Breaking the Fourth Wall
UR4TH

‘Breaking the Fourth Wall’ คืออะไร ? กำแพงที่ 4 มันผิดอะไรถึงต้องไปทลายมัน

บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนจากซีรีส์ ‘She-Hulk: Attorney at Law’ EP. 9 ตอน ‘Whose Show Is This?’ (นี่มันซีรีส์ใครกันแน่เนี่ย) รวมทั้งเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนและบทสรุปของภาพยนตร์หลายเรื่อง


กลายเป็นกระแสที่ถกเถียงกันแทบจะทันทีสำหรับตอนจบของซีรีส์ ‘She-Hulk: Attorney at Law’ EP. 9 ในชื่อตอน ‘Whose Show Is This?’ (นี่มันซีรีส์ใครกันแน่เนี่ย) ที่ปิดจบซีซันด้วยเรื่องราวที่เรียกได้ว่าทำเอาคนดูแทบจะคาดไม่ถึง ด้วยการนำเสนอผ่านลูกเล่น ‘Breaking the Fourth Wall’ หรือการทลายกำแพงที่สี่ระหว่างตัวละครกับคนดู ที่แม้ว่าในอีพีก่อน ๆ จะมีการใช้ลูกเล่นนี้ ผ่านตัวละครหลัก เจนนิเฟอร์ วอลเทอร์ส (Jennifer Walters) แบบเป็นมุกกรุบกริบเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การหันหน้าเข้ากล้องเพื่อเมาท์มอยกับคนดู

Breaking the Fourth Wall

แต่สิ่งที่เป็นข้อถกเถียงที่สร้างความฮือฮาและเสียงแตกในบรรดาแฟน ๆ ก็คือ แม้หลายคนจะพอทราบว่า การ ‘Breaking the Fourth Wall’ นั้นเป็นหนึ่งในความสามารถของซูเปอร์ฮีโร ‘She-Hulk’ ในคอมิกของ Marvel มาตั้งแต่ไหนแต่ไร แต่ด้วยการนำเสนอพลังวิเศษนี้ในรูปแบบซีรีส์ ด้วยวิธีการที่สุดเหวี่ยงที่สุดกว่าทุก ๆ ตอน

ตั้งแต่การพูดคุยนินทาเมาท์มอยเรื่องราวในซีรีส์กับคนดูราวกับว่าเป็นเหมือนเพื่อนสนิท การถือวิสาสะเปลี่ยนเรื่องราวตอนจบแบบตามใจตัวเอง ผ่านลูกเล่นต่าง ๆ ทั้งการทะลุมิติบนหน้าเมนู UI บนสตรีมมิง Disney+ การเดินเข้าไปในออฟฟิศของ Marvel Studios เพื่อเรียกร้องให้เปลี่ยนตอนจบใหม่ รวมทั้งการเผชิญหน้ากับ K.E.V.I.N. หุ่นยนต์ปัญญาประดิษฐ์ผู้มีส่วนรับผิดชอบการตัดสินใจเนื้อเรื่องของ MCU (Marvel Cinematic Universe) ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหน้าเหมือนใคร

Breaking the Fourth Wall
Knowledge Enhanced Visual Interconnectivity Nexus (K.E.V.I.N.)

แม้กิมมิกและลีลาการ ‘Breaking the Fourth Wall’ จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะถือเป็นกิมมิกที่ถูกใช้ในภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชันหลายเรื่อง หรือแม้แต่ในเกมและการ์ตูนคอมิกมาอย่างยาวนาน ส่วน She-Hulk เองก็ไม่ใช่ฮีโร Marvel ตัวแรกที่มีพลังวิเศษนี้ เพราะนอกจากนี้ก็มี ‘Deadpool’ ที่เคยใช้กิมมิกนี้มาก่อน แต่ She-Hulk ก็ยังได้เครดิตตรงที่เป็นฮีโรคนแรกสุดใน MCU ที่ใช้พลัง Breaking the Fourth Wall ได้

แต่อย่างไรก็ตาม จากเรื่องราวของซีรีส์ ‘She-Hulk’ ที่นำกิมมิกนี้มาใช้ในการเล่าเรื่องจนเกิดข้อถกเถียงจนเสียงแตกว่ามันเป็นวิธีการที่เหมาะควรกับการเล่าเรื่องแล้วหรือไม่ บางคนก็ชอบเพราะความแปลกใหม่ จิกกัดประชดตัวเอง (และแอบแหย่แฟน MCU พอคัน ๆ) ได้อย่างสนุกสนานกวนเบื้องล่างดี แต่ในขณะที่หลาย ๆ คนก็อาจไม่เข้าใจกับกิมมิกนี้ จนพาลงงใจเหวอกินไปกับความอิหยังวะของมันว่าเล่าเรื่องแบบนี้ก็ได้เหรอ แต่ไม่ว่าจะชอบหรือชังตอนสุดท้ายแค่ไหน บทความนี้ขอพาไปรู้จักกับการทลายกำแพงที่ 4 นี้กันว่ามันคืออะไร มีที่มาอย่างไร และกำแพงที่สี่มันผิดอะไรทำไมเราต้องไปทำลายมันด้วยล่ะ


I. ประวัติศาสตร์แห่งการทลายกำแพงที่ 4

Breaking the Fourth Wall

การ ‘Breaking the Fourth Wall’ หรือการทลายกำแพงที่ 4 นั้นไม่ใช่เพิ่งจะมาปรากฏในภาพยนตร์เท่านั้น เพราะจุดเริ่มต้นของมันสามารถสืบย้อนประวัติศาสตร์และต้นกำเนิดไปได้ตั้งแต่ยุคละครเวที รวมถึงการออกแบบฉากและโรงละคร (Theatre) ด้วย

Breaking the Fourth Wall
เดอนี ดีเดอโร (Denis Diderot)

เดอนีส ดีเดอโร (Denis Diderot) นักปรัชญาและนักวิจารณ์ศิลปะชาวฝรั่งเศส คือคนแรกที่ใช้คำว่าในการอธิบายทฤษฎีนี้ว่า การ “ทลายกำแพงที่สี่” หมายถึงการจินตนาการพื้นที่ของละครเวทีว่าเปรียบเสมือน “ห้อง” ที่มีกำแพงล้อมรอบ 3 ด้าน และมีด้านหนึ่งเป็น “กำแพงล่องหน” ที่คนดูสามารถมองทะลุเข้าไปยังโลกที่มีตัวละครกำลังดำเนินเรื่องราวอยู่ ส่วนตัวละครก็ดำเนินเรื่องไปในโลกของตัวเองประหนึ่งว่าไม่มีใครเฝ้ามอง

Breaking the Fourth Wall
กำแพงที่สี่ที่เปรียบเสมือนกำแพงกระจก หรือกำแพงล่องหน
ที่กั้นคนดูกับนักแสดงออกจากกัน

โดยปกติแล้ว ฉากละครเวทีในโรงละครที่เรามักเห็นกันเป็นส่วนใหญ่จะเรียกว่า บ็อกซ์เซต (Box Set) โดยฉากแบบบ็อกซ์เซตนั้นจะเป็นฉากละครเวทีที่ถูกประกอบสร้างขึ้นในลักษณะกล่องที่มีกำแพง 3 ด้าน (ซ้าย-ขวา-หลัง) บ็อกซ์เซตจะมีจุดเด่นคือ ถูกออกแบบมาอย่างมีมิติ และมีองค์ประกอบที่สมจริงกว่าฉากแบน ๆ เช่น มีบานประตูและหน้าต่างที่เปิดปิดได้ ซึ่งเป็นอิทธิพลจากการที่ละครเวทีหันมาเน้นความสมจริง ธรรมดาสามัญมากขึ้นในปลายศตวรรษที่ 18

Breaking the Fourth Wall
ฉากละครเวทีแบบบ็อกซ์เซ็ต (Box Set)

