10 ความเชื่อ ที่หลายคนยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาร์ตโฟน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในวันนี้ สมาร์ตโฟนกลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตคนเมือง ถ้าจะเปรียบได้กับอวัยวะชิ้นที่ 33 ก็ไม่น่าจะเป็นคำกล่าวที่เกินไปนัก พอ ๆ กับคุณสมบัติและประสิทธิภาพที่มากขึ้นในทุก ๆ วันจนเกินกว่าการเป็นโทรศัพท์ไปแล้ว เพราะเราต่างใช้เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ในการท่องโซเชียล เล่นเกม ถ่ายภาพ เข้าแอปต่าง ๆ ฟังเพลง ดูหนัง ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องบันเทิงอย่างเดียว เพราะประโยชน์ในการทำงานก็มากอยู่ เพราะวันนี้สมาร์ตโฟนก็ยังเข้าโปรแกรมต่าง ๆ ได้ เช็กอีเมลได้ จัดสรรตารางงานได้ด้วยเช่นกัน เราจึงมองเห็นผู้คนส่วนใหญ่ก้มหน้าอยู่กับสมาร์ตโฟนทั้งในรถโดยสาร ในลิฟต์ บนโต๊ะอาหาร หรือแทบทุกช่วงเวลาที่ว่าง

แม้ว่าในแต่ละวันเราจะใช้เวลาอยู่กับสมาร์ตโฟนมากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น บางคนก็ยังมีความเข้าใจผิด ๆ ในการใช้งานหรือการดูแลรักษาที่ผิด ๆ อยู่บ้าง อาจจะได้ยินได้ฟังต่อ ๆ กันมา หรือจากโพสต์หลอกลวงที่แชร์ต่อ ๆ กันบนโลกโซเชียล ในบทความนี้จะหยิบยก 10 เรื่องเด่น ๆ ที่บางคนยังเข้าใจผิดกันอยู่ ว่าแท้จริงแล้วข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร เพื่อให้สมาร์ตโฟนของเรามีอายุการใช้งานมากขึ้น รวมไปถึงสุขภาพของตัวเราเองด้วย

10 ความเชื่อ อยากกระโดดไปอ่านข้อไหน จัดไป

ความเชื่อ 1 : ปรับลดความสว่างหน้าจอ จะช่วยถนอมสายตา

บางคนอาจจะเคยได้ยินได้ฟังมาว่าการลดแสงสว่างจากหน้าจอด้วยการเปิด Night Mode บนสมาร์ตโฟน แม้จะเป็นช่วงเวลากลางวันก็ตาม จะช่วยให้สายตาไม่ทำงานหนัก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านสายตาออกมายืนยันแล้วว่า หลักการนี้เป็นความเชื่อที่ผิด การลดแสงสว่างหน้าจอลงจากปริมาณที่ปกตินั้น จะทำให้ระบบประสาทตาทำงานหนักและเกิดความตึงเครียด นั่นก็เพราะว่าเมื่อหน้าจอมีแสงสว่างน้อยลงกว่าปกติ ลูกตาเราก็จะต้องพยายามปรับโฟกัสภาพมากขึ้น ต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า และอาจจะทำให้เรารู้สึกปวดหัวก็เป็นได้ ว่ากันตามทฤษฎีที่ถูกต้องแล้ว เราควรปรับแสงหน้าจอโทรศัพท์ให้มีปริมาณที่สว่างใกล้เคียงกับสภาพแสงโดยรอบ เมื่อ 2 จุดกำเนิดแสงเฉลี่ยเข้าหากันแล้ว จะให้สภาพแสงที่สมดุลเป็นธรรมชาติต่อดวงตาของเรา (สรุปสั้นๆ คือให้มือถือปรับอัตโนมัติ น่าจะดีที่สุดนะ)

ความเชื่อ 2 : การชาร์จแบตเตอรีทิ้งไว้ข้ามคืนจะทำให้อายุการใช้งานแบตเตอรีสั้นลง

โทรศัพท์มือถือในทุกวันนี้ ยกระดับจากคำว่า “Mobile Phone” ไปเป็น “Smart Phone” กันแทบทั้งสิ้นแล้ว ซึ่งคำว่า Smart ก็แปลว่า “ฉลาด” “รอบรู้” ซึ่งความฉลาดหรืออัจฉริยะของมันนี่แหละ จึงทำให้เรารู้สึกสะดวกสบายกับการมีวันไว้ในมือเพื่อจัดการธุระและความบันเทิงในหลาย ๆ เรื่อง และหนึ่งในความฉลาดของมันก็คือ การที่ Smart Phone จะสามารถรู้ทันทีเมื่อถูกชาร์จไฟเต็ม 100% แล้ว ระบบภายในจะหยุดรับกระแสไฟเข้าเครื่อง โดยที่เราไม่ต้องคอยเฝ้าระวังแต่อย่างใด ระบบเดียวกันนี่แหละที่มันคอยทำหน้าที่ปิดเครื่องเมื่อพลังงานลดต่ำจนถึงขีดสุด แถมปัจจุบันมือถือหลายรุ่นอย่าง iPhone ก็มีระบบชาร์จอัจฉริยะด้วย คือเมื่อชาร์จตอนกลางคืนถึง 80% แล้ว ระบบจะเริ่มชาร์จช้าลง จนใกล้ถึงเวลาที่เรามักจะหยิบมือถือออกจากที่ชาร์จ ระบบก็จะกลับมาชาร์จต่อจนเต็ม 100% เพื่อลดความเสียหายกับแบตเตอรี่ครับ

ถ้าเจ้าของสมาร์ตโฟนอยากจะยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรีให้ยืนนยาวขึ้น ผู้เชี่ยวชาญก็แนะนำว่าให้ควรระวังอย่าให้แบตเตอรีลดต่ำจนเหลือ 0% บ่อยนัก จะเป็นการถนอมคุณภาพของแบตเตอรีที่ดีที่สุด

ความเชื่อ 3 : การปิดแอปที่ไม่ใช้จะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี

ถ้าใครคอยระวังในเรื่องนี้อยู่เสมอ เปิดแอปอะไรขึ้นมาใช้ แล้วต้องคอยไล่ปิดทีละแอปเพราะคิดว่าจะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี ขอให้หยุดทำได้แล้วครับ เพราะในเรื่องนี้ทั้ง Google และ Apple เจ้าของระบบปฏิบัติการบนสมาร์ตโฟนต่างก็ออกมายืนยันแล้วว่า การคอยปิดแอปต่าง ๆ ไม่ได้ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรีแต่อย่างใดเลย ในทางตรงกันข้ามมันกลับทำให้แย่ลงด้วยซ้ำ แล้วคนที่มาบอกเรื่องนี้เองก็คือ ฮิโรชิ ล็อกไฮเมอร์ เขาเป็นถึง รองประธานฝ่ายวิศวกรรมของ Android เลยนะ

อธิบายเพิ่มเติมก็คือ ระบบอัลกอริธึมของทั้ง iOS และ Android ต่างทำหน้าที่บริหารจัดการการทำงานของแอปต่าง ๆ จำนวนมากที่รันบนระบบปฏิบัติการอยู่แล้ว ถ้าเราไปบังคับปิดแต่ละแอป แล้วเมื่อเปิดแอปเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้ง การเปิดขึ้นมาใหม่แต่ละครั้งเนี่ยล่ะที่จะกินพลังงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็น

ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่าอย่าไปยุ่งกับมันจะดีกว่า ปล่อยให้ระบบปฏิบัติการบริหารจัดการไป ความอัจฉริยะของระบบจะรู้ว่าแอปไหนที่เราไม่ได้ใช้งานมาเป็นเวลานานระบบก็จะปิดแอปนั้นซะ หรืออีกกรณีที่แอปนั้น ๆ เริ่มที่จะใช้พลังงานและเมโมรีของเครื่องเกินความจำเป็น ระบบก็จะปิดแอปเหล่านั้นโดยอัตโนมัติ แอปที่รันอยู่ในหน่วยความจำของเครื่องอยู่ก่อนแล้ว จะถูกเรียกใช้งานได้ฉับไวกว่าการเปิดขึ้นมาใหม่ เปรียบเทียบก็เหมือนเครื่องคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปที่อยู่ใน Sleep Mode จะถูกเปิดใช้งานได้เร็วกว่าการเปิดเครื่องขึ้นมาใหม่แบบนั้นแหละ

ความเชื่อ 4 : กล้องที่มีปริมาณเมกาพิกเซลสูง ๆ จะให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่า

ปัจจุบันผู้ผลิตสมาร์ตโฟนแทบจะไม่ได้โฆษณาในเรื่องคุณภาพการโทรด้วยเสียงอีกต่อไปแล้ว แต่กลับแข่งขันกันในเรื่องคุณภาพของกล้องบนสมาร์ตโฟนเสียเป็นหลัก โดยจุดขายที่เน้นกันมากก็คือความละเอียดของภาพที่มีหน่วยเป็น MP(เมกาพิกเซล) ซึ่งจะว่าไปความละเอียดของกล้องบนสมาร์ตโฟนในปัจจุบันนี้ก็เกินความจำเป็นที่ผู้ใช้แต่ละคนต้องการแล้ว เพราะสุดท้ายเราก็นำภาพเหล่านั้นไปโพสต์ลงบนสื่อโซเชียลต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม ความละเอียดสูง ๆ ของภาพนั้นมีความจำเป็นต่อช่างภาพมืออาชีพเสียมากกว่า

เราจึงอยากให้พิจารณาไปที่จุดสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพของภาพเสียมากกว่า นั่นก็คือขนาดของ Image Sensor ขออธิบายแบบง่าย ๆ สั้น ๆ ถ้ามีสมาร์ตโฟนให้เลือก 2 เครื่อง เครื่องแรกถ่ายภาพได้ความละเอียดสูงสุดที่ 8MP อีกเครื่องที่ 12MP แน่นอนคนก็ต้องเลือก 12MP เพราะคิดว่าจะให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าเพราะเมกาพิกเซลสูงกว่า แต่ก็ไม่เสมอไป ถ้าสมาร์ตโฟนที่ถ่ายภาพได้ 12MP มีขนาดของ Image Sensor เท่ากับอีกเครื่องที่ขนาด 8MP นั่นแปลว่าจำนวนพิกเซลของตัว 12MP จะต้องมีขนาดที่เล็กจิ๋วลงไปมากเพื่อบีบอัดให้อยู่บน Image Sensor ขนาดเดียวกันได้

ข้อเสียมันอยู่ตรงที่ว่า เมื่อพิกเซลมีขนาดเล็กมาก โอกาสที่จะเกิดนอยส์บนภาพก็สูงไปด้วย ลองนึกภาพตาม ถ้าในหนึ่งพิกเซลจะต้องบันทึก Noise ที่มีปริมาณเท่าเทียมกัน พิกเซลที่มีขนาดใหญ่กว่าก็จะมีเนื้อที่พอให้บันทึกข้อมูลภาพที่ดีได้มากกว่า ยกตัวอย่างให้เห็นชัด ๆ Samsung รุ่น Galaxy S5 และ Galaxy S6 มาพร้อมกล้องขนาด 16MP แต่พอพัฒนามาเป็นรุ่น S7, S8, S9 กลับลดขนาดความละเอียดของกล้องลงเหลือที่ 12MP นั่นก็เพราะ Samsung ให้ความสำคัญไปที่หัวใจหลักของภาพ นั่นก็คือขนาดของพิกเซล ในรุ่นที่ความละเอียดภาพ 16MP จะมีขนาดพิกเซลที่ 1.12µm ส่วนรุ่นที่ความละเอียดภาพ 12MP จะมีขนาดพิกเซลที่ 1.4µm

อีกเหตุผลหนึ่งที่เราไม่ได้ต้องการความละเอียดภาพที่มากขึ้นเสมอไป ก็เพราะขนาดของไฟล์ภาพ ยิ่งภาพมีความละเอียดสูง ขนาดของไฟล์ก็จะใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แล้วก็กินเนื้อที่จัดเก็บในเครื่องหรือในการ์ดหน่วยความจำไปโดยเกินความจำเป็น แล้วไฟล์ภาพที่ใหญ่ก็ยังใช้เวลาในการอัปโหลดไปยังสื่อโซเชียลต่าง ๆ นานขึ้นด้วย

แต่ปัจจุบันการที่กล้องมือถือก้าวไปสู่ความละเอียดสูงมากๆ เช่น 48 MP, 64 MP หรือแม้กระทั่ง 108 MP นั้นเป็นเหตุผลเรื่องการซูมครับ เพราะมือถือที่ความละเอียดสูงมากๆ ทำให้ผู้ใช้สามารถซูมภาพในระดับ 2-3 เท่าได้เหมือนไม่เสียรายละเอียดเลย แต่เมื่อถ่ายภาพปกติ กล้องก็จะกรุ๊ปพิกเซล เช่น 4 พิกเซลมารวมเป็น 1 เพื่อสร้างพิกเซลที่ใหญ่และมีคุณภาพออกมา ทำให้กล้อง 48 MP เวลาถ่ายปกติก็จะเหลือ 12 MP เท่านั้นเอง (เอา 4 หาร 48)

ความเชื่อ 5 : ถ้าโทรศัพท์ตกน้ำ ให้ยัดโทรศัพท์ลงถังข้าวสาร

เชื่อว่าหลายคนต้องเคยได้ยินได้ฟังวิธีการนี้กันมาบ่อยครั้งแล้วล่ะ ว่าถ้าพลาดทำสมาร์ตโฟนตกน้ำ ให้ถอดแบตเตอรีออกแล้วเอาตัวเครื่องยัดลงในถังข้าวสาร อย่าใช้ไดร์เป่าผมเป่าเด็ดขาด เพราะความร้อนจากไดร์จะทำให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์เสียหายหนัก ข้าวสารคือตัวดูดความชื้นที่ดีที่สุด ให้ทิ้งไว้ในถังข้าวสารนาน 24 – 36 ชั่วโมง

ฟังดูแล้วช่างเป็นวิธีการที่น่าเชื่อถือ สะดวก ง่าย และประหยัด เหมาะกับคนไทยที่มีข้าวสารกันอยู่ทุกบ้านเสียด้วย แต่หารู้ไม่ วิธีการนี้ถึงจะไม่ผิดเสียทีเดียว แต่ก็มีข้อควรระวังอยู่มาก ก็ด้วยประสิทธิภาพของเมล็ดข้าวสารที่สามารถดูดความชื้นได้ดีนี่ล่ะ ถ้าเมล็ดไหนเกิดดูดซึมน้ำเข้าไปเต็มเปี่ยมมาก เราก็พอนึกภาพกันออกนะว่าจากข้าวสารก็จะกลายเป็นเมล็ดข้าวที่อวบน้ำและแฉะ แล้วข้าวนี่ก็มีคุณสมบัติความเหนียวพอดู โดยเฉพาะผิวนอกของเมล็ดข้าว แล้วถ้าเกิดมีชิ้นส่วนที่ยุ่ยหลุดเข้าไปเกาะโดนวงจรสำคัญภายในสมาร์ตโฟน ก็จะยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิมเสียอีก ทางที่ดีแนะนำให้เอาโทรศัพท์ห่อด้วยกระดาษทิชชู่แบบหลวม ๆ เสียก่อนยัดลงไปในถังข้าวสาร หรืออีกทางเลือกหนึ่งก็ใช้สารดูดความชื้นจำนวนมาก จะปลอดภัยกว่า เร็วกว่า และมีประสิทธิภาพในการดูดความชื้นมากกว่าข้าวสารแน่ ๆ

ยังมีอีก 5 ความเชื่อที่น่าสนใจในหน้า 2 ครับ

1 2 Next