007 No Time To Die Delayed
007 No Time To Die Delayed

“พยัคฆ์ร้ายพ่ายไวรัส” 007 No Time To Die เลื่อนฉายทุกประเทศ จากเมษาเป็นพฤศจิกา เพราะ Covid-19

เป็นหนังอีกเรื่องที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก และกลายเป็นข่าวร้ายสำหรับแฟน ๆ ที่รอคอยรวมถึงผู้สร้างหนัง เมื่อพิจารณาถึงการโปรโมตที่เดินหน้าไปแล้วกว่า 80% สำหรับ 007 ภาคสุดท้ายของ Daniel Craig ในชื่อตอน No Time To Die หรือพยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะที่มีกำหนดวันฉายเดิมในสหรัฐฯ ในวันที่ 10 เมษายนนี้แล้ว ล่าสุดทางค่ายหนังได้ออกมาประกาศเลื่อนการฉายหนังเรื่องนี้พร้อมกันทุกประเทศทั่วโลก ไปว่ากันใหม่ ณ วันที่ 12 (สำหรับประเทศอังกฤษ) และ 25 พฤศจิกายน (สำหรับสหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ) นับเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกที่พ่ายให้กับไวรัส Covid-19 และขอหลบฉากไปทำรายได้ในอีก 7 เดือนนับจากนี้

ภาพโปสเตอร์ในประเทศไทย ขณะที่หนังใกล้ฉายในสถานการณ์ Covid-19
ภาพโปสเตอร์ในประเทศไทย ขณะที่หนังใกล้ฉายในสถานการณ์ Covid-19 (ภาพจาก AFP)

ก่อนหน้านี้ 007 No Time To Die ซึ่งจัดจำหน่ายในสหรัฐฯ โดยค่ายหนัง MGM ของ United Artists และจัดจำหน่ายนอกสหรัฐฯ รอบนี้โดยค่าย Universal Studios ได้ออกมาแถลงข่าวยกเลิกการจัดงานเปิดตัวรอบปฐมทัศน์ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีฐานแฟน ๆ ของ 007 หนาแน่นเสมอมา ต่อมาเป็นรอบปฐมทัศน์ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษในวันที่ 21 มีนาคมที่ก็ถูกยกเลิก โดยการตัดสินใจเลื่อนครั้งสุดท้ายนี้ที่ถือเป็นการยอมแพ้อย่างเป็นทางการต่อกำหนดวันฉายเดิมนี้ แหล่งข่าวภายในของ The Hollywood Reporter เปิดเผยว่า เป็นคำสั่งตรงลงมาจาก Barbara Broccoli และ Michale G. Wilson หัวเรือใหญ่ทั้งสองที่คุมแฟรนไชส์ James Bond มาอย่างยาวนาน

เมื่อสัปดาห์ก่อน แฟน ๆ หนังของ Bond กลุ่มใหญ่ที่ใช้ชื่อกลุ่มว่า MI6-HQ (MI6 คือชื่อหน่วยงานต้นสังกัดของสายลับ James Bond ตามเนื้อเรื่อง HQ ย่อมาจาก Head Quarter ที่แปลว่าสำนักงานใหญ่) ได้ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้สร้างหนังว่า ” เห็นแก่สุขภาพของแฟน ๆ หนังของคุณ โปรดเลื่อนการฉายออกไปด้วยเถอะ มันเป็นแค่หนัง ไม่สำคัญไปกว่าชีวิตของคนดูหนังหรอกนะ!” ซึ่งเห็นแบบนี้ก็แสดงว่า ค่ายหนังก็ตอบรับการเรียกร้องนี้ของแฟน ๆ

โปสเตอร์ล่าสุดของ 007 No Time To Die
โปสเตอร์ล่าสุดของ 007 No Time To Die

007 No Time To Die เป็นภาคที่ 5 ของ Daniel Craig ทิ้งห่างจากภาคก่อนอย่าง Spectre (2015) ถึง 5 ปีเต็ม ใช้ทุนสร้างถึง 250 ล้านเหรียญฯ สูงกว่าทุกภาคที่เคยสร้างกันมา Craig สวมบทบาทนี้มาตั้งแต่ภาค Casino Royale (2006) เมื่อ 13 ปีก่อน ภาคนี้กำกับโดย Cary Joji Fukunaga จากซีรีส์ True Detective (2014) มินิซีรีส์ Maniac (2018) เนื้อเกี่ยวกับการที่ 007 ได้ออกจากการปฏิบัติหน้าที่เป็นสายลับและเกษียณตัวเองไปอยู่ที่ประเทศจาไมกา แต่แล้วเพื่อนเก่าสายลับ CIA อย่าง “ฟีลิกซ์ ไลเทอร์” ก็ปรากฏตัวเพื่อขอให้เขาทำภารกิจช่วยเหลือนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกลักพาตัวไป ทำไปทำมากลายเป็นว่าภารกิจนี้ซับซ้อนและมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ บอนด์ต้องออกไล่ล่าตัวร้ายสุดอันตรายที่มาพร้อมกับอาวุธลับไฮเทคชิ้นใหม่

นอกจากจะได้ Craig กลับมารับบทเป็นครั้งสุดท้าย หนังก็ยังได้สาวบอนด์จากตอนที่แล้ว Léa Seydoux (Mission Impossible: Ghost Protocol) กลับมารับบท “แมดเดอร์ลีน สวอนน์” เช่นเดิม และ Christoph Waltz (Django Unchained, Inglorious Basterds) กลับมารับบท “โบลเฟลด์” ตัวร้ายของภาค Spectre เพิ่มเติมด้วย Rami Malek นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์นำชายปี 2019 มาแสดงเป็นตัวร้ายหลักในภาคนี้

อ้างอิง

อ้างอิง

อ้างอิง

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส