‘The Nightmare Before Christmas’ (1993) ผลงานหนังแอนิเมชันแฟนตาซีมิวสิคัลจากเรื่องราวของผู้กำกับสายดาร์ก ทิม เบอร์ตัน (Tim Burton) ที่กำกับโดย เฮนรี เซลิก (Henry Selick) แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในแง่รายได้ แต่ภายหลัง ตัวหนังได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะแอนิเมชัน Stop-Motion สุดเนี้ยบ เพลงมิวสิคัลฟังเพลิน การผสมธีมเรื่องราวของ 2 เทศกาลภายใต้บรรยากาศหลอนแปลกได้อย่างลงตัว จะดูตอนฮาโลวีนก็ได้ จะดูตอนคริสต์มาสก็ดี

นิตยสาร Empire ฉบับล่าสุด ได้ชวนทั้งเบอร์ตัน เซลิก และผู้เขียนบท แครอลีน ธอมป์สัน (Caroline Thompson) มาให้สัมภาษณ์พูดคุยถึงเบื้องหลังการสร้างสรรค์แอนิเมชันในตำนานสุดคลาสสิกเรื่องนี้ ในวาระที่ปี 2023 นี้ เป็นปีที่ ‘The Nightmare Before Christmas’ ครบรอบ 30 ปีของการเข้าฉายพอดี

และแน่นอน หลายคนก็ย่อมสงสัยว่า เบอร์ตัน และเซลิก มีความคิดอยากจะให้ แจ็ก สเกลลิงตัน ราชาฟักทองแห่งเมืองฮาโลวีนได้มีเรื่องราวภาคต่อ (Sequel) ภาคต้น (Prequel) หรือแม้แต่การรีบูตในเวอร์ชันใหม่บ้างไหม แต่ดูเหมือนว่าน่าจะผิดหวัง เพราะเบอร์ตันย้ำชัดเจนว่า อย่ายุ่งกับหนังสุดรักสุดหวงของเขาเรื่องนี้ ที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้เป็นอันขาด

“สำหรับผม หนังเรื่องนี้มันสำคัญมาก ผมเคยทำมาทุกอย่างหมดแล้ว หนังภาคต่อผมก็ทำไปแล้ว หนังรีบูตผมก็เคยทำแล้ว หนังภาคต้นก็ทำไปแล้ว ทำมาแม่-มาหมดทุกอย่างแล้ว ถูกไหม ? แต่ผมไม่อยากจะให้มันเกิดกับหนังเรื่องนี้ มันก็เป็นเรื่องดีอยู่แหละที่มีคนสนใจ (ในหนังภาคใหม่) แต่ผมเองไม่สนใจ”

Tim Burton The Nightmare Before Christmas

ด้วยจริตนักเล่าเรื่องผู้ช่ำชอง เบอร์ตันเปรียบเปรยสถานการณ์นี้เหมือนกับตาลุงที่กำลังออกแรงสุดชีวิตเพื่อปกป้องที่ดินผืนน้อย ๆ เอาไว้จากคนที่ต้องการจะเข้ามาหาประโยชน์ ด้วยสำเนียงแบบลุงแก่ขี้โมโห ราวว่าเบอร์ตันกำลังเล่านิทานให้ฟัง

“ผมรู้สึกเหมือนตาแก่ที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินเป็นที่ดินผืนเล็ก ๆ และไม่ยอมขายที่ให้กับโรงไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ ที่ต้องการยืดที่ดินของผมไป… ‘ออกไปจากที่ของข้าเลยนะ! เจ้าพวกน่ารังเกียจ!…แกไม่มีสิทธิ์มายุ่งกับพื้นที่ของข้า ข้าไม่สนใจสิ่งที่พวกแกจะสร้างบนพื้นที่นั้นหรอก พวกแกบุกรุกเข้ามาในบ้านแบบนี้…ปืนลูกซองของข้าอยู่ไหนวะ!'”

‘The Nightmare Before Christmas’ เล่าเรื่องของราชาฟักทอง แจ็ก สเกลลิงตัน (พากย์โดย คริส ซาแรนดอน (Chris Sarandon) ขับร้องเพลงโดย แดนนี เอลฟ์แมน (Danny Elfman) ผู้นำแห่งเมืองฮาโลวีนทาวน์ ที่เริ่มเบื่อในการจัดงานฉลองวันฮาโลวีนในเมืองแบบเดิม ๆ เขาได้บังเอิญพบกับประตูมิติที่เชื่อมไปยังโลกแห่งเทศกาลอื่น ๆ จนเขาได้พบกับเมืองคริสต์มาสที่มีสีสันแปลกใหม่ เขาจึงวางแผนลักพาตัวซานตาคลอสเพื่อสวมรอย แต่โครงกระดูกอย่างเขาก็ทำให้ชาวเมืองต้องขวัญผวา

