คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ยังคงเป็นผู้กำกับที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของฮอลลีวูดในยุคนี้ จากการทำหนังของเขาที่เรียกว่าประสบความสำเร็จและรายได้มาโดยตลอด และยิ่งผ่านไปทุกเรื่อง วิสัยทัศน์ในการสร้างหนังฟอร์มยักษ์ให้เป็นที่สนใจและประทับใจผู้ชมก็ยังคงเป็นทิศทางที่เขาเชื่อมั่นมาโดยตลอด และจากความสำเร็จของ ‘Oppenheimer’ (2023) หนังชีวประวัติเรื่องแรกของเขาที่สามารถทำรายได้ถึง 958 ล้านเหรียญ กลายเป็นหนังเรต R ที่ทำรายได้เป็นอันดับ 2 และเป็นหนังดราม่าชีวประวัติที่ทำรายได้สูงสุดตลอดกาล และยังกลายมาเป็นตัวเก็งอันดับ 1 บนเวทีออสการ์ปีนี้ด้วยการเข้าชิงทั้งหมด 13 สาขา

ปรากฏการณ์ของ ‘Oppenheimer’ จึงเป็นตัวบ่งบอกว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาแบบบังเอิญหรือโชคช่วย แต่ยังบ่งบอกได้ถึงภาพรวมของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่น่าสนใจ โนแลนได้ยืนยันเรื่องนี้ในการให้สัมภาษณ์กับพอดแคสต์ ‘Countdown to the BAFTAs’ เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ความสำเร็จของหนังดราม่าฟิสิกส์เรต R ยาว 3 ชั่วโมง ที่เป็นตัวแสดงให้เห็นภาพของภูมิทัศน์ของยุคสมัยหลังหนังแฟรนไชส์ (Post-Franchise) ซึ่งเป็นยุคที่หนังที่มีความแตกต่างและแปลกใหม่สำหรับผู้ชม กำลังเข้ามาแทนที่หนังแฟรนไชส์ที่ครองตลาดไว้ได้ในช่วงทศวรรษก่อนหน้า

Christopher Nolan 'Oppenheimer'

“ตอนนี้ทุกคนมีแนวโน้มที่จะพูดถึงธุรกิจโรงภาพยนตร์ในทางลบกันทั้งนั้น จริง ๆ ตลอดเวลาที่ผมทำงานในวงการภาพยนตร์ ผมคิดว่ามันมีการสร้างวัฒนธรรมที่คอยทำนายการล่มสลายของ โรงภาพยนตร์อยู่เสมอ และอย่างที่คุณรู้ว่าตอนนี้ผมก็กำลังถูกถามแบบนั้นว่า ‘ผมคิดว่าตอนนี้ธุรกิจภาพยนตร์เป็นยังไงบ้าง ? ‘ ซึ่งผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน เราเพิ่งจะเปิดตัวหนังเรต R ยาว 3 ชั่วโมง เล่าเกี่ยวกับฟิสิกส์ควอนตัม และทำเงินได้พันล้านเหรียญ เป็นไปได้เหรอ ? มุมมองสำหรับผมก็คือผู้ชมที่นั่งอยู่บนที่นั่ง และตื่นเต้นที่จะได้เห็นอะไรใหม่ ๆ “

“ความสำเร็จของ ‘Oppenheimer’ มันเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงภาพรวมของภาพยนตร์หลังหนังแฟรนไชส์ และหลังยุคสมัยหนังที่สร้างจากลิขสิทธิ์ มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก มันเป็นการกระตุ้นเตือนให้สตูดิโอต่าง ๆ รู้ว่า ผู้ชมอยากเห็นสิ่งที่ไม่เคยมีหรือแนวทางที่นำไปสู่สิ่งที่ผู้คนไม่เคยเห็นมาก่อน”

แม้ว่าโนแลนจะพูดถึงปัญหาที่หนังแฟรนไชส์ และบรรดาหนังที่สร้างจากลิขสิทธิ์กำลังพบเจออย่างตรงไปตรงมา แต่เขาเองก็ไม่ได้ต่อต้านหนังแฟรนไชส์ เพราะอย่างที่ทราบกันว่า เขาเคยทำให้หนังซูเปอร์ฮีโรไปถึงจุดสูงสุดด้วยไตรภาค ‘The Dark Knight’ ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์มาแล้ว และเขาเองก็เคยเปิดเผยกับ AP ก่อนหน้านี้ว่า อย่างไรก็ตาม หนังแฟรนไชส์ก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี ในขณะที่ภูมิทัศน์ของภาพยนตร์ก็ต้องมีพื้นที่ให้กับหนังออริจินัลไอเดียใหม่ ๆ เพื่อให้ภาพยนตร์เกิดระบบนิเวศที่สมดุล

“ในฮอลลีวูดมีความสมดุลอยู่เสมอครับ ระหว่างผลงานที่มีชื่อเสียง การันตีได้ว่าจะสามารถดึงคนเข้าโรง มอบความบันเทิงในแบบที่คนดูต้องการได้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐศาสตร์ของฮอลลีวูด มาโดยตลอด แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังต้องให้ความเคารพต่อความปรารถนาของผู้ชมในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอด้วย สิ่งนั้นยังคงเป็นหนึ่งในความตื่นเต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนที่ไปดูหนัง นั่นก็คือการได้ดูตัวอย่างหนังที่คุณไม่เคยเห็น หรือแนวหนังที่คุณไม่เคยดูมาก่อน ระบบนิเวศที่ดีในฮอลลีวูดจึง เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลระหว่าง 2 แนวทาง และมันก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด”

Christopher Nolan 'Oppenheimer'

แม้ว่า ‘Oppenheimer’ จะถึอเป็นหนังฟอร์มยักษ์ของโนแลนที่ใช้ทุนสร้างน้อยที่สุด ตกอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านเหรียญ และใช้ระยะเวลาในการถ่ายทำเพียง 60 วัน (แต่ก็ยังถือว่าสูงมากสำหรับหนังดราม่าชีวประวัติ) ในขณะที่หนังจารกรรมฟอร์มยักษ์เรื่องก่อนหน้าของเขาอย่าง ‘Tenet’ (2020) ที่ใช้ทุนสูงถึง 200 ล้านเหรียญ แถมหนังแต่ละเรื่องก็มักจะถ่ายทำด้วยเทคนิคสุดอลังการทั้งสิ้น จนคิดไม่ออกแล้วว่าจะมีโอกาสที่โนแลนจะกลับไปทำหนังฟอร์มเล็กบ้างไหม

ในบทสัมภาษณ์ล่าสุดกับนิตยสาร Time โนแลนเปิดเผยว่า เขาเองยังคงยืนยันจะกำกับหนังฟอร์มยักษ์ต่อไป เพราะเขาเองคงไม่สามารถถอยกลับไปกำกับหนังฟอร์มเล็ก ๆ ได้อีกแล้ว

“ผมถูกดึงดูดให้ทำงานในประมาณมาก เพราะผมรู้ว่า โอกาสในการรวบรวมทรัพยากรเหล่านั้นมันช่างเปราะบางขนาดไหน ผมรู้ครับว่ามีผู้สร้างภาพยนตร์มากมายในโลก ที่ยอมทุ่มเทเพื่อจะได้ทรัพยากรอย่างที่ผมรวบรวมไว้ได้ และผมก็รู้สึกว่าตัวผมเองมีความรับผิดชอบ ที่จะใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพและออกมาน่าสนใจที่สุด”


ที่มา: Time, Variety, Variety(2)