‘Digital Disease’ ภัยจากโซเซียลสู่โรคร้ายของจริง เช็กให้ชัวร์คุณเป็นหนึ่งในนั้นหรือไม่!

โควิด-19 ส่งผลต่อชีวิตของเรามหาศาล ไม่ใช่แค่การปรับตัวแบบ New normal เพื่อป้องกันและต่อสู้กับโรคเท่านั้น มันยังเป็น ‘ตัวเร่ง’ ให้เกิดปรากฏการณ์หลากหลาย ทั้งภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความขัดแย้งเห็นต่างระหว่างประชาชนและรัฐบาล จนนำมาซึ่งการชุมนุมประท้วง และสถานการณ์บ้านเมืองอย่างที่เป็นอยู่ ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตการณ์นำมาสู่การไหลทะลักของข้อมูลข่าวสาร และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เพียงใด

โรคทางดิจิทัล เมื่อโลกโซเซียลส่งผลต่อสภาวะจิตใจของเรา

ในแง่ของการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีที่สะดวกรวดเร็ว มีช่องทางหลากหลายให้เราหาและแบ่งปันข้อมูลแก่ผู้อื่นนั้นก็เหมือนดาบสองคม เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด อาจด้วยทั้งความหวังดีและความหวาดระแวง ส่งผลให้ผู้คนพาแชร์ข่าวลือข่าวลวงต่าง ๆ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ร้อนถึงนักวิจัยที่อดรนทนไม่ไหวขอออกมาบอก 8 วิธีรู้ทันข่าวลวง ยุติการแชร์มั่ว สู้โควิด-19 ให้โลกรู้ และนั่นนับเป็นแค่หนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อน ‘อาการ’ ของโรคใหม่ในยุคดิจิทัล

โรคทางดิจิทัล หรือ Digital Disease คืออะไร

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้เปิดตัวโครงการ Digital Vaccine ‘เช็กภูมิคุ้มกันโรคทางดิจิทัล’ เปิดตัวภาพยนตร์สั้นผลิตโดย บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด เพื่อสร้างความตระหนัก ให้ประชาชนรู้ทันเท่าทั้งโรคและภัยต่าง ๆ ที่แฝงมากับการสื่อสารผ่านโซเซียลมีเดียทั้งหลาย เปรียบเสมือนการฉีดวัคซีนสร้างความคุ้มกันโรคนั่นเอง

ประเด็นที่น่าสนใจในงานคือการยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่าง ‘การใช้สื่อโซเซียล’ และ ‘อาการที่บ่งชี้โรค’ ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสนใจทำงานวิจัยกันมากมาย และสำหรับประเทศไทยนั้น เราเองก็กำลังอยู่ในจุดเริ่มต้น นักวิชาการทั้งหลายกำลังพยายามสร้างห้องปฏิบัติการและทำงานวิจัยเพื่อให้มีข้อมูลวินิจฉัยโรคของเราเอง

ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
ผู้ให้ความรู้เรื่อง Digital Disease และทางแก้ไข

หลายคนอาจแปลกใจว่า มันทำให้เกิดโรคได้อย่างไร โลกเสมือนนี้จับต้องไม่ได้ไม่ใช่หรือ หากเปรียบกับการดูแลร่างกายไม่ให้เกิดโรค ก็ต้องหมั่นสร้าง ‘สภาวะ’ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ เช่น ดูแลอาหารการกินให้ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อร่างกายได้เคลื่อนไหวเป็นประจำ และพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ โลกเสมือนแห่งการสื่อสารหรือโลกโซเซียลเอง ก็จัดเป็นแหล่งบ่มเพาะ ‘สภาวะ’ แบบหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่มันไม่ได้ส่งผลทางกายภาพ แต่ส่งผลต่อจิตใจของเราแล้วค่อยแสดงออกมาเป็นอาการต่าง ๆ อีกที

ดร. อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หนึ่งในผู้ร่วมงานดังกล่าว ได้กล่าวถึงโรคที่มีสาเหตุสืบเนื่องมาจากการสื่อสารในโลกดิจิทัลไว้อย่างน่าสนใจว่า ทุกวันนี้มีข่าวสารข้อมูลในโลกโซเซียลเยอะมาก ทั้งยังตอบคำถามข้อสงสัยต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเสพข้อมูล มอบความพึงพอใจ จนทำให้ผู้ติดตามข่าวสารใช้ความคิดและอารมณ์เข้าไปยึดโยง ก่อให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หรือโรคทางดิจิทัลโดยที่ไม่รู้ตัว

digital vaccine
นายนรศักดิ์ รัตนเวโรจน์ (จอห์น) ผู้บริหาร บริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีฟ จำกัด