โปรเจกต์นี้ แต่เดิมเคยเป็นบทกวีที่เบอร์ตันประพันธ์ขึ้นในช่วงที่เขาทำงานเป็นแอนิเมเตอร์ใน Disney และต้องการหยิบมาทำเป็นหนัง แต่ Disney เองไม่ชื่นชอบในความแปลกและดาร์กจนเกินไป เลยไม่อนุมัติให้สร้าง จนกระทั่งเบอร์ตันได้ออกจากบริษัทและไปกำกับหนัง ‘Beetlejuice’ (1988) และ ‘Batman’ (1989) และ ‘Edward Scissorhands’ (1990) Disney จึงเริ่มเล็งเห็นฝีมือ Disney เลยอนุมัติให้สร้าง แต่โยนไปอยู่ภายใต้ Touchstone Pictures ที่เป็บบริษัทลูกแทน

เบอร์ตันได้เลือกเซลิก แอนิเมเตอร์ที่เป็นเพื่อนร่วมงานของเบอร์ตันมากำกับให้แทน เนื่องจากกำลังติดถ่ายหนัง ‘Batman Returns’ (1992) ด้วยความยากในขั้นตอนการถ่ายทำด้วยเทคนิค Stop-Motion แม้หนังจะมีความยาวทั้งเรื่องเพียง 76 นาที แต่เบื้องหลังการถ่ายทำหนังกลับใช้เวลายาวนานถึง 3 ปี เนื่องจากต้องถ่ายทำด้วยการขยับหุ่นตัวละครให้ได้ 24 ครั้งต่อวินาที ทำให้การถ่ายฟุตเทจ 1 นาที ต้องใช้เวลาในการถ่ายทำราว 1 สัปดาห์

Tim Burton The Nightmare Before Christmas

แม้ตอนฉายจะทำรายได้เพียง 50 ล้านเหรียญ จากทุนสร้าง 24 ล้านเหรียญ แต่หนังเรื่องนี้ก็สร้างกระแสให้แอนิเมชัน Stop-Motion กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง และได้รับชื่นชมในความสนุกที่ดูได้ทั้งครอบครัว และงานสร้างสุดประณีตที่เป็นเอกลักษณ์ จนทำให้เบอร์ตันได้ผลิตแอนิเมชัน ‘Corpse Bride’ (2005) และ ‘Frankenweenie’ (2012) ที่ใช้เทคนิคเดียวกันออกมาในภายหลัง

ก่อนหน้านี้ เซลิก ผู้กำกับแอนิเมชันเรื่องนี้ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาคต่อของ ‘The Nightmare Before Christmas’ เช่นกัน แม้เขาจะเผยว่ายังมีมุมที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการขึ้นมาเป็นราชาฟักทองแห่งฮาโลวีนทาวน์ของ แจ็ก สเกลลิงตัน ที่น่าไปทำเป็น Prequel แต่เขาเองก็เชื่อลึก ๆ ว่า เบอร์ตันยังคงยืนยันคำเดิม

“‘The Nightmare Before Christmas’ เป็นหนังที่สมบูรณ์แบบ ที่ออกมาในช่วงเวลาที่สมบูรณ์แบบครับ ก่อนจะเติบโตกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมคิดว่า ทิมคงถามว่า ‘ทำไมถึงจะต้องไปยุ่งกับเรื่องนั้นด้วยล่ะ’ เขาไม่มีความจำเป็นต้องทำเงินเพิ่มจากภาคต่อ เขามีความสำเร็จอื่น ๆ อีกมากมาย และจนตอนนี้ก็ยังไม่มีใครคิดไอเดียจากภาคต่อได้ และผมก็ยังคิดว่าทิมคงไม่เอาด้วย ไม่มีความคิดอะไรที่จะโน้มน้าวใจเขาได้จริง ๆ “

เบอร์ตันเล่าทิ้งท้ายในบทสัมภาษณ์เดียวกัน เกี่ยวกับความสำคัญของตัวละคร แจ็ก สเกลลิงตัน ที่เขารู้สึกถึงความพิเศษในตัวละครโครงกระดูกผู้หลงใหลในจิตวิญญาณแห่งคริสต์มาสตัวนี้ และอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เบอร์ตันมองว่า บางครั้ง เรื่องราวการผจญภัยดี ๆ แค่ครั้งเดียวในชีวิตก็อาจเพียงพอแล้ว

“(แจ็ก สเกลลิงตัน) ดูเป็นตัวละครที่ถูกมองว่ามืดมน แต่จริง ๆ แล้วมีความสว่าง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมชอบ ไม่ว่าจะทั้ง เอ็ดเวิร์ดมือกรรไกร (Edward Scissorhands) หรือแบทแมน ตัวละครที่มีสิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นตัวแทนความรู้สึกทั้งหมดที่ผมมี ผมถูกมองว่ามีคาแรกเตอร์มืดหม่น เมื่อผมไม่ได้มีความรู้สึกแบบนั้น มันเลยเป็นตัวละครที่ผมรู้สึกมีความเป็นส่วนตัวด้วยมาก ๆ “


ที่มา: Empire, Variety, People

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส