Christopher Nolan The Dark Knight

Christopher Nolan มองอีกมุม ยังต้องมีหนังแฟรนไชส์ควบคู่หนังออริจินัล วงการฮอลลีวูดถึงจะสมดุล

แม้หนังฮีโรของ 2 ค่ายใหญ่ทั้ง Marvel และ DC ในช่วงหลังที่ผ่านมาจะเข้าสู่ยุคอิ่มตัวและถือเป็นขาลงอย่างแท้จริง แต่ข้อถกเถียงของวงการฮอลลีวูดยุคนี้ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดก็คือ การมีอยู่และบทบาทของหนังแฟรนไชส์ ที่ครอบคลุมทั้งบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโร และหนังที่ดัดแปลงมาจากคาแรกเตอร์ลิขสิทธิ์ ที่กลายมาเป็นทิศทางที่หลาย ๆ สตูดิโอเลือกจะสานต่อความสำเร็จที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

จนกลายเป็นข้อถกเถียงและตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดความหลากหลายของหนังที่ฉายอยู่ในโปรแกรม โดยเฉพาะหนังออริจินัล ที่หลายครั้งโดนกระแสของหนังแฟรนไชส์ต่าง ๆ แย่งซีนไปจนไม่สามารถทำรายได้ได้เท่าที่ควรจะเป็น จนกลายมาเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ของผู้กำกับหลาย ๆ คนที่ออกมาโจมตีหนังแฟรนไชส์ (โดยเฉพาะหนังซูเปอร์ฮีโร) ว่าเป็นตัวทำลายระบบนิเวศของฮอลลีวูด และวัฒนธรรมภาพยนตร์ที่ควรจะเป็น

แต่ก็ยังมีผู้กำกับอีกหนึ่งคนที่มองปรากฏการณ์นี้ในมุมมองที่ต่างออกไป นั่นก็คือ คริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) ผู้กำกับระดับท็อปของยุคนี้ ที่เคยนำพาแบทแมนไปสู่จุดสูงสุดของหนังซูเปอร์ฮีโร ด้วยไตรภาค ‘The Dark Knight’ มาแล้ว ที่ได้เปิดเผยมุมมองของเขาต่อเรื่องนี้ในบทสัมภาษณ์ของสำนักข่าว AP

โนแลนกล่าวว่า ตัวเขาเองยังคงเชื่อมั่นว่า การมีอยู่ของบรรดาหนังบล็อกบัสเตอร์ ทั้งหนังซูเปอร์ฮีโร และหนังแฟรนไชส์ต่าง ๆ ก็ยังคงจำเป็น ในฐานะตัวทำรายได้หลักให้เกิดการหมุนเวียนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ในขณะที่วงการก็ยังจำเป็นต้องมีหนังออริจินัลอยู่ เพื่อเพิ่มทางเลือกที่สดใหม่ให้กับผู้ชมด้วย และการมีอยู่ของหนังทั้ง 2 แบบล้วนเกื้อกูลให้เกิดความสมดุลต่อระบบนิเวศของวงการภาพยนตร์มาโดยตลอด

Christopher Nolan The Dark Knight

“ในฮอลลีวูดมีความสมดุลอยู่เสมอครับ ระหว่างผลงานที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว ที่การันตีได้ว่าจะสามารถดึงคนเข้าโรงหนังได้ มอบความบันเทิงในแบบที่คนดูต้องการได้ ซึ่งมันเป็นส่วนสำคัญในเศรษฐศาสตร์ของฮอลลีวูด (ธุรกิจภาพยนตร์ฮอลลีวูด) มาโดยตลอด และมันก็ช่วยเป็นตัวทำเงินให้กับหนังประเภทอื่น ๆ อีกมากมายที่สตูดิโอผลิตและจัดจำหน่ายด้วย”

“แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ยังต้องให้ความเคารพต่อความปรารถนาของผู้ชมในสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอด้วย สิ่งนั้นยังคงเป็นหนึ่งในความตื่นเต้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตอนที่ไปดูหนัง นั่นก็คือการได้ดูตัวอย่างหนังที่คุณไม่เคยเห็น หรือแนวหนังที่คุณไม่เคยดูมาก่อน ระบบนิเวศที่ดีในฮอลลีวูด เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลระหว่าง 2 แนวทาง และมันก็เป็นแบบนี้มาโดยตลอด”

ข้อถกเถียงถึงการมีอยู่ของบรรดาหนังแฟรนไชส์ และหนังซูเปอร์ฮีโรนั้นมีมาโดยตลอด และปฏิเสธไม่ได้ว่า บทสัมภาษณ์ของ มาร์ติน สกอร์เซซี (Matin Scorsese) ผู้กำกับชั้นครู ที่ได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Empire เมื่อปี 2019 ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า ‘หนังซูเปอร์ฮีโรนั้นก็ไม่ต่างอะไรจากสวนสนุก’ นั้นเป็นเชื้อไฟที่จุดกระแสถกเถียงในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

สกอร์เซซียังคงยืนยันถึงประโยคเดิม เพราะเขาได้ให้สัมภาษณ์ในภายหลังว่า สิ่งที่คนทำหนังจะต้องยืนหยัดก็คือ ต้องพยายามสู้กลับให้แข็งแรงยิ่งกว่า เพื่อไม่ให้บรรดาหนังแฟรนไชส์ที่ดัดแปลงจากหนังสือคอมิก ส่งผลอันตรายต่ออุตสาหกรรม และวัฒนธรรมการดูหนังของผู้ชม ในขณะที่ผู้กำกับรุ่นใหญ่ ๆ ทั้ง เจมส์ คาเมรอน (James Cameron), ริดลีย์ สก็อตต์ (Ridley Scott) หรือล่าสุด จอห์น วู (John Woo) ผู้กำกับสายแอ็กชัน ก็เคยออกโรงรุมวิพากษ์วิจารณ์หนังซูเปอร์ฮีโรด้วยเช่นกัน

Christopher Nolan inception

สกอร์เซซีเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร GQ อีกครั้งเพื่อย้ำจุดยืนเดิมว่า “คุณจะต้องมีผู้กำกับแบบพี่น้องแซฟดี (Safdie Brothers – ผู้กำกับ ‘Uncut Gems’ (2019)) แบบ คริส โนแลน และเราต้องโจมตีมาจากฐานราก โจมตีจากทุกทิศทาง และอย่ายอมแพ้ ออกไปและทำมันซะ ไปสร้างผลงานใหม่ ๆ เพราะเราต้องร่วมกันกอบกู้วงการภาพยนตร์”

โนแลนถือเป็นผู้กำกับที่ไปสุดมาแล้วทั้ง 2 แนวทาง เพราะหนังออริจินัลที่เขาเขียนบทขึ้นเองก็นับว่าประสบความสำเร็จแทบทุกเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ‘The Prestige’ (2006), ‘Inception’ (2010), ‘Interstellar’ (2014), ‘Dunkirk’ (2017), ‘Tenet’ (2020) และหนังเรื่องล่าสุดของเขาอย่าง ‘Oppenheimer’ ที่ทำรายได้สูงถึง 950 ล้านเหรียญ เกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์เอาไว้

ในขณะที่โนแลนเองก็เคยนำพาแบทแมน สู่การเป็นหนังแฟรนไชส์ซูเปอร์ฮีโรที่ประสบความสำเร็จสูงสุดมาแล้วในไตรภาค ‘The Dark Knight’ ตั้งแต่ ‘Batman Begins’ (2005), ‘The Dark Knight’ (2008) และ ‘The Dark Knight Rises’ (2012) ที่ทำรายได้อย่างงดงาม และได้รับคำวิจารณ์อย่างที่ยากจะหาใครเทียบ ซึ่งแม้จะประสบความสำเร็จขนาดนี้ แต่โนแลนเองก็ยืนยันชัดเจนว่าจะไม่กลับไปกำกับหนังซูเปอร์ฮีโรอีกแล้วอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ โนแลนก็มักจะเป็นผู้กำกับที่มีข่าวลือว่าจะได้ไปกำกับหนังแฟรนไชส์ต่าง ๆ มากมาย ทั้งแฟรนไชส์หนังสายลับ ‘James Bond’ หรือแม้แต่แฟรนไชส์หนังสงครามอวกาศ ‘Star Wars’ ซึ่งช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา มีข่าวลือที่หนาหูที่ออกมาทางสื่อว่า เขากำลังจะได้กำกับหนังแฟรนไชส์ ‘James Bond’ ภาคใหม่ ลือถึงขั้นว่าจะดึงนักแสดงอย่าง เฮนรี คาวิลล์ (Henry Cavill) มารับบทเป็นสายลับรหัส 007 คนใหม่

แต่ล่าสุด โนแลนก็ออกมาปฏิเสธชัดเจนว่า เขาไม่ได้มีส่วนร่วมในแฟรนไชส์นี้แต่อย่างใด และหนังเจมส์ บอนด์ ภาคที่ 26 ก็จะไม่ใช่โปรเจกต์หนังเรื่องต่อไปของเขาอีกด้วยเช่นกัน


ที่มา: AP, IndieWire

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส