ในโลกของฟุตบอลไทย “ลีซอ” ธีรเทพ วิโนทัย คือตัวแทนของความดุดันในสนามที่แฟนบอลต่างรู้จักกันดี แต่ใครจะคิดว่าในโลกของธุรกิจเขากลับได้บทเรียนราคาแพง ซึ่งจุดเริ่มต้นเกิดจาก “เพื่อนสนิท” คนที่เขาไว้ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดท้ายถูกหักหลังและสูบเลือดสูบเนื้อทางธุรกิจยาวนานเกือบ 10 ปี
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าดราม่าของคนดัง แต่เป็นบทเรียนราคาแพง สำหรับทุกคนที่คิดจะทำธุรกิจร่วมกับเพื่อน ที่ครั้งนี้ลีซอยอมแบไต๋ทุกรายละเอียดที่ค้างใจใครหลายคนไว้กับ “หนุ่ย พงศ์สุข” ในคอนเทนต์ “บุคคลล้มละลุก”
จุดเริ่มต้นจาก “ความหวังดี” และการหยิบยื่นโอกาสด้วยความไว้ใจ
ย้อนกลับไปในช่วงที่ลีซอยังคงค้าแข้งเป็นนักฟุตบอลอาชีพ เขาได้เริ่มเข้าสู่แวดวงธุรกิจเพื่อที่ว่าวันไหนแขวนสตั๊ด จะได้สานต่อและไม่ต้องไปเริ่มต้นจากศูนย์ใหม่
ธุรกิจที่ว่าหลัก ๆ คือ งานโปรดักชันรับผลิตรายการทีวี ช่องยูทูบ ซึ่งทำมาได้ 9 ปี เริ่มต้นจากตอนนั้นเห็นเพื่อนที่รู้จักกันทำงานในวงการบันเทิงเกี่ยวกับโปรดักชันทำที่ไหนมาก็ออก เลยชวนมาเป็นเจ้าของบริษัททำร่วมกันไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างแล้ว ในตอนที่ยังไม่มีรายรับเข้ามา ส่วนที่ต้องจ่ายหรือเงินเดือนพนักงาน ลีซอรับผิดชอบด้วยการจ่ายไปก่อน
การเริ่มต้นธุรกิจครั้งนี้ ลีซอใช้สิ่งที่เรียกว่า “ใจนำทาง” อย่างแท้จริง โดยเขารับหน้าที่เป็นนายทุน ออกเงินซัปพอร์ต 100% เต็ม ตั้งแต่ค่าตั้งบริษัท ค่าอุปกรณ์ ไปจนถึงเงินเดือนพนักงานในช่วงแรกที่บริษัทยังไม่มีรายรับ และที่ใจถึงไปกว่านั้นคือ ลีซอมอบส่วนแบ่งให้เพื่อนคนนี้ถึง 50% หรือที่เรียกกันในวงการว่า “หุ้นลม” โดยที่เพื่อนไม่ต้องควักเนื้อจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว เพราะลีซอมองว่าเขามีความรู้ในส่วนงานเบื้องหลังมากกว่า
โมเดลธุรกิจถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ลีซอจะรับหน้าที่อยู่หน้ากล้อง เป็นพิธีกร ใช้ชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือดึงดูดงาน ในขณะที่พาร์ตหลังบ้าน เพื่อนสนิทคนนี้จะรับหน้าที่ดูแลดีเทลการขายสื่อ ดีลงานกับลูกค้า บริหารบัญชี รายรับ-รายจ่ายทั้งหมด
“กับเพื่อน ถ้าผมไว้ใจผมจะใช้ใจเดินทาง ใช้ใจนำก่อนเลยว่าถ้าผมโอเคกับคนนี้ คนนี้โอเคกับผม ใจผม 100 แล้ว”
เมื่อความร่ำรวยสวนทางกันแบบผิดปกติ
เวลาล่วงเลยไป บริษัทโปรดักชันนี้ทำงานมาอย่างต่อเนื่องถึง 9 ปี โดยในช่วง 5-6 ปีหลัง ถือเป็นช่วงขาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีลูกค้าเข้ามาจ้างงานมากมาย แต่สิ่งที่แปลกคือสถานะทางการเงินของทั้งสองคนสวนทางกันลิบลับ ฝั่งเพื่อนสนิทเริ่มมีสภาพคล่องทางการเงินสูงขึ้นเรื่อย ๆ ใช้ชีวิตอู้ฟู่ จับจ่ายใช้สอยซื้อของมีราคา แพง ๆ ผิดหูผิดตาจากเมื่อก่อน ในขณะที่ตัวของลีซอเองได้รับส่วนแบ่งในรูปแบบเงินปันผลอยู่ที่ 30,000 บาท และที่น่าเอะใจกว่านั้นคือ เงินจำนวนนี้ถูกโอนมาจากบัญชีชื่อส่วนตัวของเพื่อน ไม่ใช่บัญชีในนามบริษัท
แม้คนรอบข้าง รวมถึงคนสนิทจะเริ่มเห็นความทะแม่ง ๆ และพยายามเตือนสติลีซออยู่บ่อย ๆ แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนมองโลกในแง่บวก ไม่ชอบคิดเล็กคิดน้อย และไม่ชอบความอึดอัดใจที่จะต้องมานั่งจับผิดใคร ลีซอจึงเลือกที่จะปัดความระแวงนั้นทิ้งไป พร้อมกับคิดในใจด้วยความมั่นใจว่า “มันเป็นเพื่อนกู มันไม่ทำกูหรอก” กลายเป็นว่านั่นคือช่องว่างให้คนใกล้ตัวตักตวงผลประโยชน์ได้ตามใจชอบ
เมื่อความจริงโป๊ะแตกจากคนรอบข้าง
สุดท้ายเสียงจากคนรอบข้างทำให้ความลับที่เก็บตักตวงผลประโยชน์มาอย่างยาวนานก็โป๊ะออกมาจนได้ และนี่คือสิ่งที่ลีซอได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์มาเล่าให้ฟังถึงกลโกงที่บอกเลยว่าเพื่อนกันทำไมถึงทำกันได้
ด่านแรกในการรับงานคือเพื่อนสนิท สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ถ้าดีลงานจากลูกค้ามาได้ในราคา 100,000 บาท เพื่อนจะบอกลีซอว่า งานนี้เขาจ้างแค่ 30,000 บาทเองนะ พร้อมกับอ้างเหตุผลสารพัดว่า หักค่ากล้อง ค่าทีมงาน ค่าโปรดักชันก็หมดแล้ว จนลีซอต้องบอกว่า “ไม่เป็นไร ทำไปก่อน ถือว่าเป็นงานบริษัท เดี๋ยวพอเราโตขึ้นค่อยว่ากัน เลี้ยง ๆ บริษัทไปก่อน” แต่ในความเป็นจริง เงินส่วนต่างอีก 70,000 บาท ถูกโอนเข้ากระเป๋าตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว และเป็นแบบนี้แทบทุกงาน
เรื่องที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของลีซอมากที่สุด คือเรื่องของแขกรับเชิญ ซึ่งหลายครั้งเป็นเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการฟุตบอลและวงการบันเทิงที่ลีซอเชิญมาออกรายการ ตามระบบของบริษัทจะมีงบประมาณก้อนหนึ่งสำหรับจ่ายค่าเหนื่อยให้แขกรับเชิญทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งเพื่อนสนิทในฐานะคนหลังบ้านคุมบัญชีต้องเป็นคนจัดการ
จนวันหนึ่ง ลีซอได้มีโอกาสเจอรุ่นน้องคนหนึ่งที่เคยมาออกรายการ แต่ไม่ได้เงินเพราะคิดว่าเป็นงานช่วย ลีซอถึงกับสะดุด พอสืบไปสืบมาถึงรู้ว่า คนอื่น ๆ ที่มาออกรายการก็ไม่เคยได้เงินเลย จนคนในวงการเริ่มพูดกันปากต่อปากว่าไปออกรายการลีซอไม่ได้เงิน พอถูกลีซอจับได้และไล่บี้ถาม เพื่อนสนิทก็จะใช้วิธีอ้างว่าลืมจ่าย ซึ่งลีซอยอมรับว่าความสะเพร่าของตัวเองที่ปล่อยปละละเลยเรื่องตัวเลข มีส่วนทำให้เพื่อนทำพฤติกรรมแบบนี้ได้ย่ามใจ
ลีซอเคยพูดกับเพื่อนด้วยความแฟร์ว่า “ถ้างานไหนลูกค้าจ้างมึงเป็นการส่วนตัว มึงเอาไปเลยเต็ม ๆ กูไม่ยุ่งเลยนะ” แต่เพื่อนคนนี้ก็ยังแอบไปรับงานนอกในชื่อตัวเอง แต่กลับมาขนทรัพยากรของบริษัทไปใช้ทั้งหมด ทั้งตากล้อง ไฟ สถานที่ คิวงานพนักงาน แล้ว ทำทีบอกว่าเป็นงานบริษัทที่ได้เงินน้อย ลีซอมารู้อีกทีก็ตอนที่แอบไปได้ยินพนักงานในบริษัทนั่งคุยโทรศัพท์กับเพื่อนคนนี้ ถึงได้รู้ว่ามีงานอีกเยอะแค่ไหนที่เขาไม่เคยรู้ว่ามีดีลนี้เกิดขึ้น
ยอมเจ็บเพื่อจบ ตัดขาดคำว่าเพื่อน
พอลีซอเริ่มรู้สึกว่าต้องหาความจริง เขาตัดสินใจเริ่มเก็บข้อมูลมาเรื่อย ๆ เอาเรื่องราวต่าง ๆ มาประมวลผล และคุยกับบริษัทผู้ว่าจ้างโดยตรง สุดท้ายเขาก็ต้องยอมรับว่าเขาถูกโกงแบบ 100%
หลังจากความจริงถูกเปิด หลายคนรอบตัวเชียร์ให้ลีซอทำการฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เพราะเม็ดเงินที่สูญเสียไปตลอด 9 ปีไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ
แต่สุดท้าย ลีซอเลือกที่จะเอาตัวเองออกมา และเคลียร์จบหลังบ้าน ในช่วงที่เคลียร์กัน ฝ่ายอดีตเพื่อนรักได้เข้ามาขอโทษขอโพย และขอเจรจาลดทอนเงินที่จะต้องชดเชยคืนให้
“เงินที่เขาคืนมาจำนวนหนึ่ง มันไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากได้จากเพื่อนคนนี้ แต่มันเป็นสิ่งที่ผมควรจะได้มาตั้งนานแล้วต่างหาก”
ลีซอเลือกที่จะไม่ขึ้นโรงขึ้นศาล ต้องการตัดปัญหา ปัจจุบันลีซอได้เปิดบริษัทใหม่ของตัวเอง คุมเอง บริหารเองร้อยเปอร์เซ็นต์
บทเรียนราคาแพง ไว้ใจได้ แต่ต้องตรวจสอบด้วย
มหากาพย์ดราม่าธุรกิจที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนของ ลีซอ ธีรเทพ ได้ทิ้งบทเรียนข้อใหญ่ไว้ให้คนทำธุรกิจ ในโลกของธุรกิจทุกอย่างต้องโปร่งใส และอย่าเปิดโอกาสให้ใครใช้ช่องโหว่ความไว้ใจมาตักตวงผลประโยชน์ของเรา การทำธุรกิจกับเพื่อนไม่ใช่เรื่องต้องห้าม แต่ยิ่งเป็นเพื่อนสนิท ยิ่งต้องทำบัญชีให้โปร่งใส เอกสารต้องชัดเจน และมีระบบตรวจสอบที่รัดกุมตั้งแต่เดย์วัน ถ้ายังอยากจะไปต่อแบบมั่นคง