ขณะเดียวกัน จอห์น รัตนเวโรจน์ ผู้บริหารบริษัท สแพลช อินเตอร์แอ็คทีพ จำกัด ก็กล่าวถึงโรคดิจิทัลว่า แม้ไม่รุนแรงน่ากลัวเท่าโควิด แต่เพราะความสามารถในการแพร่กระจาย ติดต่อกันได้ ก็ทำให้เป็นที่น่ากังวลเช่นกัน และผลของมันก็ไม่ได้ตกแก่ผู้ที่มีอาการเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคนรอบข้าง ครอบครัว หรือแม้กระทั่งกับคนไม่รู้จักด้วยซ้ำไป และสุดท้ายก็จะส่งผลต่อสังคมโดยรวมในที่สุด

เช็กดูสักนิดคุณเข้าข่ายป่วยเป็นโรคทางดิจิทัลโรคใดโรคหนึ่งหรือไม่

เพื่อให้ประชาชนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหลายได้สังเกตอาการตนเองว่าตกอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงหรือเป็นโรคหรือไม่ เราจึงรวบรวมคำอธิบายเกี่ยวกับที่มาและลักษณะของโรคทางดิจิทัลประเภทต่าง ๆ ที่ดร. อมรวิชช์ได้ให้คำจำกัดความไว้ รวมถึงลักษณะอื่น ๆ ที่เข้าข่ายซึ่งเราได้วิเคราะห์จากภาพยนตร์สั้นมาให้ลองเช็กดูกัน

โรควิจารณญาณบกพร่อง

“โรควิจารณญาณบกพร่อง คือการเสพข่าวต่าง ๆ แล้วเชื่อตามนั้นโดยไม่ได้กลั่นกรอง ไตร่ตรอง หรือตรวจสอบก่อน แล้วก็ตัดใจทำอะไรบางอย่างต่อข่าวนั้น เช่น การแชร์ต่อ ทำให้เกิด Fake news หรือข่าวลวงตามมาอีกมากมาย ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้เป็นแค่ในบ้านเรา แต่เป็นทั่วโลก อย่างเช่นในยุโรปเนี่ย เจอข่าวลวงถึงสองในสามของปริมาณข่าวเลยทีเดียว ที่อเมริกาก็พบข่าวลวงในอัตราครึ่งต่อครึ่ง 49% ของคนอเมริกาเคยมีประสบการณ์แชร์ข่าวลวง”

พฤติกรรมที่เข้าข่ายของโรค

  • แยกแยะข้อเท็จจริงไม่ได้
  • แตกตื่น รู้สึกวิตกกังวลเมื่อทราบข่าว
  • ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ
  • ไม่คิดพิจารณา ไม่ตั้งคำถามกับข่าวที่อ่าน
  • คิดว่าชีวิตง่าย มีวิธีที่เป็นลัดเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการ ทำให้หลงเชื่อได้ง่าย
  • เห็นข่าวอะไรก็เชื่อ
  • บ้าไลก์ อยากได้ยอดไลก์ยอดฟอลสูง ๆ ทำให้การแชร์ข่าวที่เป็นประเด็นเร็ว ๆ และคิดกังวลกับความถูกต้องของข่าวน้อยลง เพื่อให้คนเข้ามาเห็นดีเห็นงามด้วย

โรคไม่หวงข้อมูลส่วนตัว

เพราะหลงคิดว่าโซเซียลคือพื้นที่ส่วนตัว อยากจะแชร์อะไรตามใจอยากก็ได้ และยิ่งมีคนมากดไลก์ คอมเมนต์ชอบใจ ก็ยิ่งอยากจะแบ่งปัน เล่าเรื่องราวของตนเองไม่มีที่สิ้นสุด

พฤติกรรมที่เข้าข่ายของโรค

  • ไปไหนเป็นต้องแชร์ ต้องถ่ายรูปหามุมสวยไว้โพสต์ลงโซเซียล
  • อัปเดตอารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวลงบนโซเซียลอยู่เสมอ
  • บ้าไลก์ อยากให้คนมาสนใจหรือคอมเมนต์
  • อ่อนไหวกับคำคอมเมนต์ แต่ก็ยังยุติการโพสต์หรือแชร์สิ่งต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวเองไม่ได้

โรคเสพติดความรุนแรง

“โรคเสพติดความรุนแรงนี้จะรวมไปถึงเรื่อง ‘Hate Speech’ ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำรุนแรง การใช้คำที่แสดงถึงอารมณ์ร่วมในทางลบ การวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำที่ไม่น่าฟัง ครอบคลุมไปถึง ‘การกลั่นแกล้งในโลกโซเซียล (Cyber Bully)‘ การกระทำการรุนแรงในอินเทอร์เน็ต จากการสำรวจใน 30 กว่าประเทศ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15-30% ของเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวังวนของการถูกกลั่นแกล้งนี้ ทั้งในฐานะของผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ”

พฤติกรรมที่เข้าข่ายของโรค

  • มีอารมณ์ร่วม เกิดอารมณ์คล้อยตาม หรืออาการหัวร้อนเมื่ออ่านข่าว
  • อยากเข้าไปมีส่วนร่วมในการโจมตีผู้อื่น หรือเห็นดีเห็นงามกับพฤติกรรม ‘ทัวร์ลง’
  • ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงและชวนให้เกิดความรู้สึกยั่วโทสะในโลกโซเซียล ทั้งจะด้วยความปราถนาดีหรือไม่ก็ตาม
  • กลั่นแกล้ง ล้อเลียน ข่มเหง ดูถูก ต่อต้านผู้อื่น และไม่รับเพื่อนเข้ากลุ่ม
  • ข่มขู่ คุกคาม เปิดโปงหรือแอบอ้างตัวตน
  • สร้างกลุ่มโจมตี หรือแอนตี้แฟนทั้งหลาย

โรคบ้าตามกระแส

“โรคบ้าตามกระแส หรือ โรคกลัวตกกระแส หรือในภาษาอังกฤษคือ ‘โรคฟอมอ’ (Fear of Missing out: FOMO) โรคนี้สามารถออกอาการได้สองแบบ วัยรุ่นมักเป็นกันเยอะ คือ กลัวตกข่าว กลัวเพื่อนไปไหนกันแล้วไม่ชวน ต้องคอยติดตามเพื่อนตลอดเวลา อีกแบบจะออกอาการกับผู้บริโภค คือจะรู้สึกว่าถ้าไม่มีสินค้าตัวนี้ไว้ครอบครองแล้วจะเชย อย่างที่อเมริกามีงานวิจัยพบว่า การกระตุ้นความรู้สึกฟอมอให้เกิดกับผู้บริโภค นำมาซึ่งส่วนแบ่งทางการตลาดที่ใหญ่โตมาก โดยเฉพาะการใช้กับคนในเจนวายที่มีกำลังซื้อสูง หากจับกระแสถูกก็จะยิ่งบ้าซื้อตาม ซึ่งในที่สุดจะนำมาซึ่ง ‘โรคกระเป๋าฉีก’ เห็นอะไรอยู่ในกระแสเป็นต้องซื้อ ซึ่งน่ากลัวมาก”

พฤติกรรมที่เข้าข่ายของโรค

  • ติดตามข่าวหรือกระแสต่าง ๆ ตลอดเวลา รู้สึกเป็นกังวลหรือร้อนใจเมื่อไม่ได้เสพข่าว
  • รู้สึกร้อนรนเมื่อไม่ได้รู้ข้อมูลที่รวดเร็วทันใจ
  • เสพติดดราม่าต่าง ๆ
  • กลัวคำค่อนขอดจากคนรอบข้างในทำนองว่า อ้าว ไปอยู่ที่ไหนมา ทำไมไม่รู้เรื่อง
  • ติดเพื่อน หรือ ถ้าคนรอบข้างไปไหนไม่ชวน หรือไม่สนใจ จะรู้สึกเศร้า วิตกกังวล จนถึงขั้นร้องห่มร้องไห้
  • รู้สึกอยากมี อยากได้ คนอื่นมี เราต้องมีบ้าง ซื้อของตามคนอื่น
  • ใช้เวลาพิจารณาเลือกซื้อของน้อยลง และซื้อของที่จริง ๆ แล้วไม่ได้จำเป็นต่อการดำรงชีวิตมากขึ้น
  • ติดตามข่าวสารโปรโมชันสินค้าในโลกโซเซียลตลอด มีโปรเป็นต้องซื้อทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้ใช้งาน

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)