Connect with us

What The Fact

เราจะเสียเขาไปจริง ๆ หรือ อีกตัวละครสำคัญใน The Walking Dead

Published

on

ยังไม่ได้ดู Season 8 Episode 8 ห้ามอ่านเด็ดขาด

อ้างอิงจากเหตุการณ์ในตอน 8 “How It Gotta Be” ที่เป็นตอนพิเศษยาว 1 ชั่วโมง ที่แฟน ๆ ได้ชมฉากรบสุดกดดัน หลังจากซีซันนี้ยืดเยื้อมายาวนานหลายตอน เป็นตอนที่เหตุการณ์พลิกล็อคมาก ฝ่ายเซเวียร์ที่ดูแววว่าจะใกล้ถึงจุดจบแล้วกลับพลิกมาเป็นฝ่ายที่คุมเกมอีกครั้งเมื่อพวกมันสามารถหลบหนีจากการถูกเหล่าซอมบี้ปิดล้อมได้ และยกพลมาปิดล้อมอเล็กซานเดรียแทน

ริกก็ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือพรรคพวกด้วย เพราะไปขอความช่วยเหลือจากพวกจังค์ยาร์ดอยู่ คาร์ลจึงต้องรับหน้าที่สั่งการแทนพ่อ พาชาวบ้านหนีออกไปได้ และทั้งหมดไปซ่อนตัวอยู่ในท่อระบายน้ำ จนนาทีสุดท้ายของตอนนี้ก็ทิ้งเรื่องราวช็อคคนดูอีกครั้งให้ค้างเติ่งรออีก 8 ตอนหลัง เมื่อริกได้เจอคาร์ลก็ดีใจหมดห่วงที่ลูกชายปลอดภัยจากเงื้อมมือเซเวียร์ แต่แล้วคาร์ลก็เผยชะตากรรมอันน่าหดหู่เมื่อเขาเปิดแผลโดนซอมบี้กัดให้พ่อดู หนังไม่ได้ลงรายละเอียดว่าคาร์ลไปโดนกัดเอาตอนไหน แต่คาดว่าน่าจะโดนในตอน 6 “The King, the Widow, and Rick” ตอนที่คาร์ลไปตามหาซิดดิค เพื่อนใหม่ของคาร์ลในป่า

น่าจะโดนกัดตอนนี้ล่ะ

เมื่อเรื่องราวจบแบบนี้ ถือได้ว่าเป็นการทำร้ายจิตใจแฟนประจำอย่างหนัก แม้จะไม่ชวนสงสัยใคร่รู้เท่าในซีซัน 7 ที่ลุ้นว่าใครโดนนีแกนทุบหัว แต่นี่ทุกคนรู้ชะตากรรมของคาร์ลแล้ว หวังอย่างเดียวว่าทีมผู้สร้างจะใส่ปาฏิหารย์ลงไป ใจคอจะกำจัดคาร์ลทิ้งจากเรื่องจริง ๆ หรือ เพราะคาร์ลเป็นตัวละครหลักที่อยู่มาตั้งแต่ตอนแรก และเป็นตัวละครที่คนดูและผูกพันอย่างมาก เราต่างเห็น แชนด์เลอร์ ริกก์ หนุ่มน้อยผู้รับบทคาร์ลกันมาตั้งแต่ยังวัย 11 ขวบ เห็นการเติบโตของคาร์ลมาตลอด 8 ปี จากเด็กน้อยกลายเป็นเด็กหนุ่ม แบบเดียวกับที่ได้เห็น 3 เกลอในแฮร์รี่พอตเตอร์ประมาณนั้น

คาร์ลเป็นตัวละครที่น่าสงสารมาก เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่แสนเข็ญ ผ่านช่วงเวลาเลวร้ายมามาก ต้องปลิดชีพแม่ตัวเองก่อนจะกลายร่าง โตมาก็พิการตาบอดข้างหนึ่งอีก แล้วยังต้องโดนนีแกนจับตัวไปตอกย้ำทำร้ายจิตใจ แต่คาร์ลก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขามีเชื้อพ่อ มีบุคลิกความเป็นผู้นำ สามารถควบคุมสมาธิและอารมณ์ได้ดีในยามคับขันและพาชาวบ้านหลบหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย ถึงจุดนี้คาร์ลดูจะเป็นสมาชิกอเล็กซานเดรียที่ดูเข้มแข็งพึ่งได้ ก็ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายทีมผู้เขียนบทจะเลือกตัดคาร์ลทิ้งไปจากเรื่องราว

บรรดานักข่าวต่างก็รีบหาข้อมูลว่าสุดท้ายคาร์ลจะจากไปจากซีรีส์จริงหรือไม่ มีหลายข้อมูลสนับสนุนว่าคาร์ลจะจากไปในครึ่งหลังซีซัน 8 นี้แน่นอน อย่างแรกมาจากทวิตเตอร์ของแชนด์เลอร์ ริกก์เอง ที่เขาทวิตเมื่อ พฤศจิกายน ปีที่แล้วว่าเขาตอบรับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว และพ่อของแชนด์เลอร์ ก็โพสต์เฟซบุ๊กลาแฟน ๆ แต่แล้วก็รีบลบออกไป แต่อะไรที่หลุดมาบนโลกโซเชียลก็ไม่มีทางเป็นความลับหรอก เพราะมีคนแคปไว้ได้ ข้อความว่า “สัญญา 7 ปีได้สิ้นสุดลงแล้วครับ ขอบคุณ AMC เป็นอย่างมาก ขอบคุณเหล่านักแสดง ทีมงาน และแฟน ๆ ของซีรีส์ ส่วนตัวผมต้องขอบคุณแชนด์เลอร์ไอ้ลูกชายอย่างใจจริง ที่ตั้งใจทุ่มเทให้กับงาน 100% แม้จะต้องตื่นมาเข้าฉากตั้งแต่ตี 4 บางวันก็ต้องทำงานทั้ง ๆ ท่ามกลางอากาศเย็นจัดจนถึงตี 2 ไม่ได้ใช้ชีวิตสนุกประสาวัยรุ่นกับเพื่อน ๆ ทั้งหมดนี้แชนด์เลอร์ไม่เคยปริปากบ่น ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เป็นพ่อของเขา”

อาจจะด้วยภาวะของแชนด์เลอร์ที่อยู่ในวัยเรียนที่กำลังเข้ามหาวิทยาลัย ที่ส่งผลให้ทีมงานจะต้องคิดวางแผนกันล่วงหน้าว่าวันหนึ่งแชนด์เลอร์จะต้องโบกมือลาซีรีส์ไป ทางที่ดีทีมงานเลือกหาทางออกสวย ๆ ให้กับบทคาร์ลเสียก่อนจะดีกว่า แต่กับบทที่เขียนให้คาร์ลโดนซอมบี้กัดตาย ก็ยังมีเสียงวิพากษ์จากบรรดาแฟน ๆ อยู่นะ ว่าเป็นการกำจัดคาร์ลที่ง่ายและสิ้นคิดเกินไป

นักข่าวบางสื่อได้มีโอกาสสัมภาษณ์เจ้าตัวแชนด์เลอร์ ริกก์เองถึงอนาคตของคาร์ลในซีรีส์ “ผมก็ไม่คาดคิดมาก่อนหรอกครับว่าคาร์ลจะต้องตาย แต่มันก็ช่วยกำหนดเรื่องราวไปในทิศทางที่ดีนะ บทคาร์ลยังมีต่ออีกนิดหน่อยและจะส่งผลต่อตัวละครที่เหลืออย่าง ริค มิโชน และคนอื่น ๆ อีก แม้เรื่องราวของคาร์ลจะจบแต่ซีรีส์ยังไม่จบนะครับ”

การจากไปของคาร์ลยังคงเป็นข้อกังขาต่อบรรดาแฟน ๆ เพราะบทคาร์ล ใน The Walking Dead เวอร์ชั่นการ์ตูนไม่ได้ตาย แฟน ๆ ก็นิ่งนอนใจว่า”คาร์ล”ตัวละครคนโปรดของพวกเขาอย่างไรก็ปลอดภัยแน่นอน แต่ผลก็ออกมาพลิกล็อคเสียอย่างนั้น เดวิด อัลเปิร์ต ผู้อำนวยการสร้างบริหารออกมาเสริมในจุดนี้ว่า “เราแสดงให้เห็นหลายต่อหลายครั้งแล้วนะว่าชะตากรรมตัวละครทุกตัวในเรื่องต่างอยู่บนเขียงทั้งนั้น เราคือซีรีส์ที่ไม่เคยรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องราวจากต้นฉบับการ์ตูนจะเป็นปัญหาแต่อย่างใด” และชะตากรรมของคาร์ลนี่แหละถือว่าเป็นการพลิกเรื่องราวจากต้นฉบับครั้งใหญ่ และจะส่งผลต่อเรื่องราวที่ตามมาอีกมาก

อีก 1 ปริศนาในซีซันนี้คือฉากเปิดในตอนแรกที่เราเห็นภาพตัดในอนาคตเป็นภาพริคที่หนวดเครารุงรัง น้ำตาเอ่อล้นเบ้าเหมือนตอนที่เขาเสียใจกับการจากไปของเกล็น เป็นการเพิ่มความสงสัยให้กับผู้ชมว่าในซีซันนี้จะต้องเสียใครไปอีกที่ทำให้ริคโศกเศร้าได้ขนาดนี้ หลาย ๆ ตอนที่ตัดภาพมาเป็นฉากนี้สั้น ๆ แล้วเราได้ยินริคพร่ำพรรณาว่า “ขอได้โปรดให้ความเมตตาของข้ามีชัยเหนือความโทสะ” เมื่อเรื่องราวดำเนินต่อไป เราจึงได้ยินประโยคนี้ออกมาจากปากของ ซิดดิค คนพเนจรที่คาร์ลไปช่วยเหลือไว้ และเป็นสาเหตุให้คาร์ลโดนซอมบี้กัด ซึ่งก็เป็นไปได้ว่าฉากร่ำไห้ของริคนั้นอาจจะโยงกับการสูญเสียคาร์ลหรือถ้าไม่จะมีใครต้องจากไปในซีซันนี้อีกหรือ? รอคำตอบกันครับ ครึ่งหลังจะเริ่มแพร่ภาพ 12 กุมภาพันธ์ 2018

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Illang: The Wolf Brigade: จากแอนิเมชั่นดังญี่ปุ่นสู่มือผู้กำกับเกาหลีในฉบับคนแสดง

Published

on

By

เรื่องย่อ

ปี 2029 เกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ตัดสินใจพยายามรวมชาติเพื่อเพิ่มศักยภาพประเทศให้สามารถต้านภัยคุกคามของทั้งฝั่งจีนและญี่ปุ่น รวมถึงอเมริกาที่พยายามขัดขวางการรวมชาติของเกาหลีด้วยโดยการสนับสนุนองค์กรก่อการร้ายชื่อว่า เซ็ค ซึ่งเป็นกลุ่มหัวรุนแรงเกาหลีที่ไม่ยอมรับการรวมชาติ ฝั่งรัฐบาลเกาหลีก็ไม่ยอมแพ้ได้ตั้งหน่วยรบเฉพาะกิจในนาม กองพันหมาป่า ขึ้น ออกปฏิบัติการในชุดเกราะเหล็กและอาวุธสงคราม ช่วงเวลาพ้นมาหลังเหตุการณ์ที่กองพันหมาป่าบุกรังเซ็คผิดพลาดจนสังหารเด็กสาวตายผู้บริสุทธิ์ตายไป พระเอกของเรา อิมจุงคยอค (คังดองวอน) หนึ่งในหน่วยเฉพาะกิจได้กลายเป็นเป้าหมายของเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงอย่าง ฮาน ที่ต้องการให้จุงคยอคเป็นเหยื่อการใส่ร้ายเพื่อยุบหน่วยเฉพาะกิจเสีย เพราะจุงคยอคมีความใจอ่อนต่อเหยื่อต่างจากคนอื่นในหน่วยของเขา เหตุการณ์นี้ดึงทั้งฝ่ายผู้ก่อการร้าย ฝ่ายหน่ยเฉพาะกิจ และหน่วยงานความมั่นคงของรัฐ เข้ามาพัวพันอิรุงตุงนังด้วยผลประโยชน์ที่แตกต่าง แล้วเหตุการณ์จะจบลงอย่างไรต้องติดตาม

ใครเคยดูแอนิเมชั่นของผู้กำกับ โอคิอุระ ฮิโรยุกิ ที่เป็นขวัญใจใครต่อหลายคนอย่าง Jin-Roh: The Wolf Brigade (1999) ซึ่งเป็นผลงานการเขียนบทและสร้างสรรค์จินตนาการของผู้กำกับแอนิเมชั่นชื่อก้องอย่าง โอชิอิ มาโมรุ ผู้สร้างหนังชุด Ghost in The Shell มาแล้ว คงอยากติดตามว่าเมื่อไรจะได้ถูกเอามาถ่ายทอดในฉบับคนแสดงกันบ้าง แล้วในปีนี้เองทางเน็ตฟลิกซ์ก็ได้นำแอนิเมชั่นเรื่องดังกล่าวมาฉายให้ชมกันเรียบร้อย

โดยหนังถูกดัดแปลงเป็นฉบับเกาหลีที่ถนัดงานดราม่าการเมืองหนัก ๆ เหมาะกับเนื้อหาของเรื่องที่ประยุกต์มาเป็นปัจจุบัน ทั้งยังได้ผู้กำกับชั่นยอดคนหนึ่งของเกาหลีอย่าง คิมจีอุน ซึ่งมีผลงานคุ้นหูบ้านเรามาเยอะอย่าง A Tale of Two Sisters ตู้ซ่อนผี (2003) หรืองานโกอินเตอร์อย่าง The Last Stand (2013) ที่ได้อาร์โนลด์มารับบทนำแม้อาจไม่ประสบความสำเร็จนัก แต่ก็ยืนยันการยอมรับฝีมือจากฮอลลีวู้ดได้เป็นอย่างดี

และยิ่งหลังสุด คิมจีอุน เพิ่งมีหนังสายลับตัวแทนชิงออสการ์ของเกาหลีอย่าง The Age of Shadows (2016) ที่เฉือนคมเข้มข้นทั้งการหักหลังซ้อนแผนและปมดราม่าการเมืองสุดซับซ้อน ก็เป็นการันตีเข้าไปอีกว่าเขาคือตัวเลือกที่ดีที่สุดในการถ่ายทอด Jin-Roh ออกมาในฉบับคนแสดง แล้วก็ไม่ผิดหวังครับ หนักดราม่าเข้มข้นผลประโยชน์ซับซ้อนมีการหลอกกันไปมาสนุกสนานทีเดียว ซึ่งก็คงเหมาะกับผุ้ชมที่ชอบหนังสปาย หนังเฉือนคมเป็นหลัก เพราะส่วนของแอ๊กชั่นนั้นมีแต่ก็อาจดูเป็นส่วนเสริมเพิ่มควงามสนุกมากกว่าครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีนะ พอช่วงไหนเป็นแอ๊กชั่นก็สาดกันยาวแถมลงทุนคิดฉากสตั้นท์แบบไม่ยั้งเลยทีเดียว ทั้งขับรถสู้กัน ต่อสู้บนโซลทาวเวอร์ ฉากประท้วงหน้าพระราชวัง การใช้โดรนสังหาร หรือการสาดกระสุนของมนุษย์เกราะก็โหดได้การ

 หนังยังเด่นที่ดารานำ ซึ่งได้สตาร์ของเกาหลีมาเล่นหลายคนทั้ง คังดองวอน ที่มาร่วมงานกับ ฮันเฮียวจู อีกครั้งหลังจากเพิ่งมีผลงานกันในหนังแอ๊กชั่นอย่าง Golden Slumber เมื่อต้นปี นอกจากนี้ก็ยังมีรุ่นใหญ่อย่าง จุงวูซุง มาประกบกับดาวรุ่งอย่าง ชอย มินโฮ จากวง Shinee ด้วย ก็นับว่าเป็นสเกลหนังระดับลงโรงเป็นบล็อกบัสเตอร์ได้สบาย ๆ เลยทีเดียว

ชมมาเยอะ ขอพูดจุดด้อยของหนังบ้าง ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของความซับซ้อนของเนื้อหาที่อาจไม่ถูกชะตาคอแอ๊กชั่นทั่วไป ยิ่งตัวละครมีมากจำชื่อแทบไม่ได้เลยยิ่งทำให้สับสนเข้าไปใหญ่เวลาใครพูดถึงใคร นอกจากนี้หนังยังเคารพต้นฉบับมาแทบจะเล่าเหมือนแอนิเมชั่นเกือบทั้งเรื่อง แต่ก็ดัดแปลงและตีความใหม่ ซึ่งบางคนอาจชอบเพราะมันกลมกล่อมขึ้นและดูจับต้องง่ายขึ้น แต่ก็มีไม่น้อยที่อาจไม่ชอบกับการที่หนังเลือกจบต่างไปแบบนี้เพราะทำลายเสน่ห์ดั้งเดิมของแอนิเมชั่นที่ว่าด้วยเรื่องหน้าทีความถูกต้อง VS ความรักความเห็นใจไปพอสมควร

ก็เป็นอีกเรื่องที่หลายคนจับตามอง ส่วนตัวมองว่าต้องดูเป็นหนังสายลับ เฉือนคมถึงจะสนุกครับ อย่างไรก็ตามนี้เป็นหนังคุณภาพจากทีมงานเกาหลีที่ไม่เสียเวลาการรับชมแน่นอนครับ

ใครสมัครเน็ตฟลิกซืไว้แล้วก้กดดูที่ลิ้งก์นี้เลย https://www.netflix.com/title/80239666

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

10 อันดับ Box Office (19-21 ต.ค.) : Halloween กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ เปิดตัวไปเกือบ 80 ล้านเหรียญ

Published

on

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์สยองขวัญในตำนานอย่าง Halloween ได้กลับมาอย่างยิ่งใหญ่ โดยในภาคล่าสุดนี้ยังสานต่อเนื้อเรื่องและกลิ่นอายความโหดแบบดั้งเดิมเอาไว้ อีกทั้งยังได้ เจมี ลี เคอร์ติส ในวัย 60 ปี ผู้เป็นดั่งไอค่อนแห่งวงการภาพยนตร์สยองขวัญ กลับมารับบทนำเช่นเดิมด้วย

Halloween (2018) ทำรายได้เปิดตัวไป 77.5 ล้านเหรียญ ทั่วโลกทำไปแล้ว 91.8 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 10 ล้านเหรียญเท่านั้น

A Star is Born ผลงานกำกับเรื่องแรกของ แบรดลีย์ คูเปอร์ เป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ม้ามืดในปีนี้ โดยเก็บรายได้ในสหรัฐฯไปแล้ว 126.4 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลกทำไป 201.1 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างเพียง 36 ล้านเหรียญ

แต่ในขณะเดียวกัน First Man ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่อาจได้เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาใหญ่ ๆ  ในปีนี้ ก็ทำรายได้ลดลงไปมากในสัปดาห์ที่ 2 โดยทั่วโลกทำไป 55.5 ล้านเหรียญ จากทุนสร้างที่สูงถึง 59 ล้านเหรียญ

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Halloween

77.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 77.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 14.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 91.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 10 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : A Star is Born

19.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 126.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 74.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 201.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 36 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Venom

18.1 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 171.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 236.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 407.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 100 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Goosebumps 2: Haunted Halloween

9.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 28.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 3.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 32.5
  • ทุนสร้าง : 35 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : First Man

8.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 30 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 25.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 55.5 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 59 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The Hate U Give

7.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 10.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

อันดับที่ 7 : Smallfoot

6.6 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 66.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 70.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 137.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Night School

5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 66.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 17.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 84.4 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 29 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Bad Times at the El Royale

3.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 13.3 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 8.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 21.4
  • ทุนสร้าง : 32 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : The Old Man & the Gun

2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 4.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ฟังกันหรือยังกับเพลง Unlovable – MILD เวอร์ชั่นนี้ถึงอารมณ์กว่าเดิมหลายเท่า!!!?

Published

on

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้แอดมินบอกเลยว่าได้มีโอกาสเลื่อนหน้า Facebook แล้วไปเจอกับเพลงหนึ่ง ซึ่งเป็นเพลงเก่านานมาแล้ว เป็นเพลงที่แอดมินชอบมาก แต่พอมาฟังเวอร์ชั่นนี้บอกเลยว่า เห้ย!! สุดติ่งกระดิ่งแมวจริงๆ เพลงเดิม ทำนองเดิม แต่อารมณ์เพลงมันไม่เหมือนเดิม กับเพลง Unloveable ของวง MILD

หลายๆ คนคงรู้จักเพลงนี้กันดีอยู่แล้ว วันนี้ลองมาฟังเวอร์ชั่นนี้กันดู ว่าจะร้องว้าวเหมือนแอดมินไหม !!!

มาทำความรู้จักกับเพลง Unloveable สักหน่อย

เวอร์ชั่นที่เพื่อนๆ ได้ฟังด้านบนนั้น เป็นเวอร์ชั่นดั้งเดิม ที่เราเคยฟังกันมา แต่เดี๋ยว!! ใครที่เคยฟังเวอร์ชั่นนี้ แล้วร้องได้แบบจำขึ้นใจ ก็แอบมีอายุกันแล้วนะ (ฮ่าๆๆ) สำหรับเพลง Unloveable เวอร์ชั่นนี้ ปล่อยออกมาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2551 ซึ่งเพลงนี้อยู่ในอัลบั้มที่มีชื่อว่า Mild และเป็นอัลบั้มแรกของวงนี้ด้วย

ภาพตัวอย่าง อัลบั้ม MILD

รวมถึงเพลงอื่นๆ ก็อยู่ในอัลบั้มนี้เช่นกัน อาทิเช่น

1.อีกนานไหม

2.หวานเย็น

3.รักล้นใจ

4.Unloveable

5.เสร็จ

6.อีกนานไหม – เปียโน เวอร์ชั่น

7.บรรยากาศพาไป – Hidden Track

ซึ่งแต่ละเพลงที่บอกมานั้น เป็นเพลงที่ดังมากในช่วงปี พ.ศ.2551 วัยรุ่นสมัยนั้นส่วนใหญ่ แทบจะร้องเพลงในอัลบั้มนี้กันได้เกือบหมด (บอกเลยว่าแอดมินร้องได้ทุกเพลง ฮ่าๆ)

Unloveable เวอร์ชั่นนี้ฟังแล้วต้องร้องว้าว!!

เป็นยังไงกันบ้างครับเพื่อนๆ เวอร์ชั่นนี้ ฟังแล้วมันอินจัด ร้องได้ถึงอารมณ์เพลงดีจริงๆ แอดมินฟังครั้งแรกนี่ขนลุกเลย เพราะหนาว (ล้อเล่นนะครับฮ่าๆ) ฟังแล้วขนลุกจริงๆ เวอร์ชั่นนี้ มันมีการเล่นของจังหวะดนตรีมากขึ้น ให้ความรู้สึก เจ็บในหัวใจแบบยิ่งเจ็บยิ่งสะใจ กับความรักที่มันไม่สมหวัง (พาเศร้าอีกแล้ว) ซึ่งเวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ทางเพจ นักพจญเพลง

ภาพตัวอย่าง โลโก้ นักผจญเพลง

ได้ทำขึ้นมา ในเพจพี่เขายังมีอีกหลายผลงานเพลง จากหลายศิลปินให้ฟังอีกเยอะเลยนะ ใครสนใจเข้าไปติดตามได้ที่ Facebook Page: นักผจญเพลง เข้าไปกดไลค์แล้วติดตามได้เลยจ้า


และช่วงท้ายนี้ เพลง Unloveable เวอร์ชั่นที่แอดมินนำมาให้ดูวันนี้ ชอบกันไหม ไว้โอกาสหน้า ถ้าแอดมินเจอเพลงเจ๋งๆ แบบนี้จะเอามาให้ได้ลองฟังกันอีก ดูแลสุขภาพกันด้วยนะเพื่อนๆ วันนี้ต้องขอกล่าวคำว่า

“ม้าที่ว่าแรงยังต้องแพ้ลา”

“เพราว่า ลาไปก่อน”

สวัสดีครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!