13 เรื่อง (บ้าๆ) ของต้า พาราด็อกซ์

วงพาราด็อกซ์คือวงดนตรีที่มีอายุยืนยาวอยู่ในวงการมากว่า 25 ปี มีแฟนเพลงเหนียวแน่นที่ชื่นชมในงานเพลงอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ที่ฟังง่ายแต่ไว้ลายชั้นเชิงของคนดนตรี นอกจากนี้พาราด็อกซ์ยังมีการแสดงที่ทั้งบ้า ฮา และสร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีวงไหนในบ้านเราทำมาก่อน

ต้า อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา หรือ ต้า พาราด็อกซ์ คือฟรอนต์แมนของวง ชายหนุ่มลุคธรรมดาแต่แฝงไว้ด้วยความไม่ธรรมดา (และความบ้าเกินพิกัด) เขาคือคนที่มีความฝัน ความเชื่อมั่นและมุ่งมั่นตั้งใจในสิ่งที่รักและลุ่มหลง หลายคนอาจจะได้สัมผัสความเป็นผู้ชายคนนี้ผ่านบทเพลงหรือในบางบทสัมภาษณ์ แต่ในป๋าเต็ดทอล์ก ep นี้เราจะได้สัมผัสเรื่องราวของเขาอย่างลึกซึ้งกับบทสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยเรื่องที่ไม่คาดคิด ทั้งความประหลาด ความสยองขวัญ ความเนิร์ด ความเดือด ความน่าเหลือเชื่อ รวมไปถึงอภินิหารและมิตรภาพ…

วงพาราด็อกซ์

ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนพาราด็อกซ์หรือไม่ หรือรู้จักเขามามากแค่ไหน เรื่องราวเหล่านี้จะทำให้คุณสนุกสนานเพลิดเพลินและประทับใจแน่นอน

มาทำความรู้จักกับ “ต้า” นักร้องนำของ “พาราด็อกซ์” หนึ่งในวงดนตรีที่ประหลาดที่สุดในประเทศนี้กันครับ

[บทความนี้เรียบเรียงจาก ป๋าเต็ดทอล์ก SEASON 3 EP.5 เรื่อง(บ้าๆ) ของต้า พาราด็อกซ์ เสริมด้วยเกร็ดความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ]

 

 


Introduction


 

  • อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา หรือ ต้า พาราด็อกซ์ ปัจจุบันมีอายุ 43 ปี เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520 เป็นบุตรของหม่อมหลวง อิทธิกร กฤดากร กับนางอัจฉรา กฤดากร ณ อยุธยา เป็นนักร้อง นักกีตาร์ ผู้แต่งเนื้อร้องและทำนอง และเป็นหัวหน้าวงดนตรีสุดแนวที่เป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของวงการดนตรีไทยนามว่า “พาราด็อกซ์” (Paradox)
  • ต้าจบการศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีในสาขาวิชาศิลปศึกษา จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • เคยประกอบอาชีพเป็น ครูสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ และวิชาคอมพิวเตอร์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • ต้าและวงพาราด็อกซ์มีผลงานมาแล้วทั้งหมด 7 อัลบั้มบนดินและอีก 3 อัลบั้มใต้ดิน ได้แก่

 

  • อัลบั้มใต้ดิน
  • แมลงวันสเปน(พ.ศ. 2540)
  • PARADOX & My Friends(พ.ศ. 2541)
  • แค้นผีนรก(พ.ศ. 2543)

 

  • อัลบั้มสตูดิโอ
  • Lunatic Planet(พ.ศ. 2539)
  • Summer(พ.ศ. 2543)
  • On The Rainbow(พ.ศ. 2545)
  • Free Style(พ.ศ. 2546)
  • X (Ten Years After)(พ.ศ. 2549)
  • Day Dreamer(พ.ศ. 2554)
  • Before Sunrise after Sunset (พ.ศ. 2559)

 


13 เรื่อง (บ้า ๆ) ของต้า พาราด็อกซ์



1.ออกอัลบั้มแรกในวัยเพียง 17 ปี และ 2. หัดเล่นดนตรีด้วยการออกอัลบั้ม


 

อัลบั้ม Lunatic Planet
  • พาราด็อกซ์ออกอัลบั้มแรก “Lunatic Planet” ในปี 2539 ในตอนนั้นต้ามีอายุแค่ 17-18 ปีเท่านั้นและกำลังศึกษาอยู่ชั้นปี 1 ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พาราด็อกซ์เริ่มต้นเส้นทางดนตรีด้วยการทำอัลบั้มออกมาเลย เล่นไป ทดลองทำไป จนออกมาเป็นอัลบั้มแรก “Lunatic Planet” วางจำหน่ายวันที่ 16 ธันวาคม ปี พ.ศ. 2539 โดย MGA และออกภายใต้สังกัด อิสเทอร์นสกาย เร็คคอร์ดส (ค่ายเดียวกับวง “พราว” ) ปัจจุบันไม่มีวางจำหน่าย จึงทำให้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่หายากอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย
  • ในอัลบั้มนี้มีบางบทเพลงที่ต่อมาได้ถูกนำไปจัดทำใหม่แล้วบรรจุไว้ในอัลบั้มอื่น ๆ อาทิ “ไก่” ดัดแปลงจากเพลง คนขายไก่ ของ ศรเพชร ศรสุพรรณ และได้จัดทำใหม่ในอัลบั้ม “On The Beach” , “นักมายากล” จัดทำใหม่ในอัลบั้ม “แค้นผีนรก” และ “Free Style”

  • หลังจากนั้นก็ได้ออกทัวร์เวทีแรกร่วมกับอู๋ ธรรพ์ณธร จากที่ไม่เคยเล่นเวทีใหญ่จึงทำให้ต้าเครียดพอสมควร พอถึงเวลาเล่นมีคนดูน้อย ก็ค่อย ๆ คลายกังวล พอวันต่อมาจึงเริ่มปรับตัวได้ การที่คนน้อยทำให้ได้มีโอกาสตั้งตัว ได้ซักซ้อมจนเจนเวที (วันนี้ใครที่เคยดูพาราด็อกซ์แสดงสดจะรู้ว่าพวกเขานั้น “เจนเวที” มากแค่ไหน)
  • ตอนแรกต้าไม่ได้คิดจะเป็นนักร้อง ตอนแรกมี “สอง พาราด็อกซ์” (มือเบส) เป็นนักร้องนำอยู่แล้ว แต่สองมองว่าต้าก็แต่งเพลงเองก็ควรที่จะร้องเองด้วย ผนวกกับต้าเองก็เป็นคนชอบร้องเพลงตั้งแต่เด็กก็เลยเออออรับหน้าที่นี้ และกลายเป็นฟรอนต์แมนของวงพาราด็อกซ์มาตราบจนทุกวันนี้

3.ฉายแววศิลปินจากเพลงยอดมนุษย์ที่อัดตอนอายุเพียงห้าขวบ


  • ตอนต้าได้กลับมาฟังเพลงที่ตัวเองเคยอัดไว้ตอนเด็ก เขาก็รู้ขึ้นมาในทันทีว่า “ไอ้เด็กคนนี้ พอโตขึ้นมันจะสามารถเป็นศิลปินได้อย่างแน่นอน” (เป็นการชมตัวเองอย่างมีศักยภาพยิ่งนัก) [ฟังเสียงผลงานต้าวัยเด็กได้ในนาทีที่ 7.49] การที่ต้าได้กลับมาเห็นร่องรอยความสร้างสรรค์ที่ตนเองเคยทำไว้แต่วัยเด็ก มันทำให้เขาได้เห็นถึงศักยภาพ ตัวตน ความรักและชื่นชอบที่เขามีต่อเสียงดนตรี แถมเป็นดนตรีในสไตล์ที่ถูกพัฒนามาเป็นงานของพาราด็อกซ์ในทุกวันนี้ด้วย ยิ่งทำให้ตัวตนและผลงานของต้ามีความชัดเจนอย่างยิ่ง
ปกเทปที่ต้าอัดไว้ในวัยเด็ก

4.ได้หัดแต่งเพลง เพราะอยากเล่นเพลงคนอื่น แต่แยกประสาทดีดกีตาร์ไป ร้องไป ไม่ได้


 

  • ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นข้อด้อยหรือข้อเด่นกันแน่ (น่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า) กับการที่ต้าไม่สามารถเล่นเพลงคนอื่นได้เพราะไม่สามารถแยกประสาทดีดกีตาร์ไปด้วยและร้องเพลงไปด้วยได้ มันทำให้เวลาที่ต้าเล่น เขาจะใส่เนื้อใหม่เข้าไปเองลามไปจนถึงเปลี่ยนเมโลดี้ จนในที่สุดจากเพลงต้นฉบับมันก็กลายเป็นเพลงใหม่ในที่สุด กลายเป็นการฝึกเขียนเพลงด้วยวิธีเฉพาะตัวไปเลย

 


5.เพราะเกรงใจคุณย่าเลยได้ฝึกสกิลร้องเสียงหลบจนเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของต้า


 

  • ในช่วงที่ต้าอยู่ที่สัตหีบกับคุณย่า ห้องของต้ากับคุณย่าจะอยู่ติดกันและเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนท่าน ต้าจึงเล่นเบา ๆ เและร้องเบา ๆ จนการร้องเบา ๆ กลายมาเป็นการร้องเสียงหลบอันเป็นเอกลักษณ์ของต้าในที่สุด (เรื่องนี้ชวนให้คิดถึงเรื่องเล่าของมือกีตาร์แจ๊สนาม “เวส มอนต์โกเมอรี” ที่ใช้เวลาช่วงกลางคืนหลังจากภรรยาและลูกเข้านอนแล้วมาฝึกกีตาร์ และเพื่อไม่ให้เป็นการส่งเสียงรบกวนจึงเล่นเบา ๆ ด้วยการใช้นิ้วแทนที่จะใช้ปิ๊ก จนพัฒนากลายมาเป็นเอกลักษณ์ในการเล่นกีตาร์แจ๊สแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครใช้มาก่อน)

 


6.สะสมตุ๊กตาผีเน้นอันที่ดูเละ ๆ และจะดีมากหากมีความสยองขวัญหรือหลอนเป็นพิเศษ


 

  • ต้าเป็นคนที่บ้าอะไรแล้วจะบ้าจริงจัง อย่างของสะสมก็จะสะสมอย่างจริงจังและแปลกแหวกแนวเหลือเกิน อย่างเช่น “ตุ๊กตาผี” ที่ต้านิยามว่าเป็นอะไรก็ได้ที่หลอน ๆ เหวอ ๆ อย่างเช่น โมเดลจากภาพยนตร์เรื่อง “The Things” ที่มาแบบเละ ๆ แหวะ ๆ หรือพวกตุ๊กตาเด็กผู้หญิงที่มักปรากฏอยู่ในหนังผี ที่พอเราเห็นเราจะเรียกมันทันทีว่า “ตุ๊กตาผี” นั่นล่ะ บางตัวเจอจากข้างถนนยิ่งทำให้คิดจินตนาการไปไกลว่ามันต้องมีเรื่องราวชวนสยองอยู่เบื้องหลังแน่ บางทีก็ “เลือดเปรอะ” ดูเขรอะ ๆ เก็บมาจนตอนนี้มี 30-40 ตัวแล้ว


7.สะสมเข็มขัดแชมป์มวยโลกอย่างจริงจัง


 

  • ต้าเป็นคนที่ชอบดูมวยสากลมาก อีกทั้งยังชอบชกมวยเล่นกับเพื่อนจนเป็นกิจวัตร ตอนเด็กมีตุ๊กตาฮีแมนก็ไปตัดเข็มขัดเอามาใส่ให้ จนมีเพื่อนคนหนึ่งทำเข็มขัดแชมป์โลกโชว์ไปโชว์มาจนมีคนจ้างทำจริงกลายเป็นอาชีพหลัก บางครั้งทำแล้วมีเศษเหลือต้าก็จะไปขอมาเก็บไว้ มันเลยเป็นเข็มขัดแบบเดียวกันกับที่ใช้จริง ทุกวันนี้มีประมาณ 20 เส้นในทุกสถาบันยิบย่อยมวยชาย มวยหญิงเก็บไว้หมด

 

ต้าเวอร์ชันพร้อมชก !

 

  • ต้าเคยเอาเข็ดขัดแชมป์ไปให้แชมป์เซ็นจริงๆ ด้วย อย่างเช่น  เขาทราย กาแล็กซี นอกจากนี้ยังมีที่ซื้อใน ebay ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าลายเซ็นจริงหรือลายเซ็นปลอมแต่ก็เก็บไว้ เช่น ลายเซ็น “ไมก์ ไทสัน”  “มูฮัมหมัด อาลี” ถือเป็นความสนุกเป็นคุณค่าทางจิตใจ
นวมและลายเซ็นแชมป์

 

เขาทราย กาแล็กซีและเข็มขัดแชมป์ของต้า

 

 


8.เป็นศิลปินร็อกที่ศึกษาเรื่องพระเครื่องอย่างเอาจริงเอาจัง


 

  • ต้าเริ่มสนใจเรื่องพระเครื่องมาตั้งแต่เด็ก ไปเที่ยวที่ไหนก็แวะเข้าวัด ไปทัวร์คอนเสิร์ตรถตู้ก็ชอบพาเข้าวัด ต้าก็จะไปเกาะหน้าตู้ขายของที่ระลึก ตั้งใจเช่าเป็นของสะสมฝากคุณพ่อ ฝากที่บ้าน ฝากพี่นิค ( นิค วิเชียร ฤกษ์ไพศาล อดีตผู้บริหารค่าย จีนี่เรคคอร์ด (Genie Records) ) อันไหนดูขลัง ๆ ก็จะเช่าไว้
  • จุดที่เริ่มสนุกจริง ๆ คือตอนที่เพื่อนที่อยู่วงการพระเครื่องมาเล่าให้ฟังว่าการสะสมพระเครื่องนั้นสนุกแค่ไหน ต้าเองยังขำ ๆ อยู่ ตอนนั้นยังไม่ได้สนใจในเชิงลึกมองว่าเป็นของสะสมประจำจังหวัด จนเพื่อนมาดึงเข้ากลุ่มเลยเริ่มสนใจขึ้นมาเพราะอยากสนุกไปกับเพื่อนเลยไปค้นคว้าและพบความสนุก จนเริ่มเข้าไปประมูลขำ ๆ พอประมูลมาได้ก็เลยเริ่มศึกษาจนพบว่า “พระมีของปลอม” ด้วยหรอ เลยเริ่มสนุกในการแยกแยะของจริงของปลอม เลยเกิดไอเดียว่าจะส่งพระที่มีไปเข้าประกวดจะได้รู้ว่าพระที่มีนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม จนในที่สุดก็ไปได้รางวัล “แชมป์พระสวย” เลยยิ่งทำให้มีไฟ ยิ่งสนุกไปใหญ่

 

 

  • จากนั้นต้าก็ค้นคว้าอย่างจริงจัง และค้นพบว่าพระเกจิในไทยนั้นมีมากมายเหลือเกิน อารมณ์เหมือนค้นพบซีรีส์หนังที่น่าดูเต็มไปหมด เหมือนการค้นพบวงดนตรีที่น่าฟังเต็มไปหมด นอกจากนี้พระแต่ละองค์ก็มีเรื่องเล่า เรื่องราวอภินิหาร มีเสน่ห์ของแต่ละองค์ที่แตกต่างกันออกไป เป็นเสน่ห์ในเชิงของนักสะสมของคนเก็บของที่ระลึก

 


9.นำบทเรียนที่ได้จากวงการพระเครื่องมาปรับใช้กับชีวิตร็อกสตาร์


 

  • ต้าพบว่าเรื่องการศึกษาพระเครื่องนี้สามารถนำมาปรับใช้ได้กับหลายเรื่องราวในชีวิต เช่น การโดนหลอกขายของปลอม ต้าเคยโดนบวกราคาสูงตลอดเนื่องจากเป็นร็อกสตาร์ดูไม่น่าจะรู้เรื่องพระ เช่น ขาย 100 บาท ต้าจะโดน 10,000 แต่ต้าจะมีจุดที่ยึดตลอดคือต้องมีผู้รู้อยู่ถึงจะกล้าเล่นตรงนั้น ไม่ว่าจะเรื่องไหน ๆ จุดที่ต้าถนัดคือการดูคน การ ”แกล้งโง่” คนมักมองว่าต้าเรียบร้อย มีอะไรก็พูด “จริงหรือครับ ๆ” “ขอบคุณครับ” มันทำให้ต้าสนุกกับการศึกษาคนที่จะมาต้ม แกล้งโง่แล้วจะสนุก นอกจากนี้การส่องดูพระยังมีเสน่ห์ เป็นเสน่ห์ของของโบราณ เห็นเนื้อใน รอยหัก ความกร่อน เห็นความงามบนความผุพัง ทำให้เห็นคุณค่าของการเก็บสะสมไม่ว่าจะสะสมสิ่งใดก็ตาม

 


10.เป็นร็อกสตาร์ผู้มีอภินิหารอยู่ใกล้ตัว


 

  • ต้าเป็นคนที่พร้อมที่จะเชื่อในสิ่งอภินิหารแต่จะไม่ค่อยเจอ ผีก็ไม่ค่อยหลอก (แสดงว่ามีบ้าง) แต่หลังจากเริ่มสะสมพระเครื่องก็เริ่มเจอเรื่องอภินิหาร พระแต่ละองค์ก็จะมีอภินิหารในการช่วยแตกต่างกัน เช่น ช่วยเรื่องขายของดี งานเข้า เมตตา หนังเหนียว
  • สอง พาราด็อกซ์ถูกหวยบ่อยมาก ต้าบอกว่าสองมีเคล็ดส่วนตัวที่บอกไม่ได้
  • ต้าเคยเจอทั้งเรื่องเฮี้ยน และเรื่องงานไหลมาเทมา เรื่องเฮี้ยนเช่นเคยเจอเด็กวิ่ง คนนั่งอยู่ในห้อง มีวันหนึ่งต้าไปดูพระโดยบังเอิญ สวยแต่ไม่ได้ตั้งใจจะเช่า ระหว่างที่ดูไม่ได้สนใจองค์ที่ดูแต่อธิษฐานว่าถ้าอยากให้ไปอยู่ด้วยกันให้มีบางสิ่งเกิดขึ้น วันนั้นไปเตะบอลเพื่อนขอกลับบ้านด้วย ต้าเลยเล่าเรื่องพระให้เพื่อนฟัง เรื่องการอธิษฐานเล่น ๆ ตอนที่กำลังเล่ารถเกิดดับขึ้นมากลางทางด่วน จากนั้นมีรถมาจอดเทียบและช่วยเข็นเข้าอู่ไม่มีปัญหาอะไร ต้าเลยตัดสินใจกลับไปเช่าพระในวันรุ่งขึ้น

 

 

  • อีกเรื่องในขณะที่ขับรถกับเพื่อน เพื่อนก็นั่งคุยกับคนข้างหลัง ต้าในขณะที่ขับอยู่ก็รู้สึกว่ามีคนข้างหลัง พอจอดถึงที่นัดหมาย กำลังจะถอยหลัง ต้าดูรถหลังเลยรู้ว่าไม่มีใครอยู่ เลยถามเพื่อนว่าคุยกับใคร เพื่อนพอหันไปดูอีกทีก็พบว่าไม่มีคนอยู่ข้างหลังจริง ๆ
  • ข้อดีของการเก็บสะสมพระเครื่อง ทำให้ต้าเริ่มมาสวดมนต์ และรู้สึกว่าพอเริ่มสวดทำให้เห็นผีมากขึ้น เพราะวิญญาณเริ่มมารับรู้ หลัง ๆ จึงเริ่มมีเหตุหลอน ๆ บ้าง เช่นเห็นเด็กนั่ง เห็นใครนั่งอยู่ตรงมุมนู้นมุมนี้ ก็เป็นเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นจากการสะสมพระเครื่องของต้า

 


11.นำกรุพระเครื่องมารายการป๋าเต็ดทอล์ก


 

  • ต้าเป็นคนที่ไม่ได้สะสมทุกหลวงพ่อ แต่ถ้าชอบแบบไหนหรือองค์ไหนก็จะลงลึก พระเครื่องที่ต้าชอบสะสมมักเป็นแบบผง
  • ครั้งหนึ่งไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วมีตีกัน มียิงกัน เขวี้ยงระเบิดกัน ก็แอบรู้สึกกลัวในใจว่าจะโดนลูกหลงรึเปล่า ต้าเลยกลับไปถาม “อาจารย์รอบทิศ” เพื่อนที่เป็นเซียนพระ ว่ามีพระเครื่ององค์ใดที่สามารถปกปักรักษาจากภัยนี้ได้ เพื่อนเลยแนะนำ “หลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง”
กรุพระเครื่องของต้า

 

พระเครื่องหลวงพ่อพาน วันโป่งกะสัง จะมีรอยปลวกขึ้นเป็นจุดเด่น
  • สิ่งหนึ่งที่ต้ารู้สึกว่าแปลกก็คือ เมื่อใดที่ได้จับพระหลวงพ่อพานจะรู้สึกขนลุกซู่ ตึงคอ ตึงหัว ตึงหนังหัวขึ้นมาในทันที นอกจากนี้เสน่ห์ของพระหลวงพ่อพานที่ต้าพบก็คือมีรอยปลวกขึ้นเป็นจุด ๆ ที่องค์พระ มองเป็นงานศิลปะรอยปลวกช่วยให้พระมีความขลังมากขึ้น ยิ่งต้าเป็นคนชอบอะไรเก่า ๆ เวลาว่างจึงชอบมาดูรอยปลวก ทำให้ต้ามีความสุขและสนุกกับการศึกษาเอกลักษณ์ของพระแต่ละรุ่น และการสามารถแยกแยะได้ว่าองค์ไหนคือของจริงของปลอม
  • [ประวัติหลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง] หลวงพ่อพาน สุขกาโม อดีตเจ้าอาวาสวัดเฉลิมราษฎร์ หรือวัดโป่งกะสัง ต.หาดขาม อ.กุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เกิดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ.2454 ในสกุล พุ่มอำภา ดั้งเดิมท่านเป็นชาวบ้านกล้วย ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และได้อุปสมบท ณ พ.ศ.2475 ณ วัดหนองไม้เหลือง อำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี หลวงพ่อพานท่านเป็นพระศิษย์น้องกับหลวงพ่อเพลิน (พระครูนันทศีลาวัตร) วัดหนองไม้เหลือง อดีตพระเกจิชื่อดังของเมืองเพชรบุรี ท่านได้มาจำพรรษาที่วัดโป่งกะสังและเป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี ๒๕๑๓ ขณะที่ยังเป็นสำนักสงฆ์ หลวงพ่อพานท่านเป็นพระปฏิบัติมีความมุ่งมั่นในการก่อร่างสร้างวัดโป่งกะสังที่ยังไม่มีอะไรเลย ให้เป็นวัดที่มีสิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายจากบารมีของท่าน เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ขณะนั้นหลวงพ่อพาน ยังมีชีวิตอยู่ ชาวบ้านโป่งกะสังได้เหมารถบัสใหญ่ เพื่อไปนมัสการหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ แห่งวัดบ้านไร่ หลวงพ่อคูณได้เห็นเหรียญที่ห้อยคอของผู้ที่ไปนมัสการท่าน จึงได้ถามว่า “หลวงพ่ออะไร” ได้รับคำตอบว่า เป็นเหรียญของหลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง หลวงพ่อคูณจึงกล่าวกับผู้ไปนมัสการว่า พวกเองไม่ต้องมาหาข้าถึงที่นี่ด๊อก มันไกล พ่อพานมึงเก่งยิ่งกว่ากูอีก” หลวงพ่อพาน มรณภาพเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2539 สิริรวมอายุได้ 84 ปี สรีระสังขารของท่านไม่เน่าเปื่อย ทางวัดได้เก็บรักษาไว้ในหีบไม้เพื่อให้ญาติโยมลูกศิษย์ได้กราบไหว้
  • ผู้ที่สนใจข้อมูลการจัดสร้างพระหลวงพ่อพานทุกรุ่น สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก “ชมรมหลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง”

 


12.ทำให้อัลบั้มล่าสุดของวงลุล่วงและได้งานที่ปรารถนาด้วยคำอธิษฐาน !!


ปกอัลบั้ม Before Sunrise After Sunset
  • ในช่วงเวลาที่ต้าและพาราด็อกซ์กำลังทำอัลบั้ม “Before Sunrise After Sunset” ที่มีลูกสาวของป๋าเต็ดคือน้องนานา บุญอ้อมอยู่บนปกด้วยนั้น ต้าใช้เวลาทำอัลบั้มนี้นานมาก มีจุดหนึ่งที่ทุกสิ่งประเดประดังเข้ามา ห้องอัดก็ไม่ว่าง คนช่วยมิกซ์ก็ไม่ว่าง deadline ก็ใกล้เข้ามายิ่งเครียดจนต้าหันไปมองเห็นภาพ ”หลวงปู่ดู่” ที่วางอยู่บนโต๊ะ เลยหลับตาอธิษฐานในใจว่าหากทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ต้าจะสวดมนต์ “พระมหาจักรพรรดิ” 108 จบ ซึ่งเป็นบทสวดประจำของหลวงปู่ดู่ พออธิษฐานเสร็จเท่านั้นโทรศัพท์ดัง ห้องอัดว่าง คนมิกซ์ว่างขึ้นมาทันทีเลย ต้าเลยต้องสวดมนต์ 108 จบเสร็จใน 10 วันติด
  • [คาถามหาจักรพรรดิ] คาถามหาจักรพรรดิ เป็นพระคาถาที่ได้แรงบันดาลใจมาจาก ชมพูปติสูตรในตอนที่พระพุทธเจ้าทรงเนรมิตพระองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเพื่อกำราบทิฐิพญา ชมพูบดีพระมหากษัตริย์ผู้มากด้วยอิทธิฤทธิ์ โดยผู้ที่รจนาพระคาถาบทนี้ขึ้นมาก็คือ “หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก จ.อยุธยา” ซึ่งพระคาถานี้เป็นพระคาถาหลักที่หลวงปู่ดู่ใช้ในการรวมบารมีแผ่เมตตาช่วย เหลือภพภูมิทั้งหลายทั่วสามแดนโลกธาตุ และใช้ในการอธิษฐานจิตปลุกเสกพระเครื่องทุกชนิดของท่าน
  • ต้าโชว์พระ “ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่” ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องเล่ารถดับกลางทางด่วนที่ได้เล่าให้ฟัง ตั้งแต่แขวนมาต้าพบว่าพระองค์นี้ทำให้ต้าเจอเรื่องปาฏิหาริย์หลายต่อหลายเรื่อง อย่างล่าสุดมีวันหนึ่งช่วงเวลาตี 3- ตี 5 ตอนนั้นอยากจะปล่อยเช่าแต่ต้าอธิษฐานไว้ในใจว่าหากไม่อยากให้ปล่อยเช่าขอให้เกิดเหตุปาฏิหารย์ขึ้นอีก จากนั้นของก็ตกร่วงหล่นลงมาอย่างไร้สาเหตุ ทั้ง ๆ ที่เป็นของหนักมากไม่น่าจะร่วงหล่นลงมาเองได้ จากนั้นวันรุ่งขึ้นต้าก็ไปคุยงานทำเพลงโฆษณาและได้รับงานมาสองเพลงพร้อมกันซึ่งผิดวิสัยปกติที่จะได้ครั้งละเพลงเท่านั้น จากนั้นต้าก็ลองอธิษฐานอีกครั้งกับอีกงานเพลงโฆษณาหนึ่งสุดท้ายทุกอย่างก็ปรากฏเหมือนเดิม มีของตกในช่วงเวลาเดียวกันคือ ตี 3- ตี 5 และต้าก็ได้งานอีก อีกครั้งคือตอนที่ต้าไปแสดงคอนเสิร์ตที่ต่างจังหวัดและพักในห้องพักที่มีอ่างจากุซซี่ ปรากฏว่าในช่วงเวลาเดียวกันอีก เหมือนมีคนเปิดน้ำให้ไหลลงอ่างจากุซซี่ขึ้นมาเสียงดังสนั่นโดยที่ไม่ได้มีใครไปยุ่งเลย พอวันรุ่งขึ้นก็มีงานจ้างแจ้งเข้ามา ต้าก็เลยเชื่ออย่างมากและสวดมนต์อย่างตั้งใจเพื่อส่งบุญไปให้
ผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่
  • [ประวัติผงพรายกุมาร หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่] วัตถุมงคลที่พระครูภาวนาภิรัต หรือหลวงปู่ทิม อิสริโก อดีตเจ้าอาวาสวัดละหารไร่ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ปลุกเสกทุกรุ่นทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพระโลหะหรือพระผงต่างๆ ท่านจะทำอย่างพิถีพิถันและให้ดีที่สุด โดยทำตามตำราที่ได้รับการถ่ายทอดจากครูบาอาจารย์หรือประสบการณ์ที่ได้ประสบมาแล้วมาประยุกต์ใช้ สร้างให้วัตถุมงคลทุกรุ่นมีพุทธคุณเข้มขลังเป็นที่ปรากฏ เป็นที่นิยมและเป็นที่แสวงหาอย่างสูงจวบจนปัจจุบัน โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของผงพรายกุมารมหาภูต “ผงพรายกุมารมหาภูต” อันลือเลื่องนั้น เกิดขึ้นในกลาง พ.ศ.๒๕๑๕ เพื่อไว้เป็นมวลสารหลักในการผสมสร้างพระเครื่องสำหรับแจกญาติโยมผู้มาร่วมทำบุญที่วัดในงานผูกพัทธสีมาที่จะจัดขึ้นโดยนายกุหลาบ จ้อยเจริญ (หมอหลาบ) เป็นผู้รับอาสาไปนำกะโหลกพรายมาเป็นส่วนผสมสำคัญ เมื่อหลวงปู่ทิมปลุกเสกผงพรายกุมารมหาภูตเสร็จแล้วจึงนำมาผสมผงวิเศษอื่นๆ และผงว่าน ๑๐๘ เพื่อกดพิมพ์พระตามต้องการ เช่น พระพิมพ์เศียรโต พระฉิมพลี (สีวลี) พระพลายเดี่ยว พระพลายคู่ และพระขุนแผน ฯลฯ  ในครั้งนั้นหลวงปู่ทิมกล่าวว่า หากได้ผงพรายกุมารมหาภูตผสมใส่ลงไปด้วย พระเครื่องที่สร้างขึ้นนี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น เพราะมีอานุภาพแห่งพรายกุมารมหาภูตแฝงอยู่คอยช่วยเหลือเอื้ออำนวยพร
  • ต้าแนะนำว่าหากจะเริ่มสะสมพระเครื่อง ควรมีเพื่อนที่มีความรู้ อยากรู้วิธีแยกของแท้-ของปลอมก็สามารถถามเพื่อนได้ และก่อนจะทำอะไรให้ศึกษาหาข้อมูล ทำความรู้จักเสียก่อน ส่วนเรื่องอภินิหาร ต้าบอกว่าแค่เพียงสวดมนต์ทางใจก็ได้แล้ว

 


13.เป็นนักร้องนำของวงที่ไม่เคยแตก มีแต่สมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเต็มเวที


พาราด็อกซ์วงร็อกที่มีสมาชิกวงล้นเต็มเวที
  • พาราด็อกซ์อยู่ด้วยกันมา 25 ปีแล้ว เคล็ดลับที่ทำให้วงไม่ทะเลากันนั่นคือ บุคลิกแต่ละคนมีความ “ยืดหยุ่น” เวลาจะทำอะไรทุกคนจะมีคำว่า​”อะไรก็ได้” “ยังไงก็ได้” จะมีต้านี่ที่เป็นหัวโจกทำหน้าที่ฟันธงให้กับเพื่อน ๆ
  • จุดเริ่มต้นของวงเกิดขึ้นจาก “ความเป็นเพื่อน” ทำอะไรก็เป็นแก๊ง ๆ เป็นกลุ่มก้อน ทำไปด้วยกัน วงอื่นอาจจะเกิดจากการจับเอามา match กัน แต่พาราด็อกซ์ไม่ใช่ เปรียบเหมือนรวมตัวเตะบอลโกลหนูในซอยบ้านแล้วดันไปเป็นแชมป์อำเภอ เป็นแชมป์ระดับจังหวัด สุดท้ายกลายเป็นทีมชาติ ด้วยรากฐานของ “ความเป็นเพื่อน” ทุกอย่างมันเลยยืดหยุ่นกันและสามารถสแกนคนที่จะเข้ามาได้ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว
  • “เรื่องความเดือด” ต้าบอกว่ามันมีกันทุกวงอยู่แล้ว และสำหรับพาราด็อกซ์ต้านี่ล่ะคือ “ขาวีน” เพราะพื้นฐานเป็นคนชอบเอาแต่ใจอยู่แล้ว แต่คนรอบข้างมักจะตามใจยอมให้อยู่เสมอ เวลาต้าไม่ชอบใจอะไรจะเจาะ ๆ เข้าไปไม่ไว้หน้าเลย แต่ระยะหลังต้าก็เริ่มปรับตัวเอง แต่เวลาทำงานกับเพื่อนต้าจะพบว่า “จังหวะ” มันเหลื่อมกัน มันก็เลยไม่เคยมีจุดที่ต้องปะทะกันรุนแรงเลย ถ้าจะมีก็จะเป็นต้ากับสองที่เป็นคู่ปรับที่กัดกันประจำ
ต้ากับสองพาราด็อกซ์ สองคู่หูคู่กัด

รวมความหัวร้อนของ ต้า Paradox | Padoxtour

  • สถานการณ์ของวงในตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดี ต้ามองว่าตอนนี้วงกำลังฟิต กำลังคึกคัก เริ่ม “ใจแตกตอนแก่” จากคนที่ไม่ค่อยเที่ยว ไม่ค่อยทำอะไร หรือ เขิน ๆ ก็เริ่มมาทำอะไรแผลง ๆ เป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้มีไฟอยู่เสมอ และสนุกในการปรับโชว์ให้แปลกใหม่ไม่ซ้ำเดิม

  • ต้าพบว่าคนในยุคนี้ไม่ค่อยตีกันเหมือนเมื่อก่อน เป็นแฟนเพลงคุณภาพที่ตั้งใจจะมาดูโชว์ของวงที่ชอบโดยไม่เกี่ยงว่าจะเล่นกี่โมง บางคนเป็นคุณพ่อคุณแม่แล้วก็อุ้มลูกมาดู พาราด็อกซ์เริ่มเอาเพลงเก่ามาปัดฝุ่นเล่นใหม่ แฟนเพลงก็ตื่นเต้นที่ได้ฟังเพลงเหล่านั้น วงก็รู้สึกสนุกท้าทาย การเล่นดนตรีในยุคนี้จึงมีช่องทางสนุก ๆ ให้ได้เล่นได้ลองมากมาย
  • สมัยก่อนด้วยความเป็นวงอินดี้ จึงเหมือนหนังฟอร์ม B ไม่มีความอลังการในการโปรโมต พาราด็อกซ์เลยพยายามทำแฟนมีตติ้งกันเอง ทำ MV ฮา ๆ กันเอง เลยเป็นการสร้างฐานแฟนเพลงจนสืบเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

  • ต้ามีความแฮปปี้ที่พาราด็อกซ์เป็นวง “ฟอร์ม B” มันเหมือนอยู่ตรง “ทางสายกลาง” ยังได้พัฒนาตัวเองต่อ ได้ขึ้น ได้ลง ได้เล่นกับความยืดหยุ่นของสถานะที่มี
  • ป๋าเต็ดเปรียบต้าพาราด็อกซ์เหมือนกับ “Forrest Gump” ที่สบาย ๆ ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับความเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิต ไม่ได้พยายามมากเกินไป หรือ ไม่ได้นิ่งดูดายจนเกินไป เพียงลื่นไหลไปตามจังหวะของมัน
  • ถึงแม้จะผ่านมา 25 ปีแล้วแต่พาราด็อกซ์ก็ยังคงเหมือนเดิม วันนั้นทำเพลงยังไงแสดงยังไงวันนี้ก็ยังคงทำเช่นนั้นโดยไม่รู้สึกขัดเขิน ต้าบอกว่ามันคล้ายกับวงการสะสมพระเครื่องเหมือนกัน
พาราด็อกซ์เมื่อครั้งยังละอ่อนกับป๋าเต็ด

“บางคนเห็นเศษปูนที่ปลวกขึ้นแล้วอาจจะรู้สึกอี๋ แต่เมื่อไหร่ที่เรามองมุมที่มีคุณค่าเราก็จะเห็นเสน่ห์ กับชีวิตก็เหมือนกันเวลาเรามองเห็นเราก็จะเห็นมุมที่ดี เห็นมุมที่สนุก คนอื่นอาจจะเห็นว่าน่าท้อ แต่เรากลับเห็นว่ามุมนี้สนุกมากเลย เราก็เลยไม่ค่อยเดือดร้อนและมีความมั่นใจอยู่ในตัวเอง”

  • ต้ารู้สึกว่าสิ่งที่พาราด็อกซ์ทำเหมือนกับการหว่านเมล็ดพันธุ์เอาไว้และรู้สึกโชคดีที่ได้เห็นดอกผลของมันงอกงามในวันนี้
  • การที่วันนี้พาราด็อกซ์ยังไม่ดังเปรี้ยงปร้าง ต้ามองว่าเป็นเรื่องดีเพราะนั่นหมายความว่าในวันพรุ่งนี้ต่อไป พวกเขายังมีโอกาสที่จะดังขึ้นเรื่อย ๆ อีก

“เหมือนกับเราเอาดินประสิวใส่ไว้ใต้ถุนบ้าน ไม่ดังใช่มั้ยก็ใส่ดินประสิวไว้ วันนึงที่มันมีตัวจุดชนวนมันก็จะตู้มแล้วก็ระเบิดไปโดยที่คราวนี้ลอยขึ้นไปเลย”

 

“แล้วยิ่งท้าทายเพราะว่าดนตรีแนวนี้ ผมก็มองว่ายังไม่มีใครสนใจที่จะพัฒนาแนวแฟนตาซีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งมันจะอยู่ไปได้อีกนาน มันจะเหมือนถนนเส้นแยกออกไป แล้วมันจะคลาสสิกไปได้เรื่อย ๆ ผมน่ะเห็นคุณค่าของเพลงอยู่เสมอ รอแค่คนมาเห็นเหมือนกันเท่านั้นเอง”

 

ปิดท้ายด้วย Deleted Scene ครับ

 

Source

http://jiraphas.blogspot.com/

https://www.facebook.com/paradoxthailand/ 

https://www.facebook.com/tar.paradox.524 

ชมรมหลวงพ่อพาน วัดโป่งกะสัง

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/212525

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/203497

https://www.komchadluek.net/news/lifestyle/214173

https://th.wikisource.org/wiki/คาถามหาจักรพรรดิ

https://th.wikipedia.org/wiki/พาราด็อกซ์

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส