มนุษย์เราในยุคนี้อาจมีอายุขัยที่ยืนยาวขึ้น แต่อายุที่ยืนยาวนั้นกลับไม่ได้มาพร้อมกับการมีสุขภาพที่ดีเสมอไป จากข้อมูลเชิงสถิติพบว่า มนุษย์ทั่วโลกมีอายุขัยเฉลี่ย (Lifespan) อยู่ที่ 71.4 ปี แต่กลับมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี (Healthspan) เพียง 61.9 ปีเท่านั้น ขณะที่คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 75.3 ปี และมีช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดีเพียง 65.8 ปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความจริงที่ยว่า ผู้คนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยและต้องพึ่งพาระบบรักษาพยาบาลในช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต
บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ได้เห็นถึงความต้องการของผู้คนที่จะมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและการเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) จึงได้ประกาศเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ด้วยการเปิดตัวโครงการ “WellEra” (เวล-เอ-ร่า) Wellness Complex ใจกลางกรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “THE DNA OF WORLD WELL-LIVING” ด้วยงบลงทุนกว่า 29,000 ล้านบาท เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพเชิงบูรณาการที่สมบูรณ์แบบ
เทรนด์ Longevity มาแรง ตลาดสุขภาพโตมหาศาล
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดด้านสุขภาพของโลกจึงเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จากการตั้งรับเพื่อรักษาเมื่อเจ็บป่วย (Reactive Healthcare) ไปสู่การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Healthcare) และวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Scientific Wellness) เพื่อให้ผู้คนมีอายุยืนยาวควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน
เทรนด์ “Longevity” หรือการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาวะนี้ ได้กลายเป็นเมกะเทรนด์โลกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ (Global Wellness Economy) ให้มีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปถึง 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2029
สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจสุขภาพกำลังเติบโตอย่างโดดเด่นด้วยมูลค่ากว่า 42.7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท) โดยมีภาคธุรกิจที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดคือ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่โตถึง 36.4% และอสังหาริมทรัพย์เชิงสุขภาพ (Wellness Real Estate) ที่ขยายตัวกว่า 22.9% สอดคล้องกับแนวทางของภาครัฐที่ต้องการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Medical & Wellness Hub) ระดับโลกในอนาคต
BDMS ยกระดับสู่ผู้ร่วมสร้างอนาคต ทุ่ม 29,000 ล้านบาท ปักหมุด ‘WellEra’
แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ BDMS เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษ BDMS ได้รับความไว้วางใจในฐานะองค์กรสุขภาพระดับสากล และในวันนี้เรากำลังก้าวไปอีกขั้นจากบทบาทผู้ให้บริการทางการแพทย์ สู่การร่วมออกแบบและสร้างอนาคตของการใช้ชีวิตเพื่อให้ผู้คนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว
การพัฒนา WellEra ในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างต้นแบบพื้นที่ที่ทำให้สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงเป้าหมาย แต่ตอบโจทย์การเพิ่ม Healthspan หรือช่วงชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีสุขภาพดีให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง พร้อมตอกย้ำศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพระดับนานาชาติ
เจาะลึกความน่าสนใจใน ‘WellEra’ ระบบนิเวศเพื่อชีวิตที่ดีทุกวัน
โครงการ WellEra ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพใจกลางย่านลุมพินี (ถนนสารสิน แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน) มีขนาดพื้นที่โครงการรวมกว่า 2 ล้านตารางฟุต (กว่า 2 แสนตารางเมตร) โดยมีกำหนดเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในปี 2030 ความน่าสนใจของโครงการนี้อยู่ที่วิธีคิดและองค์ประกอบหลัก 4 ส่วนด้วยกัน
- Wellness Residence (ที่อยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ): ที่พักอาศัยระดับหรูหราที่ผสานมาตรฐานการบริการระดับโลก ภายใต้ความร่วมมือกับแบรนด์ Luxury Hospitality ชื่อดังระดับโลกอย่าง Capella เกิดเป็นโครงการ “Capella Residences Bangkok at WellEra” ซึ่งถือเป็นโครงการที่พักอาศัยภายใต้แบรนด์ Capella แห่งแรกในประเทศไทย มีความสูง 45 ชั้น จำนวน 262 ยูนิต
- BDMS Wellness Clinic: คลินิกดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่นำหลักวิทยาศาสตร์และเวชศาสตร์ป้องกันมาช่วยให้ผู้อยู่อาศัยเข้าใจสุขภาพตนเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาวะที่ดีในระยะยาว
- Urban Wellness Retreat: พื้นที่พักผ่อนฟื้นฟูสุขภาพเพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิต ประกอบด้วยอาคารสูง 20 ชั้น จำนวน 168 ห้องพัก
- Lifestyle Retail: พื้นที่ร้านค้าและบริการสำหรับการใช้ชีวิต พบปะสังสรรค์ และร่วมสร้างคอมมูนิตี้ที่มีคุณภาพ
การออกแบบเพื่อสุขภาวะตามมาตรฐานระดับโลกและการดูแลระดับ 24 ชั่วโมง
WellEra นำแนวคิด “BDMS Wellness Clinic 6S+ Strategy: The Science of Living Well” (ประกอบด้วย Sleep, Strong, Soul, Smart, Social และ Span) มาเป็นรากฐานในการออกแบบร่วมกับแนวคิด 6S+ Surrounding เพื่อจัดการสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
โดยโครงการมุ่งมั่นสู่การคว้ามาตรฐานอาคารชั้นนำระดับโลก เช่น LEED Gold (ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม), Fitwel 3-Star (ส่งเสริมสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร) และ WELL Platinum (มาตรฐานระดับสูงสุดด้านสุขภาวะ) ด้วยการควบคุม 5 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- อากาศ (Air): ใช้ระบบบริหารจัดการคุณภาพอากาศทางการแพทย์ มีระบบกรองฝุ่น PM 2.5 สูงถึง 95% ในระดับ MERV-14 ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ใช้ในห้องผู้ป่วยวิกฤติ (ICU) มีส่วนช่วยในการฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อโรคได้
- น้ำ (Water): ระบบน้ำสำหรับอุปโภคผ่านการกรองด้วย Carbon Filtration และ UV เพื่อลดสิ่งปนเปื้อน ขณะที่น้ำดื่มมีระบบกรองพิเศษเพิ่มเติมเพื่อดักจับไมโครพลาสติกและสิ่งเจือปนขนาดเล็ก
- แสง (Light): นำแนวคิด Circadian-Friendly Light Design สอดคล้องกับนาฬิกาชีวภาพและการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย พร้อมระบบ Daylight Balance Without Fatigue ที่ควบคุมค่าดัชนีความแยงตา (UGR) อยู่ที่ 16 หรือต่ำกว่า
- เสียง (Sound): ติดตั้ง High Performance Wall มาตรฐาน STC-60 ตามหลัก Acoustic Engineering ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้สูงสุดถึง 60 เดซิเบล ส่งเสริมการหลับลึกและการพักผ่อนที่มีคุณภาพ
- อุณหภูมิและความชื้น (Thermal): ออกแบบระบบควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในช่วงสบายตัวที่ 50 – 65% RH ตามมาตรฐาน ASHRAE เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่สบายต่อการอยู่อาศัยและลดปัจจัยเสี่ยงจากเชื้อราและไวรัส
นอกจากนี้ ยังขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “Healthcare Humanware Supported by BDMS” ที่มีทีมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์พร้อมให้การดูแลตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับระบบรองรับเหตุฉุกเฉินด้วยรถพยาบาลและบริการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางอากาศ (Emergency Helicopter & Ambulance) เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุด
สถาปัตยกรรมระดับโลกและการเชื่อมต่อธรรมชาติ
ตัวโครงการได้รับการร่วมพัฒนาการออกแบบกับ KPF (Kohn Pedersen Fox) บริษัทสถาปนิกชั้นนำระดับโลกจากนิวยอร์ก โดยสะท้อนเอกลักษณ์ผ่านแนวคิด “Smile Building” และ “Smile Curve of Daily Life” ที่เน้นความรู้สึกปลอดภัย สบายใจ และสร้างสมดุลในทุกวัน ผสานการออกแบบที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับธรรมชาติ (Biophilic Design) ด้วยพื้นที่สีเขียว และมีสะพานเชื่อมต่อตรงสู่ สวนลุมพินี เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถขยายประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีสู่พื้นที่สาธารณะของเมืองได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยการเลือกใช้วัสดุที่ยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Concrete) และวัสดุที่มีการปล่อยสารระเหยต่ำ (Low VOC และ Non-VOC)
WellEra จึงไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นเพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับแลนด์มาร์กแห่งใหม่ แต่คือระบบนิเวศแห่งชีวิตที่จะมาปฏิวัติมาตรฐานคุณภาพชีวิต และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการเป็นเมืองสุขภาพ (Wellness City) และประเทศสุขภาพดี (Wellness Country) บนเวทีโลกอย่างแท้จริง













