Connect with us

What The Fact

10 เอ็มวีเพลงใหม่ในเดือนธันวาคมนี้ที่ไม่ควรพลาด !

Published

on

ในช่วงเดือนธันวาคมนี้มีงานเพลงออกมามากมาย ถือเป็นการส่งท้ายปีอย่างครึกครื้นเลยทีเดียว วันนี้ผมจึงมาแนะนำ 10 มิวสิควีดิโอเพลงใหม่ในช่วงเดือนธันวาคมนี้ได้ให้ฟังกันครับ  แต่ละเพลงก็มีหลากรสชาติ หลากอารมณ์ แตกต่างกันไป แถมมีมิวสิควีดิโอประกอบให้ได้ดูไปด้วยฟังไปด้วยกันอย่างเพลินๆส่งท้ายปี ส่วนจะมีเพลงอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลยดีกว่าครับ


TELEx TELEXs – สุขสันต์วันเหงา (Merry Lonely Christmas)


ซิงเกิ้ลใหม่จาก TELEx TELEXs  ที่พกเอาเพลงเพราะๆในแนว Sythn Pop มาให้เราได้ฟังกัน แต่คราวนี้มาในท่วงทำนองของความเหงา ท่ามกลางลมหนาวและช่วงเทศกาลแห่งของขวัญและความสุข

ยังมีของขวัญ ที่ฉันยังคงเฝ้าคอยอยู่  จากคนในฝัน อยากให้มีจริงเหมือนที่ใครบอก

โอ้วเธอคนนั้นช่วยนำเอาความรัก เป็นของขวัญให้ที yeah ye aeaehh

สุขสันต์วันเหงา หรือ Merry Lonely Christmas เป็นเพลงที่มอบให้แก่คนที่ยังคงเฝ้ารอคนในฝัน ยังคงเหงาและเดียวดายจากความรัก อยากได้รับความรักจากคนที่เฝ้ารอ หวังใจว่าเธอนั้นจะเป็นเหมือนดั่งของขวัญที่ฉันเฝ้ารอ ยิ่งฟังในช่วงเวลานี้ที่ใครๆต่างก็มีคนรัก และ ต่างมอบความรักซึ่งกันและกัน แล้วคงเหงาน่าดู เอ็มวีมาพร้อมภาพสวยๆท่ามกลางแสงไฟหลากสี ที่ดูเหมือนจะไปกันได้ดีกับท่วงทำนองเหงาๆของเพลงนี้

รักจริงที่ฉันนั้นรออยู่  ขอพรให้เธอเป็น คนมอบให้ฉัน

หวังเพียงเมื่อฉันนั้นตื่นตอนเช้า  จะพบเธอเป็นของขวัญ

ใครคนนั้น ถ้ามีจริง ช่วยตามหา ฉันทีได้ไหม

 


SUMMER STOP – ในหน้าต่าง | When The Wind Blows


เอ็มวีซิงเกิ้ลใหม่จากศิลปินน้องใหม่จากค่ายสมอลรูม Summer Stop  ในหน้าต่าง หรือ When The Wind Blows เป็นเพลงที่พูดถึง ความรักความหวังดีที่เรามีให้ใครคนหนึ่งที่เราเฝ้ามองเฝ้ารออยู่เสมอ และเราพร้อมเสมอที่จะเป็นที่พักพิงให้ในวันที่เหน็บหนาว ซึ่ง Summer Stop ต้องการที่จะสื่อสารกับใครก็ตามที่กำลังมีความทุกข์อยู่ ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ ลองมองรอบๆตัวดูดีๆ ต้องมีคนที่คอยเป็นห่วงราอยู่แน่ๆ แค่เพียงเราตั้งใจมองให้เห็นใครคนนั้นแค่นั้นเอง เพลงนี้ได้ “แมว The Jukks” มาช่วยเกลาเนื้อร้องให้สละสลวย ในส่วนของดนตรีมีความรียบง่าย โดดเด่นด้วย Sound Design ที่ขับกล่อมบรรยากาศความหนาวออกมา โดยมีเสียงเปียโนเติมความอบอุ่นให้กับบทเพลง ช่างเป็นบทเพลงที่เหมาะแก่การฟังในช่วงเวลาหนาวๆแบบนี้จริงๆ

ลมที่หอบความหนาวเข้ามา

คืนที่เธอต้องเสียน้ำตา

ในหน้าต่างตรงนี้เห็นเธอเหนื่อยล้า

เดินคนเดียวท่ามกลางฝนโปรยลงมา

ยิ่งมืดมิด ข้างนอกยิ่งเหน็บหนาว

และเธอคงทนได้ชั่วคราว

ฉันยังรออยู่เสมอ ไขประตูเพื่อเปิดไว้รับเธอ

* ในลมหนาวจะอยู่รอเธอจนเช้า

ในคืนหนาวจะอยู่เพื่อคอยรับฟังทุกเรื่องราว

หากเหนื่อยและเธอลุกยืนไม่ไหว

ก็เข้ามาพักพิงได้ไหม ก่อนจะไป

เอ็มวีเพลงนี้กำกับโดยพี่รุ่ง หัวเรือใหญ่แห่งสมอลรูม และได้นักแสดงสาวมากความสามารถอย่าง “คารีสา สปริงเก็ตต์” มาถ่ายทอดอารมณ์ในเพลงร่วมกับ “ไอซ์ – ภาณุวัฒน์ เปรมมณีนันท์”, “เนตร – ศิรินทร์ วิทยานุภาพยืนยง” และ “ป่าน – ศรัทธา พลเสน”

 


หัวร้อนแจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก [ JSPKK ]


หลังจากปล่อยเพลง “มือลั่น” ออกมา คราวนี้ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ก็เข็นซิงเกิ้ลใหม่ที่มีชื่อว่า “หัวร้อน” ออกมาให้ได้ฟังกัน ถ่ายทอดอารมณ์ของคน​ที่“หัวร้อน”จากการถูกหลอกให้รัก ถูกหลอกให้อยากแล้วก็จากไป

เธอมาทำให้ฉันหัวร้อนไม่เคยเป็นมาก่อนหัวร้อนเป็นอย่างไร

หลอกให้อยากแล้วก็จากไปจะทิ้งก็ทิ้งไม่สนใจ นี่แหละอาการหัวร้อน

“หัวร้อน” แต่งและร้องโดย แจ๊ส –  ผดุง ทรงแสง, เต้ง – ไกรศรี ศิริเจริญ, ดรีม – ศุภกฤต ถิ่นจันทร์ ซึ่งมาพร้อมดนตรีแนวป็อปร็อคผสมฮิปฮอปและมีกลิ่นอายการร้องแบบอาร์แอนด์บี โดยในส่วนของดนตรีได้ จุ๊บ – ธีรวงศ์ วัฒนาจารุพงศ์ มือกีตาร์วง The Rube มาเป็นโปรดิวเซอร์ดูแลการผลิต และเติมสีสันให้กับบทเพลงด้วยซาวด์กีตาร์อันเป็นเอกลักษณ์

ในเอ็มวีแก๊งส์ แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก มาในชุดสีขาวราวกับพวกคลู คลักซ์ แคลน (กลุ่มหัวรุนแรงต่อต้านคนผิวสีในสหรัฐอเมริกา)

 


HUGO – ระวัง 


อีกหนึ่งซิงเกิ้ลจากอัลบั้ม “ดำสนิท” เพลงนี้เป็นเพลงลำดับที่ 5 ในอัลบั้มซึ่ง ฮิวโก้ตั้งใจวางไว้กลางอัลบั้มตามความหมายของเลข 5 แทนคำเตือน การเข้าใจชีวิต ความรอบคอบ

เนื้อหาของเพลงพูดถึง การที่เราใช้ชีวิตบนโลกที่วุ่นวาย หากคิดจะทำอะไรต้องรอบคอบและระวังให้ดี ยิ่งมีคนรัก ต้องคอยดูแลแล้ว ยิ่งต้องระวังเข้าไปใหญ่

โลกมันดูวุ่นวาย ชีวิตมันยากจะตาย จะพูดจะทำอะไรต้องคิดก่อน

หากบังเอิญพลาดไป จะหาใครให้อภัย ผิดแล้วจะทำอย่างไร ล้างไม่ออก…

มันต้องระวัง มันต้องระวัง มันต้องระวัง

 แต่ก่อนแค่เพียงคนเดียว จะคิดจะทำอะไร ก็พร้อมที่จะเอาตัวเข้าเสี่ยง

แต่พอมีอีกคนให้รักให้คอยห่วงใย เราต้องให้เขาปลอดภัยไว้ก่อน

โดยในซิงเกิ้ลนี้ได้ หนึ่ง – ณรงค์วิทย์ เตชะธนะวัฒน์ มาร่วมเขียนเพลง และ ได้ เจ มณฑล จิรา มาเรียงร้อยดนตรีให้มีความกลมกล่อมลงตัว นอกจากนี้ที่พิเศษเลยคือการได้ “ใหม่ ดาวิกา โฮร์เน่” มาร่วมแสดงในลุคของสาวชุดดำ ที่ดูขลึมขลังลึกลับและ เปี่ยมเสน่ห์ ในสไตล์ของสาวนักฆ่า ที่หากเราไม่ระวังอาจจะเผลอใจพลั้งให้กับเธอได้ง่ายๆ  

“ระวัง” กำกับโดย ชาติฉกาจ ไวกวี เช่นเดียวกันกับเพลงอื่นๆในอัลบั้มนี้ของฮิวโก้

 


แอ๊ด คาราบาวคงมาลัย


คงมาลัย  เป็นบทเพลงที่ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) แต่งเพื่อให้กำลังใจแก่หลานชายตูนอาทิวราห์ คงมาลัย  ที่กำลังทำภารกิจวิ่งระดมทุนให้กับโรงพยาบาล 11 แห่งทั่วประเทศ จาก .เบตง .ยะลา ถึง .แม่สาย .เชียงราย เป็นระยะทาง 2,191 กิโลเมตร ในโครงการก้าวคนละก้าวซึ่งพี่ตูน เพ่งถึงเส้นชัยที่แม่สาย จ.เชียงรายเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมที่ผ่านมา

เพลงนี้น้าแอ๊ดได้รับแรงบันดาลใจในการแต่งบทเพลงนี้

จากการที่เห็นภาพพวงมาลัยพวงแล้วพวงเล่าที่พ่อแม่พี่น้องคล้องคอให้พี่ตูน

และเสียงเรียกชื่อพี่ตูนดังก้องไปตลอดเส้นทาง

ในเอ็มวีเป็นการรวมภาพเรื่องราวสุดประทับใจตลอดเส้นทางที่พี่ตูนวิ่งมา

“ก้าวคนละก้าวใกล้ไกล คือน้ำใจคนไทยที่ยิ่งใหญ่

รักษาความดีนี้คงไว้ ดุจดังพวงมาลา…คงมาลัย”

 


ว่าน ธนกฤตแก..


คนอ่อนแอเท่านั้น..ที่จะแอบชอบเพื่อน

แกเป็นซิงเกิ้ลส่งท้ายจากอัลบั้ม ALONEVERA (อะโลนเวร่า) ของ ว่าน ธนกฤต

ถ่ายทอดเรื่องราวของคนที่แอบรัก “เพื่อน” ซึ่งเป็นความรักที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นไม่ได้

แต่ก็ยังคงห้ามใจเอาไว้ไม่ได้

ว่านใช้คำว่า​“แก” ซึ่งเป็นสรรพนามที่เพื่อนสนิทใช้เรียกกัน เป็นคำที่ไม่ได้หวาน ไม่ได้แฝงไว้ด้วยอารมณ์ของคนรัก หากชายหญิงคู่ไหนเรียกว่าว่า “แก แก” นั่นหมายถึงว่าสองคนนั้นคงเป็นแค่เพื่อนกัน…

เพลงนี้ได้ว่านไฉอคิร วงศ์เซ็งเป็นผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง

เพลงนี้จะพาไปสัมผัสถึงความเจ็บปวดของการทำอะไรไม่ได้ นอกจากแอบรักต่อไป

“และแล้วฉันก็ได้รู้และเข้าใจ

ความหมายของคนที่อยู่ข้างกัน

เป็นคนสำคัญ ที่ไม่มีวันสำคัญกว่านี้

มีค่าแค่เพียงให้เธอมองข้ามไป

เป็นคนใกล้ตัวที่แอบคิดในใจ คิดเกินไปไกล

เป็นคนนิสัยไม่ดี ที่รักเพื่อนลงคอ”

เอ็มวีได้ แพรว ณิชาภัทร หรือ ขนมปังจากซีรีย์ ฮอร์โมน มาแสดงเป็นเพื่อนสาวคนสนิท ที่น่ารักจนทำให้เราต้องตกหลุมรักเพื่อนคนนี้

 


Musketeers – ยอม


ยอมเป็นเพลงสุดท้ายจากอัลบั้ม Day & Night  ของ Musketeers (สามารถอ่านรีวิวอัลบั้มนี้ได้ที่นี่) เพลงนี้เป็นเพลงที่ผมชอบที่สุดในอัลบั้มเลย ด้วยท่วงทำนองที่แปลกใหม่ออกไปจากเพลงอื่นๆของ Musketeers ทำนองเนิบๆ ที่แฝงไว้ด้วยความเซ็กซี่ ช่วงเย้ายวนชวนเคลิบเคลิ้มยิ่งนัก

 เพลงนี้มีกลิ่นอายของความโรแมนติคและเซ็กซี่ ช่วงท้ายของเพลงมีการเติมเสียงเครื่องเป่าช่วยเพิ่มบรรยากาศอีกด้วย บทเพลงถ่ายทอดความรู้สึกของความหลงใหลที่เรามีต่อใครคนหนึ่ง ที่ไม่ว่าจะต้องเสียอะไรไป ทุกข์เพียงใด เหนื่อยหนักแค่ไหน เราก็พร้อมที่จะยอม

เอ็มวีมีการหักมุมเมื่อเฉลยในตอนท้าย เวียร์ ศุกลวัฒน์ รับบทเป็นชายหนุ่มผู้สยบยอมให้กับเธอคนนั้น เป็นครั้งแรกของเวียร์ในบทบาทพระเอกเอ็มวี ที่ต้องมาถ่ายทอดอารมณ์โรแมนติคกับนางเอกร่วมช่องอย่างสาวเซฟฟานี่ อาวะนิคภายใต้บรรยากาศหาดทราย และสายลมของหัวหิน

ถ้าหากเป็นเธอฉันจะยอม

ช้ำก็จะยอม ทุกข์ก็จะยอม

ฉันจะไม่กลัว ถ้าหากต้องเสียใจ

สักหนึ่งนาทีก็จะยอม ช้ำก็จะยอม

ทุกข์ก็จะยอม ฉันคงต้องยอม

ถ้าหากต้องเสียใจ

เพลงนี้ Musketeers ตั้งใจพูดถึงช่วงเวลาของการตกอยู่ในห้วงภวังค์ของความรัก จนทำให้เราไม่อยากทำอะไรเลย นอกจากแค่ได้อยู่กับคนที่เรารักก็พอ แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็จะยอม ซึ่งในส่วนของดนตรีก็ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ในแบบของมัสเก็ตเทียร์ไว้ และเพิ่มด้วยลูกเล่นของเสียงกีตาร์และเบสที่คล้อยตามไปกับอารมณ์เพลง ยิ่งทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่เย้ายวนที่สุดของมัสเก็ตเทียร์

 


Pae Arak and The Pisat Band – อย่าเล่นกับไฟ


คราวนี้ เป้ อารักษ์ แอนด์ เดอะปีศาจแบนด์ (Pae Arak and The Pisat Band) มาพร้อมกับดนตรีสไตล์ Hard Rock โดยมี ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์ และ อัด เดอะปีศาจแบนด์ เป็นโปรดิวเซอร์เนื้อหาของเพลงพูดถึงความรักของหนุ่มสาวที่เป้ได้เปรียบผู้ชายเจ้าชู้ว่าอันตรายเหมือนเปลวไฟ จึงอยากเตือนสาวๆให้ระวังไว้ว่า เล่นอะไรก็ได้ แต่อย่าเล่นกับไฟ!”

อย่าเล่นกับไฟ เพราะเธอจะทนไม่ไหว

อย่าเดินเข้าไป เพราะมันจะเผาเธอไหม้

(อย่าเล่นกับไฟ)

เอ็มวีเพลงนี้ได้ จีน คำขวัญ (คนเดียวกับที่กำกับเอ็มวีเพลง “ปะติดปะต่อ”ของ Greasy Cafe) มาถ่ายทอดเรื่องราวของแก๊งวัยรุ่นหนุ่มสาวที่กำลังจีบกัน โดยแก๊งผู้ชายดูเป็นคนน่ากลัวร้อนแรงเหมือนเปลวไฟ มาหลอกจีบสาวหวานเรียบร้อย เพลงนี้ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม และสไตล์งานมีความเป็น 70’s จัดจ้านอีกทั้งยังถ่ายด้วยกล้องเก่ายุค 70’s เพื่อให้ได้ภาพและอารมณ์ตามยุคนั้นจริงๆ นอกจากนี้เป้ยังชวนน้องร่วมค่าย What The Duck  มี ปอม กิจพัฒน์ เย็นฤดี (มือกีต้าร์ วง De Flamingo) และ ทอย ธันวา บุญสูงเนิน หรือ The TOYS มาร่วมแจมด้วย

 


ท้า” (ประกอบภาพยนตร์ “9 ศาสตรา”) SLOT MACHINE


“ท้า” เพลงใหม่จาก Slot Machine ที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์อนิเมชั่น 9 ศาสตรา ผลงานสร้างของ เอ็กฟอร์แมท ฟิล์มส์  และ เอ็ม พิคเจอร์ส เป็นแอนนิเมชั่น แนวแอคชั่น ผจญภัย แฟนตาซี ฝีมือคนไทย กำกับภาพยนตร์โดยกันย์ พันธ์สุวรรณและณัฐ ยศวัฒนานนท์” 

“9 ศาสตราเป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นที่ผสมผสานวัฒนธรรม ศิลปะมวยไทย และเรื่องราวการต่อสู้ที่เปี่ยมไปด้วยจินตนาการและน่าติดตาม ซึ่งสิ่งนี้ได้เป็นแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงของ Slot Machine ที่ต้องการถ่ายทอดอารมณ์อันฮึกเหิมที่พร้อมท้าสู้กับอุปสรรคทั้งหลายที่ดาหน้าเข้ามา

เนื้อเพลงยังใช้คำสวยในสไตล์ของ Slot Machineซึ่งเข้ากันดีกับบรรยากาศของแอนิเมชั่นเรื่องนี้

“จันทราสีดำ

กลุ่มดาวริบหรี่

เลือนรางชี้ส่องทางข้างหน้า

ดั่งพายุใหญ่ ดั่งห่าฝนเทลงมา

อันตรายอย่างไร จะวัดใจคนเรา

สุดท้ายแม้นรกจะร้อนกว่าไฟ

ยังยืนยันที่จะเข้าไป

เราเดิมพันด้วยชีวิต เราเดิมพันด้วยชีวิต

สุดท้ายแพ้ชนะ ต้องสู้สุดใจ

ความเป็นตายเรามันท้าทาย”


แต่ยังคิดถึงตู่ ภพธร


ซิงเกิ้ลใหม่ จากหนุ่มเสียงอบอุ่น ตู่ ภพธร ที่คราวนี้มาพร้อมเพลงเหงาๆ ถ่ายทอดอารมณ์คิดถึงที่มีต่อคนรักเก่า ที่ไม่ว่าเธอจะอยู่ไหน อยู่กับใคร ฉันก็สุขใจขอเพียงได้คิดถึงเธอ แค่นั้นพอ…

“แต่ยังคิดถึงเธอได้มั้ย

ถ้าฉันไม่ได้ทำให้เธอลำบากใจ

จะไม่ขออะไร ไม่ได้หวังให้เธอคืนกลับมา

แค่คิดถึงเธอเท่านั้น

แม้รู้ว่าในวันนี้เธออยู่กับใคร

ก็ไม่เป็นไร แค่ได้คิดถึงเธอคนเดียวก็พอ”

เพลงนี้ ตู่ เป็นคนโปรดิวซ์เองเลย โดยถ่ายทอดออกมาในท่วงทำนองของเพลงป็อปที่มีกลิ่นอายของ R&B ตามสไตล์ของตู่ ภพธร ซึ่งเพลงนี้ได้ โอ Room39 มาแต่งเนื้อร้องและทำนองให้

เอ็มวีเพลงนี้ได้ ต่อ ธนภพ มาถ่ายทอดความเหงาที่มีต่อช่วงเวลาดีๆกับคนรักเก่า หลังได้พบร่องรอยแห่งความทรงจำในครั้งนั้น กำกับโดย วรรณแวว แวววรรณ หงษ์วิวัฒน์ ที่เพิ่งกำกับเอ็มวีเพลง เกี่ยวกันไหม?ของ อิ้งค์ วรันธร มาหมาดๆ


และนี่ก็คือ 10 เอ็มวีเพลงใหม่หลากสไตล์ หลากเนื้อหา ที่จะทำให้เราเพลิดเพลินไปกับท่วงทำนองอันไพเราะส่งท้ายปีนี้อย่างมีความสุข

ในปีนี้เพื่อนๆมีความสุขกับการฟังเพลงอย่างไร ในปีหน้าก็ขอให้มีความสุขยิ่งๆขึ้นไป มีบทเพลงใหม่ๆมาเป็นเพื่อนแก้เหงา เพื่อนที่เข้าใจในอารมณ์และความรู้สึกในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต เป็นเพื่อนช่วยคิด ช่วยทำให้เข้าใจเพื่อให้เพื่อนๆได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขต่อไปนะครับ แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ

“สวัสดีปีใหม่” ครับ ^___^

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I: ภาคต่อสุดกระแทกใจ

Published

on

By

หนังพัฒนาโตขึ้นจากภาคเก่ามากกก จนเกือบตั้งตัวไม่ทัน มันไม่ใช่หนังวัยรุ่นไม่ประสาโลกอีกแล้ว แต่เป็นหนังคนที่เผชิญความทุกข์หนัก ๆ ด้วยรอยยิ้มด้วยเสียงหัวเราะแทน ใครอกหักหรือสูญเสียสิ่งที่รักควรดูมาก ๆ

ไทบ้านเดอะซีรีส์ คือหนังอีสานอินดี้ (ในแง่เงินทุน แต่เนื้อหาตลาดตลกมาก) เมื่อต้อนปีก่อน หนังคือเซอร์ไพร้สฮิตแบบป่าล้อมเมือง เริ่มจากตีหัวเมืองฝั่งอีสานก่อกระแสปากต่อปากจนในที่สุด โรงหนังต้องเอาเข้ามาฉายให้คนกรุงได้ดูกันจนได้ และหลังจากหลายคนที่พลาดดูในโรงไป เมื่อหนังลงแผ่นก็กลายเป็นกระแสความสนใจ และเสียงบ่นเสียดายที่ไม่ได้ไปดูในโรงตั้งแต่แรกของหลาย ๆ คนด้วยเช่นกัน ครั้งนี้ทีมงานชุดเดิมได้กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวที่ต่อจากภาคที่แล้วเลยใน ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 ซึ่งจะออกฉายแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2 Part I และกลางปีนี้ในชื่อ ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2

ย้อนความจากภาคที่แล้วเล็กน้อย เพราะหนังแทบไม่เกริ่นเนื้อหาเดิมให้เลย จาลอด พระเอกคนซื่อที่ฝึกวิชาเจ้าชู้จากเพื่อนอย่าง เซี่ยง แบดบอยประจำหมู่บ้าน เพื่อหวังจะมีแฟนกับเขาสักคน จนมีสาวมาติดมากหน้าหลายตา เช่น แนน ลูกสาวเศรษฐี และ หมอปลาวาฬ อนามัยสาวประจำตำบล แต่แล้วที่สุดเขาก็เลือกตกลงปลงใจกับครูฝึกสอนอย่าง ครูแก้ว ในภาค 2 นี้ จาลอดก็เริ่มแอบใช้ชีวิตตู่ร่วมกับครูแก้วโดยที่พ่อฝั่งสาวเจ้ายังไม่รู้เรื่อง และหนังเริ่มแบ่งพื้นที่ไปให้ตัวละครอื่น ๆ ได้อย่างสนุกและแปลกใหม่ขึ้น

ทั้ง เซี่ยง ที่ภาคนี้เขาแทบจะเป็นตัวเอกแทนเลย จากแบดบอยประจำหมู่บ้าน เขาพบความอกหักจากใบข้าวแฟนสาวที่แอบไปแต่งงานกับชายอื่น จนเขารับไม่ได้ต้องหนีไปบวชเพื่อรักษาหัวใจ หลวงพี่เซี่ยงยังต้องเป็นที่ปรึกษาให้เพื่อนมากฝันอย่าง ป่อง ที่ล้มเลิกความคิดทำร้านเซเว่นและหนีออกจากบ้านมาพึ่งกำลังตนเองพิสูจน์ว่าเขาสามารถประสบความสำเร็จได้ แต่ก็นั่นล่ะธุรกิจสโตร์ผักที่เขาตั้งใจไว้ก็ดูฝันเฟื่องเหลือเกิน ในขณะที่ จาลอด ภาคนี้อาจไม่มีบทบาทสำคัญแต่เราก็จะได้เห็นชีวิตหลังจากคบกับ ครูแก้ว แล้ว เขาต้องหางานรายได้พอมาจุนเจือครอบครัว อีกทั้ง มืด น้องชายก็เริ่มริจีบสาวและเรียกร้องเงินจากพี่ชายมากขึ้นด้วย ส่วนอีกฝั่งหนึ่งหนังก้พาเราไปแวะเวียนเยี่ยมชีวิตของ เฮิร์ป ฝรั่งหนุ่มที่มาติดพัน เจ๊สวย จนมีลูกด้วยกันและไม่ยอมกลับประเทศ ส่วนน้องสาวของเจ๊สวยก็เริ่มมีหนุ่มมาติดพันให้เจ๊สวยเหนื่อยใจ ไหนจะ โรเบิร์ด ที่เจอวิบากกรรมในชีวิตตั้งแต่ต้นเรื่องจนกลายเป็นคนบ้าที่ทั้งป่วนทั้งน่าสงสารจับใจ

ความตลกอาจลดลงนิดหน่อย เพราะหนังดูให้ความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากขึ้น ซึ่งทำได้ดีเลยล่ะ เพราะมันอิ่มขึ้นดูจับหัวใจเราได้มากกว่าเดิมด้วย จุดแข็งของหนังยังคงเป็นความเด็ดดวงในการกำกับตัวละครต่าง ๆ ได้อย่างมีสีสันและน่าเชื่อว่ามีอยุ่จริง ความธรรมชาติแบบชีวิตจริงมาก ๆ ทั้งวิธีการแสดงและบริบทการดำเนินชีวิตก็เป็นเอกลักษณ์สำคัญที่สร้างหนังอีสานเรื่องนี้โดดเด้งเหนือหนังตลกดาด ๆ ตีหัวเข้าบ้านทั่วไป ต้องยอมใจทั้งผู้กำกับและมือเขียนบท ตลอดจนทีมนักแสดงว่าทำได้ไงขนาดนี้ มันถ่ายทอดอารมณ์ได้พุ่งตรงใส่คนดูมาก ๆ ยิ่งการแสดงของพระเซี่ยง กับโรเบิร์ด นี่คือการแสดงที่เหนือไปอีกชั้นแล้ว คือจะเอาชื่อเข้าชิงดาราสมทบชายยอดเยี่ยมนี่ก็สมศักดิ์ศรีเลยล่ะ

อีกอย่างที่อยากพูดถึงในส่วนโปรดักชั่นคือการเคลื่อนกล้องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ฉากลองเทคที่โชว์ฝีมือแบบเหนือ ๆ ก็ทำให้เราเห็นว่ามันสร้างสรรค์นะ ไม่ได้แค่ถ่าย ๆ ไป ส่วนข้อด้อยงานภาพคงเป็นเรื่องของการจัดแสงที่ใช้ไฟอัดทั้งฉากแบบละครช่อง 7 มากไปจนดูไม่ธรรมชาตินัก

ส่วนเรื่องเพลงที่เป็นไม้ตายประจำของหนังชุดนี้ แม้จะไม่ได้มีมากมายและแทบจะปล่อยหมัดมาเกือบหนังจะจบ แต่ต้องบอกว่าเป็นหมัดน๊อกกันเลยทีเดียวล่ะ เพราะวิธีการใช้เพลงก็ไม่ธรรมดา แถมเนื้อหาเพลงยังพอดีกับจังหวะหนัง คือโดนไปเต็ม ๆ ส่วนที่ยกให้เป็นท่าใหม่ของหนัง แถมเป็นท่าที่ยกระดับหนังไปสู่หนังรางวัลคือ ความเซอร์ไพร้สเรื่องความทุกข์ยาก วิบากกรรมของชีวิตที่แต่ละตัวละครต้องเจอไม่ต่างจากชีวิตคนจริงๆ ที่เราเจอจับต้องได้ มันคือรสชาติที่ตราตรึงใจ บอกเลยว่าแค่ฉากเปิดเรื่องก็ทำเอาเหวอแล้วจริง ๆ

จุดด้อยหลักคงเป็นความล้นบ้างหลายฉากที่ไม่จำเป็นของหนัง ที่ทำให้หนังลากยาวไปถึงสองชั่วโมง แม้เราจะดูเพลินมาก ๆ ก็เถอะ แต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังนานไปนิด อีกอย่างคือคนดูควรมีพื้นจากภาคแรกมาด้วยถึงจะเข้าใจเนื้อหาเพราะอย่างที่บอกว่าหนังไม่ค่อยเกริ่นความเดิมนัก ส่วนความตลกยังมีมุกขำ ๆ และรอยยิ้มเรี่ยราดกระจัดกระจายทั้งเรื่องเช่นเดิม ยิ่งถ้าฟังสำเนียงอีสานสด ๆ ได้รุ้เรื่องจะสนุกกว่าอ่านซับไทยอีก 1.5 เท่าเลยทีเดียว

และสุดท้ายที่เสียดายคือหนังถูกแบ่งเป็นสองภาค ต้องรอดูภาค 2.2 ต่ออีกไม่รู้นานเท่าไหร่ เพราะตอนจบภาค 2.1 นี้มันทิ้งได้แบบพายุก่อตัวก่อนจะไคลแม็กซ์มาก อยากรู้ตอนต่อสุด ๆ จริง ๆ คือไม่อยากสปอยล์ แต่บอกเลยว่าตั้งแต่ฉากต้นเรื่อง กับฉากจบหนังเล่นหนักมือมากครับ สุด ๆ อ่ะ พูดไม่ออกเลย จุกใจ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว] All The Money In The World ฆ่า ไถ่ อำมหิต – การลงทุนมีความเสี่ยงโปรดศึกษาสันดานก่อนตัดสินใจ

Published

on

สิ่งที่ดูจะเป็นจุดขายแบบไม่ตั้งใจจนเกินหน้าเกินตาตัวหนังเห็นจะเป็นการแก้ปัญหาแบบสุดโต่งของผู้สร้าง All The Money In The World ที่ตัดสินใจควักเงินถึง 10 ล้านเหรียญถ่ายซ่อมทุกฉากของ เควิน สเปซีย์ ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้ หลังเกิดข่าวล่วงละเมิดทางเพศอันฉาวโฉ่ โดยเลือก คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ มาแสดงแทนทั้งที่มีเวลาถ่ายทำเพียง 8 วันจนได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงแทบทุกสถาบัน เหลืออย่างเดียวที่หนังต้องพิสูจน์นั่นคือการหยิบเรื่องราวการลักพาตัวหลานของมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าแต่ตีราคากับของทุกสิ่งจนแม่แท้ๆต้องพยายามอ้อนวอนขอเงินปู่มาไถ่ชีวิตลูกตัวเองจะทำออกมาอีท่าไหนกันแน่


ภาพเทียบ เควิน สเปซีย์ (ซ้าย) กับ คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ (ขวา) ในบท จอห์น พอล เก็ตตี้


โดยเรื่องราวที่ว่าเกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ จอห์น พอล เก็ตตี้ที่สาม (ชาร์ลี พลัมเมอร์) ถูกจับไปเรียกค่าไถ่กลางกรุงโรม ประเทศอิตาลี และด้วยเป็นหน่อเนื้อสกุลเก็ตตี้ทำให้ เกล (มิเชลล์ วิลเลียมส์) แม่ของพอลพยายามทำทุกทางเพื่อหวังให้ จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ (คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์) คุณปู่มหาเศรษฐีสุดเย็นชา ยอมเจียดเงินมาจ่ายค่าไถ่ให้โจรแต่การจะเปลี่ยนใจคนใจหินที่เห็นเงินดีกว่าหลานนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายโดยงานนี้เกลหวังพี่งพาได้เพียงเฟลตเชอร์ เชส (มาร์ค วอห์ลเบิร์ก) อดีตซีไอเอผู้ช่วยที่เก็ตตี้คนปู่หวังให้ไปเจรจาลดค่าไถ่จากโจร



แน่นอนล่ะว่าการได้เรื่องราวเรียกค่าไถ่สะเทือนประวัติศาสตร์มาทำเป็นหนังย่อมมีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผู้กำกับอย่างริดลีย์ สก็อตต์ ปรุงแต่งให้เรื่องราวมีความแตกต่างจากหนังเรียกค่าไถ่อื่นๆก็ตรงที่การใส่รายละเอียดและสร้างมิติให้ตัวละครทุกตัวด้วยภาษาภาพยนตร์จนเรื่องราวดูสมจริงและแทบไม่มีใครเป็นฮีโร่หรือผู้ร้ายที่แท้จริงในเหตุการณ์นี้ได้เลยสักคนโดยเฉพาะออกแบบสภาวะแวดล้อมตัวละครตัวละครอย่าง จอห์น พอล เกตตี้ ซีเนียร์ ที่มีทั้งความเย็นชาและว้าเหว่ ภายใต้บ้านหลังใหญ่โตเต็มไปด้วยสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลแต่กลับมีแสงเพียงเล็กน้อยพอสาดส่องให้เขาเห็นเพียงมูลค่าน้ำมันบนกระดาษเพื่อสะท้อนความเป็นเศรษฐีที่หมดความเชื่อใจและไม่เห็นคุณค่าของมนุษย์ ทำให้ทั้งเรื่องนอกจากจะต้องมานั่งลุ้นว่าเกลและเฟลตเชอร์จะช่วยพอลได้ไหม เรายังต้องมาลุ้นให้คุณปู่ขี้ตืดยอมใจอ่อนและมีมนุษยธรรมซักทีซึ่งนับว่าเป็นการสร้างตัวละครที่ชาญฉลาดมาก ไม่เพียงเท่านั้นตัวละครฝั่งโจรอย่างซินควอนต้า (โรแมง ดูริส) ที่แม้ใบหน้าจะดูโหดเหี้ยมแต่กลับเปี่ยมน้ำใจจนเป็นเพียงทางรอดเดียวของพอลท่ามกลางคนโฉดที่ลักพาตัวเขามาก็ยังสร้างทั้งความขบขันและไม่น่าไว้วางใจให้กับเรื่องราวได้ลุ้นระทึกกันไปอีกขั้นอีกด้วย



ไม่เพียงเท่านั้น ริดลีย์ สก็อตต์ ยังสามารถควบคุมจังหวะจะโคนในแต่ละฉากให้คนดูได้ลุ้นระทึกกันตลอดแถมยังล่อหลอกคนดูกันไม่เว้นแต่ละซีน ทั้งการใช้โมทีฟหรือวัตถุกระตุ้นเรื่องอย่างรูปสลักที่ถูกวางให้กลายเป็นของมีค่าในต้นเรื่องก่อนความจริงจะเปิดเผยซึ่งนอกจากจะช่วยก่อร่างสร้างความระทึกให้กับเรื่องราวแล้วมันยังส่งเสริมกับธีมหลักของเรื่องอันว่าด้วยคุณค่าที่มนุษย์ปั้นแต่งให้สิ่งต่างๆและช่วยเปิดปมตัวละครในตระกูลเก็ตตี้ที่แทบไม่ได้ผูกพันธ์กันด้วยสิ่งใดนอกจากทรัพย์สินเงินทองเพียงเท่านั้น แถมหนังยังมีจุดชวนหัวอย่างความโง่เขลาเบาปัญญาของโจรหรือแม้กระทั่งจุดที่ล่อหลอกคนดูให้เชื่อว่า พอล ปลอดภัยแล้ว ก่อนจะตลบหลังคนดูจนเราไม่อาจคาดเดาทิศทางของเรื่องราวได้อีก ซึ่งส่วนนี้คงต้องชื่นชม เดวิด สการ์ปา มือเขียนบท The Last Castle (2001) ที่สามารถสรุปเรื่องราวจากหนังสือบันทึกความทรงจำสู่บทหนังระทึกขวัญครบรสทั้งความบันเทิงและไม่ด้อยด่าในแง่การส่งเสริมให้คนเกิดพุทธิปัญญา



ท้ายสุด แน่นอนล่ะว่าใครก็คงต้องชื่นชม คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ ที่สามารถสวม จอห์น พอล เก็ตตี้ ซีเนียร์ ได้อย่างลุ่มลึกและสามารถขโมยซีนได้ทุกฉากที่ปรากฎตัว โดยแทบจะกลืนกินและกลายเป็นตัวละครมหาเศรษฐีใจหินได้อย่างแทบไม่ต้องพยายาม แต่กระนั้นเราก็ยังไม่อาจมองข้าม มิเชลล์ วิลเลียมส์ ในบท เกล แม่ผู้พยายามทำทุกทางให้ได้ลูกกลับมา ทั้งสีหน้าแววตาและการแสดงที่นำพาอารมณ์ตัวละครให้คนดูได้รู้สึกพังทลายตามเธอทุกครั้งที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ได้จริงๆ จนบางทีสาเหตุที่มาร์ค วอห์ลเบิร์ก ยอมบริจาคส่วนต่างจากการถ่ายซ่อมถึงหนึ่งล้านห้าแสนเหรียญเข้ากองทุนต่อต้านการล่วงละเมิดทางเพศในนามมิเชลล์ วิลเลี่ยมส์ น่าจะเพื่อชดเชยกับความอยุติธรรมของค่าจ้างที่เขาได้มากกว่ามิเชลล์เป็นร้อยเท่านั่นเอง

สรุปแล้ว All The Money In The World นับเป็นหนังระทึกขวัญที่มีการแสดงระดับเข้าชิงรางวัลออสการ์ของคริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์ เป็นไฮไลต์สำคัญในหนังที่ล่อหลอกคนดูจนเดาทางไม่ถูก และยังสอนสัจธรรมเรื่องทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้อย่างเห็นภาพที่สุด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!