สิ่งที่ทำให้เกิดกำแพงที่ 4 อีกอย่างก็คือองค์ประกอบของพื้นที่โรงละคร เช่น บริเวณกรอบโค้ง (Arch) บริเวณส่วนหน้าของเวทีที่เรียกว่า พรอซีเนียม (Proscenium) และพื้นที่โค้งบริเวณหน้าม่านจนสุดขอบเวทีที่เรียกว่า แอพรอน (Apron) (ส่วนตัวเวที (Stage) จริง ๆ ที่ใช้ทำการแสดงจะอยู่บริเวณหลัง Proscenium) เข้าไปภายใน) ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดกำแพงล่องหน หรือ ‘กำแพงที่สี่’ เป็นเหมือนกำแพงกระจกที่แบ่งแยกโลกแห่งละครบนเวที (ของนักแสดง) และโลกแห่งความเป็นจริง (ของผู้ชม) ออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

Breaking the Fourth Wall
แผนผังโรงละครเวทีที่แบ่งแยกพื้นที่ส่วนของการแสดง (Stage) กับพื้นที่ของผู้ชม (Auditorium)
ออกจากกันด้วยกรอบโค้งด้านหน้าเวที หรือ Proscenium
และพื้นที่รูปโค้งด้านหน้าเวที (บริเวณหน้าม่าน) ที่เรียกว่า Apron

จนกระทั่งเมื่อวิวัฒนาการของละครเวทีเริ่มมีมากขึ้น ทำให้เริ่มมีการคิดค้นละครเวที่ที่แปลกใหม่ ด้วยการให้นักแสดงสามารถทะลุกำแพงออกไปสื่อสาร พูดคุย มีปฏิสัมพันธ์กับคนดูได้ราวกับว่าคนดูคือส่วนหนึ่งของโลกละคร และตัวละครคือตัวตนที่มีอยู่ในโลกความเป็นจริง ซึ่งถือว่าเป็นการทลายขนบของละครเวทีและการแสดงบนเวทีในอดีต รวมทั้งยังทลายขอบเขตจินตนาการและความเป็นจริงระหว่างวรรณกรรมกับผู้เสพวรรณกรรมด้วย ก่อนที่ต่อมาจะถูกนำมาปรับใช้ในการแสดงและสื่อหลายรูปแบบ รวมทั้งงานศิลปะแนว Performance Art ที่เรามักจะเห็นนักแสดงไปร่วมแสดงในระนาบเดียวกันกับผู้ชมโดยที่ไม่มีเวทีคั่นกลาง หรือการดึงผู้ชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปะนั้น ๆ เป็นต้น


II. การทลายกำแพงที่สี่ในภาพยนตร์ (และสื่ออื่น ๆ )

การทลายกำแพงที่ 4 ที่ปรากฏขึ้นครั้งแรก ๆ ในภาพยนตร์หนังเงียบแนวคาวบอยอเมริกันเรื่อง ‘The Great Train Robbery’ ที่ออกฉายในปี 1903 หรือเมื่อ 119 ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นหนังเงียบความยาว 12 นาทีที่เล่าเรื่องของแก๊งคาวบอยที่ออกปล้นขบวนรถจักรไอน้ำ ซึ่งความโดดเด่นของหนังเรื่องนี้ก็คือซีนสุดท้ายที่แยกออกมาจากตัวหนัง ที่ปรากฏตัวละครคาวบอยยิงปืนใส่กล้องหนึ่งนัดราวกับว่ากำลังยิงคนดูอย่างโหดเหี้ยม ซึ่งแม้ว่าจะเป็นการทลายกำแพงที่ 4 อย่างไม่เป็นทางการนัก แต่ก็ถือว่ายังพอจะจัดให้เป็นการทลายกำแพงที่ 4 ได้

ต่อมาในปี 1918 หนังเรื่อง ‘Men Who Have Made Love to Me’ หนังเงียบแนวชีวประวัติของ แมรี แมคเลน (Mary MacLane) นักเขียนแนวสตรีนิยมชาวอเมริกันที่อ้างอิงมาจากหนังสือที่เธอเขียนเอง ก็มีปรากฏการใช้กิมมิกทลายกำแพงที่ 4 โดยแมรีที่แสดงเป็นตัวเธอเองนั้นได้หันมาพูดกับผู้ชมผ่านกล้องในขณะสูบบุหรี่

และในปี 1936 หนังเรื่อง ‘Reefer Madness’ หนังโฆษณาชวนเชื่อของอเมริกันที่ว่าด้วยเรื่องของเด็กนักเรียนวัยมัธยมที่ถูกล่อลวงไปเสพกัญชา ก่อนจะเข้าไปไปพัวพันกับอุบัติเหตุและอาชญากรรม ก็มีการใช้กิมมิกทลายกำแพงที่ 4 ด้วยการให้ตัวละครสื่อสารกับผู้ชมให้ตระหนักถึงพิษภัยของยาเสพติด โดยเฉพาะกัญชาในตอนท้ายเรื่อง ด้วยน้ำเสียงสีหน้าท่าทางอันขึงขังจริงจัง และมีการขึ้นตัวหนังสือ หรือ Superimpose ตัวใหญ่ ๆ เต็มจอว่า ‘Tell Your Children’ เพื่อให้ผู้ชม ‘จงบอกต่อ’ พิษภัยของกัญชาแก่ลูกหลาน จนทำให้ตัวหนังกลายเป็นที่รู้จักในฐานะหนังคัลต์คลาสสิกในชื่อ ‘Tell Your Children’ ไปแทน

Breaking the Fourth Wall
‘Tell Your Children’

แต่ถ้าในแง่ของการใช้การทลายกำแพงที่ 4 ในฮอลลีวูดเพื่อความบันเทิงที่ถูกนำมาใช้เป็นกิมมิกอย่างจริงจังก็น่าจะยกให้กับหนังเรื่อง ‘Annie Hall’ หนังแนวโรแมนติกคอมีดี้เสียดสี ผลงานการแสดงและกำกับของ วูดดี อัลเลน (Woody Allen) ที่ออกฉายในปี 1977 ซึ่งตัวหนังจะเล่าถึงความสัมพันธ์อันขรุขระของคู่รักในเรื่องด้วยการให้ตัวละคร อัลวี ซิงเกอร์ (Alvy Singer) ที่แสดงโดยอัลเลน หันหน้าเล่าเรื่องของตัวละครกับคนดูเป็นระยะตลอดเรื่อง ตัวหนังการันตีความยอดเยี่ยมด้วยการเข้าชิงรางวัล Oscar 5 รางวัล และกวาดไปได้ 4 รางวัล

อีกตำนานของการทลายกำแพงที่ 4 ในโลกภาพยนตร์ก็คือหนังตลกวัยรุ่นเรื่อง ‘Ferris Bueller’s Day Off’ ที่ฉายในปี 1986 ซึ่งเราจะได้เห็น เฟอร์ริส บิวเลอร์ (Ferris Bueller) วัยรุ่นมาดกวนออกมาสื่อสารกับผู้ชมเหมือนเป็นเพื่อนสนิท เรียกว่าเป็นตำนานจนกระทั่งหนังซูเปอร์ฮีโรอย่าง ‘Deadpool’ (2016) ก็ยังเอาฉากจากหนังเรื่องนี้ไปสวมเข้ากับกิมมิกทลายกำแพงที่ 4 ในฉากท้ายเครดิตด้วยการเซตฉาก คำพูด มุมกล้องให้คล้ายกับหนังต้นฉบับ แถมเดดพูลก็ยังใส่ชุดนอนที่มีความคล้ายคลึงกับหนังต้นฉบับอีกต่างหาก เรียกได้ว่าทั้งล้อเลียนทั้งคารวะในคราวเดียวกัน

หรือถ้าข้ามฝั่งไปยังวงการคอมิก ก็พบการทลายกำแพงที่ 4 อยู่เยอะไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะคอมิกของค่ายใหญ่และเล็กต่างก็เคยใช้กิมมิกนี้กัมมาแล้วทั้งนั้น ทางฝั่ง Marvel ก็อย่างที่ทราบกันว่า ทั้ง ‘Deadpool’ และ ‘She-Hulk’ นั้นมีพลังพิเศษในการทลายกำแพงที่ 4 เพื่อสื่อสารกับคนดู และแอบไปสื่อสารกับคนเขียนและคนวาดการ์ตูน (พร้อมกับจิกแซะตัวเองไปด้วย)

Breaking the Fourth Wall
“เฮ้! คุณที่ซื้อหนังสือเล่มนี้น่ะ ช่วยผมเรียกแท็กซี่หน่อยได้ป่ะ ? “
Breaking the Fourth Wall
She-Hulk: ด็อกเตอร์บ็อง! นี่ล้อกันเล่นมั้ยเนี่ย ? ทีแฟนทาสติกโฟร์กับสไปเดอร์-แมนยังได้เจอ
ด็อกเตอร์ดูมในฉบับที่ห้า แล้วนี่ชั้นได้ตัวตลกอะไรมายะเนี่ย ?
Doctor Bong : ตัวตลกงั้นเรอะ?
Breaking the Fourth Wall
พลังพิเศษของ She-Hulk ที่สามารถเดินทะลุข้ามหน้าโฆษณาได้อย่างหน้าตาเฉย
Breaking the Fourth Wall
Electro : “สไปเดอร์-แมน!”
Spider-Man : “ดีใจนะที่คุณไม่ลืมใส่ยัติภังค์! คนส่วนใหญ่ชอบเอามันออกประจำเลย!”

หรือที่คุ้น ๆ กันก็อย่างเช่น ‘Spider-Man’ ที่มักจะมีช็อตที่หันมาแอบเมาท์นอกเรื่องนอกราวกับคนอ่านอยู่บ่อย ๆ หรือแม้แต่วายร้ายอย่าง ‘Loki’ หรือรวมทีมฮีโรอย่าง ‘Fantastic Four’ ก็ล้วนแต่เคยใช้กิมมิกนี้มาแล้วทั้งนั้น ส่วนทางฝั่ง DC ก็มีหลายตัวที่เคยใช้กิมมิกนี้ ตั้งแต่ ‘Superman’ หรือแม้แต่วายร้ายอย่าง ‘Lex Luthor, Jr.’, ‘Harley Quinn’ และคู่รักอย่าง ‘Joker’ ก็เคยทลายกำแพงที่ 4 เพื่อเล่าแผนการชั่วร้ายของตัวเองกับคนอ่านมาแล้ว

Breaking the Fourth Wall
การทลายกำแพงที่ 4 แบบร้าย ๆ สไตล์ Joker

ส่วนในฝั่งของการ์ตูน ก็มีการทลายกำแพงที่สี่ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะการ์ตูนแนวคอมีดี้จากฝั่งตะวันตก ทั้ง ‘Southpark’, ‘The Simpson’, ‘Family Guy’, ‘Looney Toons’ (ถ้าจำกันได้ ตัวละคร บักส์ บันนี (Bugs Bunny) นี่น่าจะหันมาคุยกับคนดูบ่อยสุดแล้วล่ะ) หรือที่เล่นกับกิมมิกนี้แบบสุด ๆ ไปเลยก็เช่น ‘Chowder’ และ ‘SpongeBob SquarePants’ หรือแม้แต่การ์ตูนสำหรับเด็กเล็กอย่าง ‘Mickey Mouse Clubhouse’ และ ‘Dora the Explorer’ ที่ชี้ชวนให้หนู ๆ น้อง ๆ พูดหรือทำท่าทางตามตัวละครก็นับว่าเป็นการทลายกำแพงที่ 4 ด้วยเช่นเดียวกัน

Breaking the Fourth Wall
“เธอต้องพูดว่า ‘แบ็คแพ็ค’ ”
“แบ็คแพ็ค!”
“ดังขึ้นอีก!!!”

(อ่านต่อหน้า 2)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก