Connect with us

บทความเทคโนโลยี

ทำไม Huawei Mate 20 Series ถึงเป็นสมาร์ตโฟนแห่งปี

Published

on

(Advertorial)

ก่อนที่จะหมดปี 2018 กันไป Huawei ก็ได้ส่งสมาร์ตโฟนรุ่นที่ดีที่สุดของหัวเว่ยลงตลาดมา และเราก็สามารถนับได้ว่า Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นนั้นเป็นหนึ่งในสมาร์ตโฟนที่ดีที่สุดแห่งปีนี้กันเลยทีเดียว ซึ่งเราเคยได้รีวิวทั้ง 3 รุ่นคือ Huawei Mate 20, Huawei Mate 20 Pro และ Huawei Mate 20 X กันอย่างละเอียดไปแล้ว วันนี้เราจึงขอสรุปอีกครั้งในช่วงปลายปีว่าเราชอบสมาร์ตโฟนตระกูลนี้ยังไงบ้าง

Kirin 980 ทำให้ประสิทธิภาพรวดเร็ว ปัญญาประดิษฐ์ก็ทำงานได้เก่งกว่าเดิม

จุดหนึ่งที่ Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวนั้นมีเหมือนกันคือชิป Kirin 980 พร้อมแรม 6 GB และหน่วยความจำ 128 GB ซึ่งทำให้สมาร์ตโฟนตระกูล Mate 20 เป็นมือถือตระกูลที่แรงที่สุดของหัวเว่ยในตอนนี้แล้ว เรื่องใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการเล่นเกมนี่ก็ลื่นหายห่วง ซึ่งความแรงนี้ก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องการใช้งานทั่วไปอย่างเดียว แต่การประมวลผล AI ก็เร็วขึ้นด้วย ซึ่งใน Huawei Mate 20 Series มีการใช้ AI เข้าไปช่วยประมวลผลในหลายจุดคือ

  • การถ่ายภาพที่ AI ช่วยปรับรูปแบบภาพให้เหมาะกับซีนภาพที่ถ่ายโดยอัตโนมัติ
  • การถ่ายวิดีโอที่ AI ช่วยสร้างลูกเล่นอย่างการละลายฉากหลังหรือการดูดสีฉากหลังออกเป็นภาพขาว-ดำ
  • การทำงานของเครื่องที่ AI ช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน และปรับการใช้ประสิทธิภาพให้เครื่องแรงแต่ยังประหยัดแบต
  • ส่วนประมวลผล AI หรือ NPU ในชิป Kirin 980 เข้าไปสนับสนุนการทำงานของแอปที่เรียกใช้ เช่นการแปลภาษาด้วย Microsoft Translator ก็ทำได้รวดเร็วกว่าการใช้ CPU ประมวลผลอย่างเดียว

จุดเด่นของหน่วยประมวลผลปัญญาประดิษฐ์หรือ NPU คือการรับรู้สภาพแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว ทำให้สมาร์ตโฟนสามารถ “คาดการณ์” ได้ว่าสิ่งที่เซนเซอร์อย่างกล้อง หรือไมโครโฟนรับรู้ได้คืออะไร และนำไปหาข้อมูลต่อได้ ทำให้ Huawei Mate 20 Series มีความสามารถ Hivision ที่แค่เพียงยกกล้องขึ้นมาส่องของที่อยู่ตรงหน้า หรือแตะ 2 นิ้วค้างไว้ที่หน้าจอก็สามารถหารายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังแสดงอยู่บนจอได้แล้ว

Huawei Mate 20 Series มีระบบกล้องที่ดีที่สุด

ชื่อชั้นของกล้องจากสมาร์ตโฟนระดับเรือธงจากหัวเว่ยนั้นเป็นที่รู้กันดีนะครับ ซึ่งเมื่อเรือธงออกรุ่นใหม่ก็จะยกระดับการถ่ายภาพด้วยสมาร์ตโฟนขึ้นไปอีก ซึ่งใน Huawei Mate 20 Series นั้นถือเป็นก้าวกระโดดของกล้องจากหัวเว่ยประจำปีนี้เลย ด้วยการเพิ่มเลนส์มุมกว้างเข้าไป ทำให้เป็นระบบกล้อง 3 เลนส์ที่มีทั้งเลนส์มุมกว้าง เลนส์มาตรฐาน และเลนส์ซูม ครอบคลุมการทำงานได้หลากหลายมาก เหมือนเราพกกล้องที่มีเลนส์หลายระยะซูม ครอบคลุมการใช้งานได้หลากหลาย

Huawei Mate 20 ถ่ายในซีนย้อนแสง

ภาพกลางคืนจาก Night Mode นั้นสามารถสู้การเปิดหน้ากล้องนานแบบธรรมดาได้เลย แต่ที่แตกต่างคือเราไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง!

ซึ่ง Huawei Mate 20 Series ก็เก็บเกี่ยวความสามารถด้านการถ่ายภาพที่หัวเว่ยพัฒนามาตลอดหลายปี มารวมอยู่ในสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ครับ ทำให้เป็นกล้องที่มีลูกเล่นเยอะมาก

  • ตั้งแต่ความสามารถในถ่ายภาพ Light Painting ที่เปิดชัตเตอร์นานเพื่อลากแสงไฟรถยนต์หรือแสงจากดวงดาวที่มีอยู่ใน Huawei P8
  • โทนสีแบบ Leica ที่เริ่มมีใน Huawei P9
  • การปรับแสงของการถ่าย Portrait ที่เริ่มมีใน Huawei P10
  • โหมดอัตโนมัติที่ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ซีนที่เริ่มมีใน Huawei Mate 10
  • โหมดถ่ายภาพกลางคืนไม่ใช้ขาตั้งกล้องพร้อมเลนส์ซูมจาก Huawei P20

และใน Mate 20 Series ก็เพิ่มกล้องมุมกว้างเข้ามา ซึ่งก็จะเป็นมรดกไปยังเรือธงรุ่นต่อไปของหัวเว่ยเช่นกัน

ตัวอย่างภาพจาก Huawei Mate 20 Pro และ Mate 20 X

และในส่วนของวิดีโอ Huawei Mate 20 Series ก็ทำได้ดีไม่แพ้ใคร ด้วยการปรับปรุงระบบป้องกันการสั่นไหวให้ดีขึ้น แทบจะถือถ่ายโดยไม่ต้องใช้ Gimbal เลยด้วยซ้ำ ซึ่งก็สามารถซูมภาพไปมาระหว่างถ่ายวิดีโอได้ด้วย และไฮไลต์เด็ดอยู่ที่การใช้ AI เพื่อทำหลังเบลอทำให้ได้อารมณ์วิดีโอที่แตกต่างไปจากเดิมด้วย (ดูตัวอย่างจากวิดีโอด้านล่างได้เลย)

เรื่องแบตเตอรี่ของ Huawei Mate 20 Series ก็ไม่น้อยหน้า

จุดแข็งของสมาร์ตโฟนตระกูลเมทที่มีมาตลอดคือเป็นสมาร์ตโฟนที่ให้ความจุแบตเตอรี่เยอะ สามารถใช้งานได้นาน ซึ่ง Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 ตัวก็มีแบตเตอรี่มากกว่า 4000 mAh โดยเฉพาะ Mate 20 X ที่ให้ความจุแบตเตอรี่มามากถึง 5,000 mAh ซึ่งสามารถใช้งานได้ระดับ 2 วันเลยด้วยซ้ำ

แต่ความจุที่มากของ Huawei Mate 20 Series ก็ไม่ใช่ปัญหาในการชาร์จครับ เพราะสมาร์ทโฟนในตระกูลนี้มาพร้อมเทคโนโลยีการชาร์จระดับท็อปของหัวเว่ยคือ Huawei SuperCharge ที่ใน Mate 20 Pro ใช้เป็น Huawei SuperCharge 40 W เลย ซึ่งใช้เวลาชาร์จจาก 0-100% แค่ชั่วโมงเดียว

นอกจากนี้ใน Huawei Mate 20 Pro ยังรองรับการชาร์จไร้สาย และสามารถใช้ชาร์จสมาร์ตโฟนเครื่องอื่นแบบไร้สายได้ด้วย ซึ่งเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่มีความสามารถแบบนี้เลย

จากความสามารถต่างๆ ของ Huawei Mate 20 Series ที่จัดเต็มทั้งประสิทธิภาพ การถ่ายภาพ ถ่ายวิดีโอ ประสบการณ์การใช้งาน ทำให้เราคิดว่าสมาร์ตโฟนตระกูลนี้เป็นสมาร์ตโฟนที่ดีที่สุดของปีได้สบายๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!