ภารกิจ TIGERS-X บนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) ได้เดินทางมาถึงวันสุดท้ายของการปฏิบัติการ ทีมวิจัยได้ร่วมมือกับพันธมิตรจาก ICE Cubes Service ดำเนินการส่งข้อมูลกลับสู่โลกเป็นครั้งสุดท้ายผ่านศูนย์ควบคุมภารกิจ (Mission Control Center – MCC) ณ คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนปิดระบบ ถอดการติดตั้ง และเตรียมส่งชุดการทดลอง (Payload) กลับสู่พื้นโลกในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ไทม์ไลน์ของภารกิจ TIGERS-X
ปล่อยตัวขึ้นสู่อวกาศ
- 15 พฤษภาคม 2026
- เวลา 22:05 UTC+0
เชื่อมต่อกับ ISS
- 17 พฤษภาคม 2026
- เวลา 10:37 UTC+0
เปิดระบบปฏิบัติการ
- 26 พฤษภาคม 2026
- เริ่มต้นการทดลองบนวงโคจรอย่างเป็นทางการ
ปิดระบบปฏิบัติการ
- 5 มิถุนายน 2026
- สิ้นสุดการทดลองและเตรียมดาวน์โหลดข้อมูลกลับโลก
เดินทางกลับถึงโลก (Splash Down)
- กลางเดือนมิถุนายน 2026
- คาด 16 มิถุนายน 2026
ความสำเร็จในการสื่อสารและส่งข้อมูลวิดีโอแบบเรียลไทม์จากอวกาศกลับมายังโลกได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย เกิดขึ้นได้จากขีดความสามารถของระบบอินเทอร์เน็ตบนแพลตฟอร์ม ICE Cubes Facility (ICF)
3 หมุดหมายประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นเป็น “ครั้งแรก” ของไทย
ภารกิจนี้ได้สร้างสถิติและหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับวงการอวกาศไทย ดังนี้
- ชุดการทดลองทางการแพทย์ชิ้นแรก จากประเทศไทยที่ได้ขึ้นไปบนสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
- ชุดการทดลองด้านของไหล (Fluid experiment) ชิ้นแรก จากประเทศไทยบน ISS
- ชุดการทดลองแรกบน ISS ที่มีศูนย์ควบคุมภารกิจ (MCC) ตั้งอยู่ในประเทศไทย

ตลอดระยะเวลาการปฏิบัติงานบนวงโคจร ชุดการทดลอง TIGERS-X สามารถรวบรวมข้อมูลและทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีสถิติที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น
- ชุดการทดลอง TIGERS-X ตั้งแต่ถูกเชื่อมต่อและเริ่มต้นการทำงาน จนสิ้นสุดการทดลอง ชุดการทดลองทำงานเป็นระยะเวลา 9 วัน 14 ชั่วโมง 57 นาที 23 วินาที หรือรวมเป็น 831,443 วินาที
- โดยมีการบันทึกวิดีโอการทดลองทั้งหมดเป็นจำนวน 4,342 ไฟล์ หากเปิดเล่นทั้งหมด จะต้องใช้เวลาดู 3 วัน 22 นาที นับเป็นขนาดทั้งหมด 110 GB ซึ่งข้อมูลจำนวน 63 GB ได้ถูกโหลดกลับลงมายังโลก เพื่อวิเคราะห์ในทันที โดยไม่ต้องรอชุดการทดลองถูกส่งคืนกลับมา
- ปั๊มน้ำทำงานทั้ง 8 ตัวบนชุดการทดลอง สะสมการทำงานไปทั้งหมด รวมแล้ว 218 ครั้ง ระยะเวลารวมกัน 15 นาที 22 วินาที
- ชุดการทดลองทำงานตามคำสั่งที่สั่งจากศูนย์ควบคุมบนโลกรวมแล้วทั้งหมด 1,407 คำสั่ง และได้การทดลองออกมารวมกันมากกว่า 218 การทดลอง
แม้จะพบความท้าทายระหว่างการปฏิบัติงาน แต่ทีมวิศวกรสามารถแก้ไขปัญหาและรักษาการทำงานให้อยู่ในสภาวะปกติ (Nominal condition) ได้จนจบภารกิจ พิสูจน์ให้เห็นว่าวิศวกรรมของชุดการทดลอง TIGERS-X ผ่านมาตรฐานระดับอวกาศ (Space-grade) อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการออกแบบระบบสำรอง (Hardware redundancy) และแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน (Contingency measures) ที่มีประสิทธิภาพ
ก้าวต่อไปหลังภารกิจ TIGERS-X
ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อยอดใน 3 มิติหลัก ได้แก่
1. ด้านวิทยาศาสตร์
ข้อมูลพฤติกรรมของไหล (Fluid behavior) ในสภาวะไร้น้ำหนักที่ได้จากการทดลอง จะถูกนำไปวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ โดยจะมีการตีพิมพ์และเผยแพร่รายละเอียดในลำดับต่อไป
2. ด้านวิศวกรรม
องค์ความรู้จากการพัฒนา TIGERS-X จะช่วยยกระดับวิศวกรไทยในการสร้างชุดการทดลองระดับอวกาศ โดยเฉพาะความสำเร็จในการใช้ชิ้นส่วนเชิงพาณิชย์ (COTS) มาปรับใช้สร้างแพลตฟอร์มแบบโมดูลาร์ (Modular platform) ที่ประหยัดงบประมาณและปรับแต่งได้ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับภารกิจอวกาศในอนาคต รวมถึงภารกิจสำรวจดวงจันทร์ (Lunar mission)
3. ด้านเศรษฐกิจและทรัพยากรบุคคล
ภารกิจนี้เป็นผลงานรูปธรรมที่ช่วยต่อยอดจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับกลาง (Mid-tech) ของไทย ไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูงและเทคโนโลยีแห่งอนาคต (High and frontier technology) เป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ (Aerospace) และสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผสานทั้งบุคลากรชั้นนำและเม็ดเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นตลอด 2 ปีของทีมงานนับตั้งแต่โครงการทดลองบนเที่ยวบินสภาวะไร้น้ำหนัก (Parabolic flight) โครงการนี้ได้รับการผลักดันร่วมกันโดย คณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (PIM), ศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (TMEC), สวทช., GISTDA, องค์การอวกาศยุโรป (ESA) และ บริษัทสเปซแพลิเคชันเซอร์วิส โดยได้รับทุนวิจัยจาก สกสว. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)












