘ผลกระทบจาก Global Technology Shock’ มากกว่า
เคทลิน ไมเออร์ส ได้กล่าวว่า “เราไม่ได้กำลังบอกว่ามันเป็นเพราะ iPhone ไปเสียทั้งหมด แต่สิ่งที่เราต้องการจะสื่อก็คือ มันเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา” เธอกล่าวเสริมอีกว่า “ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ มันสามารถอธิบายการลดลงของอัตราการเกิดได้ราว ๆ หนึ่งในสามถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งหรือสองในสามนั้นยังคงไม่สามารถอธิบายได้”
แม้ว่าจะมีนักวิชาการบางส่วนแสดงความคลางแคลงใจ โดยแย้งว่าอัตราการเกิดในกลุ่มวัยรุ่นอเมริกันนั้นมีแนวโน้มลดลงมาตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ก่อนหน้าที่จะมีสมาร์ตโฟนด้วยซ้ำ
ตัวเลขของการลดลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลังปี 2007 ก็ปฏิเสธได้ยากว่าสมาร์ตโฟนก็อาจจะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้อัตราการเกิดในสหรัฐฯ ลดลง
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้ก็คงเป็นเครื่องเตือนใจเช่นกัน ถ้าเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาภายใต้แนวคิดในการเชื่อมต่อผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างระยะห่างในชีวิตจริง จนส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง และการคงอยู่ของประชากรมนุษย์ในอนาคตอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
สุดท้ายการวางสมาร์ตโฟนลงบ้างและใส่ใจคนรอบข้างหากิจกรรมอื่น ๆ ทำแทน อาจจะช่วยให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นได้ ทั้งยังช่วยให้ตัวของผู้ใช้เองลดพฤติกรรมติดจอและออกไปใช้ชีวิตพบเจอผู้คนได้มากขึ้น สุขภาพกายสุขภาพจิตใจก็อาจจะดีขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน













