12 เรื่องหลอกกันในวัน April Fools ที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์

April Fool’s Day หรือ “วันเมษาหน้าโง่” เป็นอีก 1 ประเพณีจากโลกตะวันตกที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ในวันนี้จะเป็นวันที่ผู้คน สร้างเรื่องโกหกใส่กัน แล้วก็มาเฉลยว่าเป็นการหยอกเล่นใน “วันเมษาหน้าโง่” ฉะนั้นห้ามโกรธเคืองถือสากันเพราะเป็นการละเล่นตามประเพณีสากล

April Fool’s Day หรือ “วันเมษาหน้าโง่” แม้ฟังดูเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นอีกประเพณีที่สืบทอดกันมายาวนานมาก ในประวัติศาสตร์ได้พูดถึงจุดกำเนิดของ April Fool’s Day ไว้หลายที่มา ในบทความนี้ขอหยิบยกสักหนึ่งที่มา ที่ดูน่าเชื่อถือมาสู่กันฟังว่ามีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1582 นู่นเลย ในช่วงนั้นฝรั่งเศสเป็นชาติมหาอำนาจ และเป็นผู้กำหนดระเบียบพิธีการหลาย ๆ อย่างต่อประเทศภายใต้การปกครอง ในปีนั้นฝรั่งเศสได้เปลี่ยนรูปแบบการกำหนดวันเดือนปีมายึดถือตามปฎิทินแบบ “เกรกอเรียน” ซึ่งจะเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่จากเดิม 1 เมษายน มาเป็น 1 มกราคม อย่าลืมว่าในยุคนั้นยังไม่มีวิทยุ โทรทัศน์ และอินเทอร์เน็ต การกระจายข่าวสารสำคัญจึงต้องใช้เวลาปากต่อปากกินเวลายาวนาน กว่าผู้คนจะรับรู้กันโดยทั่ว ทำให้หลาย ๆ คนก็ตกข่าว ยังจัดงานเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ในวันที่ 1 เมษายน เช่นเดิม ทำให้คนพวกนี้ต้องโดนตราหน้าว่าเป็น “พวกโง่” บ้าง “ตกข่าว” บ้าง กลายเป็นเป้าให้ผู้คนรอบข้างล้อเลียน

เป็นจุดกำเนิดให้เกิดการแกล้งกัน ผู้ริเริ่มการแกล้งจะเขียนรูปปลาบนกระดาษ ทากาวแล้วย่องเอาไปแปะด้านหลังบุคคลที่เป้าหมาย เวลาใครเห็นก็จะหัวเราะกัน เหตุที่ต้องเป็นรูปปลานั้น เพราะสอดคล้องกับความเข้าใจที่ว่า “ปลานั้นเป็นสัตว์ที่จับง่าย” ก็เป็นการเปรียบเปรยว่าบุคคลเป้าหมายนี่ช่างหลอกง่ายอย่างกับปลา ยังมีศัพท์เฉพาะที่เรียกคนที่หลอกง่ายนี้ว่า “Gullible”

จากนั้นการหลอกกันที่สืบเนื่องจากวันที่ 1 เมษายน ก็กลายเป็นประเพณีประจำปีที่แพร่หลายไปทั่วโลก บางเรื่องก็สนุกกันแค่พอขำ ๆ แต่เมื่อเข้าสู่ยุคข่าวสารที่สื่อกันได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น บางเรื่องหลอกเล่นที่คิดว่าแค่ขำ ๆ แต่เมื่อผู้คนในวงกว้างเกิดเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงก็ทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ สร้างความเดือดร้อนเสียหายกันไปมากมาย และนี่คือ 12 เรื่องหลอกลวงกันใน “วันเมษาหน้าโง่” ที่ให้ผลลัพธ์เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์

1. ผมยังไม่ตายจริง ๆ นะ

ในปี 1708 เรื่องราวของ โจนาธาน สวิฟต์ เขาเป็นผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง “Gulliver’s Travels” ที่คิดมุกมาเล่นในวัน April Fool’s Day อย่างจริงจังมาก ถึงกับวางแผนล่วงหน้ายาวนานเลย เขาตีพิมพ์หนังสือรวม “คำทำนาย” แล้วใช้นามแฝงผู้เขียนว่า ไอแซก บิกเคอร์สตาฟฟ์ ในหนังสือนั้นมีเรื่องหนึ่งที่ผู้คนเชื่อกันมากคือ คำทำนายว่า จอห์น แพททริดจ์ โหรชื่อดังในยุคนั้นจะตายในวันที่ 29 มีนาคม (เล่นแรงมากอ้างตัวเป็นโหร ทำนายว่าโหรอีกคนจะตาย) พอถึงวันที่ 30 มีนาคม โจนาธาน ก็เล่นย้ำอีกครั้งด้วยการออกข่าวว่า จอห์น แพททริดจ์ เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่ เป็นไปตามคำทำนายของ ไอแซก บิกเคอร์สตาฟฟ์

พอถึงวันที่ 1 เมษายน พอดีเป๊ะ เจ้าหน้าที่รับจัดการพิธีศพก็ไปเคาะประตูบ้านของ จอห์น แพททริดจ์ แจ้งความประสงค์ว่าจะรับศพไปดำเนินพิธีการ ทำให้จอห์น งงงวยแล้วต้องยืนยันว่าเขายังมีชีวิตและแข็งแรงดี ตั้งแต่วันนั้นชีวิตของจอห์น แพททริดจ์ ก็วุ่นวายกับการต้องอธิบายผู้คนรอบข้าง ที่คิดว่าเขาตายไปแล้วจริง ๆ จอห์น ต้องอธิบายอย่างนี้อยู่ 7 ปี เพราะหลังจากนั้นเขาก็ตายจริง แล้วตายไปโดยที่ไม่รู้ต้นตอว่าใครคือตัวการปล่อยข่าว

2.ภูเขาไฟบลูฮิลล์ระเบิดแล้ว

นี่เป็นการเล่นใหญ่ที่ผิดกาลเทศะมาก ความคิดพิเรนท์นี้ออกมาจากมันสมองของคนระดับผู้บริหาร โฮเมอร์ ซิลลี ผู้อำนวยการข่าวประจำช่อง บอสตัน ทีวี ในวัน April Fool’s Day เมื่อปี 1980 โฮเมอร์ให้ทีมงานเผยแพร่ข่าวว่าภูเขาไฟบูลฮิลล์ ในเมืองบอสตัน รัฐแมสซาซูเซ็ตต์ เริ่มมีลาวาไหลออกมาแล้ว สังเกตเห็นเปลวไฟปะทุจากปากปล่องได้ชัดเจน ยังไม่พอแค่นั้น ถ้าระดับผู้อำนวยการข่าวเล่นทั้งทีมันต้องเล่นใหญ่ จัดหนัก เขายังทำประกาศเตือนภัยอ้างอิงชื่อประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ กันเลย แล้วไปเอาภาพภูเขาไฟเซนต์ เฮเลน ที่เคยระเบิดจริงมาประกอบข่าวอีกด้วยเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ได้ผลครับ ผู้คนแตกตื่นกันยกใหญ่ โทรหาความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการ สถานีตำรวจกันวุ่นวายไปหมด ไม่มีใครสักคนเลยมั้งที่อ่านข้อความเฉลยตอนท้ายข่าวว่า “April Fool” โฮเมอร์ ซิลลี ได้รับบทลงโทษอย่างสาสม เขาโดนไล่ออกจากสถานี ในข้อหากระทำผิดกฏระเบียบของการเผยแพร่ข่าวสารทางวิทยุและโทรทัศน์

3.ล้อเล่นจนเกือบเป็นสงครามจริง

วันเมษาหน้าโง่ในปี 1986 เจ้าหน้าที่ข่าวกรองของอิสราเอลนึกสนุกอยากเล่น April Fool’s Day บ้าง เลยปล่อยข่าวว่า ผู้นำชาวอิสลามรายหนึ่งโดนลอบสังหาร รอดชีวิตแต่บาดเจ็บสาหัสหนัก (ตลกตรงไหนวะ) ไม่มีใครขำครับ เพราะนี่คือข่าวที่ปล่อยออกมาจากหน่วยข่าวกรองของประเทศอิสราเอล ส่งผลให้เกิดการลุกฮือกันในภูมิภาคนั้น ทั้งฝ่ายอิสลามิกและฝ่ายที่ตั้งรับเหตุรุนแรง เจ้าหน้าที่ผู้ริเริ่มไอเดียพิเรนท์นี้ ถูกส่งตัวขึ้นศาลทหาร

4.ริชาร์ด นิกสัน จะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง

ริชาร์ด นิกสัน
ริชาร์ด นิกสัน

วันเมษาหน้าโง่ในปี 1992 มีชายนิรนามโทรเข้าไปในสถานีวิทยุแห่งชาติอเมริกัน อ้างตัวว่าเขาคืออดีตประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ที่ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อปี 1974 เหตุจากคดีวอเตอร์เกตที่สุดอื้อฉาว ในบทสนทนาตอนหนึ่ง ชายคนนี้อ้างว่า “ที่ผ่านมาผมไม่เคยทำอะไรผิดเลย และผมก็จะไม่ทำอะไรผิดอีก” โดยสรุปแล้ว ริชาร์ด นิกสัน ตัวปลอมนี้แจ้งความประสงค์ว่าเขาจะลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ได้ผลอีกแล้วครับ ประชาชนอเมริกันเชื่อว่านี่คือ ริชาร์ด นิกสัน ตัวจริง สร้างความขุ่นเคืองให้กับประชาชนในวงกว้าง ที่เตรียมพร้อมนัดหมายจะออกมาประท้วงกันแล้ว

5.วอปเปอร์ เพื่อคนถนัดซ้าย

วอปเปอร์
วอปเปอร์ จาก เบอร์เกอร์ คิง

วันเมษาหน้าโง่ในปี 1998 ประกาศจาก เบอร์เกอร์คิง แฟรนไชส์ฟาสต์ฟู้ดอันดับต้น ๆ ของอเมริกา แจ้งว่าทางเบอร์เกอร์คิงได้พร้อมวางจำหน่าย วอปเปอร์เวอร์ชันล่าสุด ที่ออกแบบมาเพื่อคนถนัดซ้ายโดยเฉพาะ (มันต่างจากการใช้มือขวากินตรงไหนว้า) แน่ละครับ มันเป็นมุกตลกเนื่องในวันวันเมษาหน้าโง่ แต่ไม่ทันล่ะ เบอร์เกอร์คิงทุกสาขาในวันนั้นทั่วประเทศ เนืองแน่นไปด้วยลูกค้าจำนวนมากที่มารอซื้อ วอปเปอร์สำหรับคนถนัดซ้าย

6.ไททานิกลอยลำ

วันเมษาหน้าโง่ในปี 2001 มาจากดีเจชาวอังกฤษ เขาพูดในรายการวิทยุของตัวเองว่า ตอนนี้ถ้าใครขึ้นไปบนหน้าผาที่ Beachy Head ในเมืองซัสเซ็กซ์ตะวันออก คุณจะสามารถมองเห็นเรือลึกลับที่หน้าตาเหมือนไททานิกลอยลำอยู่ ได้ผลอีกแล้วครับ ผู้ฟังจำนวนมากเชื่อ และมีนับร้อยคนที่ออกจากบ้านแล้วเดินขึ้นเขาไปถึงหน้าผานั่นจริง ๆ คนนับร้อยไปยืนบนหน้าผาเพือชะโงกมองในไททานิกกัน แน่ล่ะว่าไม่มีใครเห็นเรือที่ว่านั่นหรอก แต่น้ำหนักคนจำนวนมากบนหน้าผา ก็ทำให้ชะง่อนหินเกิดร้าว แต่ว่ามาแตกแล้วพังทลายลงสู่ทะเลในอีก 2-3 วันต่อมา โชคดีที่ไม่หน้าผาไม่ทลายตอนที่คนยืนอยู่ ไม่งั้นเรื่องหลอกเล่นนี้จะกลายเป็นโศกนาฏกรรม

7.การประปาเขตปล่อยสารพิษ

วันเมษาหน้าโง่ในปี 2002 ดีเจชาวแคนซัสคู่หนึ่งได้ออกข่าวว่า ช่วงนี้น้ำประปาในชุมชนเรานี้ได้ตรวจพบว่ามีการเจือปนของสาร “dihydrogen monoxide” (DHMO) ไม่ว่าจะดื่มหรืออาบก็จะมีอาการคือ เหงื่อออก, ปัสสาวะบ่อย, และผิวหนังเหี่ยวย่น ได้ผลอีกแล้ว ชาวบ้านนับร้อยแตกตื่น พากันยกโขยงไปด่าสำนักงานประปาชุมชน บ้างก็โทรไปด่าที่สถานีตำรวจ (เกี่ยวอะไรด้วยเนี่ย) ประเด็นของดีเจคู่นี้เหมือนจะลองภูมิชาวบ้าน เพราะว่าชื่อ “dihydrogen monoxide” (DHMO)นั้นเป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์ของ “น้ำ” ธรรมดานี่เอง แต่เมื่อผลลัพธ์ออกมาวุ่นวายแบบนี้ ก็ไม่แคล้วดีเจคู่นี้ต้องโดนชาวบ้านด่าเสียเทเสียกันยกใหญ่ เดือดร้อนกันไปทั้งสถานี เจ้าหน้าที่ทางการยังตั้งข้อหารุนแรงอีกด้วยว่ามีเจตนา “ก่อการร้าย”

แทนที่เรื่องราวนี้จะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าซวยกันไปขนาดไหน วันเมษาหน้าโง่ปี 2013 มีดีเจคู่หูในฟลอริดา เอามุกนี้มาเล่นอีกรอบ โชคยังดีที่รอบนี้ชาวบ้านไม่แตกตื่นกันเหมือนรอบแรก แต่ดีเจทั้งคู่ก็โดนโทษสั่งห้ามทำหน้าที่ออกอากาศอีก แล้วก็เกือบโดนข้อหาคดีอาญา

8.นายขา ร้านเราโดนปล้น

วันเมษาหน้าโง่ในปี 2003 พนักงานร้านขายเสื้อผ้าในเมืองโคลัมบัส รัฐโอไฮโอ น่าจะเหงาจัด หรือไม่มีเพื่อนเล่น เลยนึกสนุกล้อเล่นกับเจ้านายตัวเองดีกว่า เธอโทรไปหาเจ้านายเล่าเหตุการณ์ด้วยน้ำเสียงตระหนกว่า ร้านกำลังโดนปล้น โดยโจรไอ้โม่งที่บุกมาพร้อมปืนพกในมือ แล้วก็วางหูไป ผ่านไปสักครู่ สำนึกกลับมา โทรไปสารภาพกับนายดีกว่า ว่าเมื่อตะกี้เป็นมุกตลก “วันเมษาหน้าโง่” แต่ไม่ทันซะแล้ว นายโทรแจ้งตำรวจไปเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย วิ่งเข้ามาในร้านพร้อมปืนในมือ ไหน ๆ โจร อยู่ไหน สุดท้ายพนักงานหญิงรายนั้นโดนดำเนินคดีข้อหาสร้างความปั่นป่วน คงจะหายเซ็งไปได้อีกนาน

9.จานบินต่างดาวลงจอด

สังเกตได้จากหลาย ๆ กรณีที่ผ่านมา ที่กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะบรรดาสื่อนี่ล่ะ ชอบเล่น “วันเมษาหน้าโง่” กันจัง เรื่องนี้เกิดเหตุในปี 2010 หนังสือพิมพ์ในประเทศจอร์แดน เกิดนึกสนุกลงข่าวในหนังสือพิมพ์วันที่ 1 เมษายน พอดีว่า “พบเห็น UFO ลึกลับลงจอดที่พื้นที่รกร้างใกล้เมืองจาฟร์” นายกเทศมนตรีเห็นข่าว ก็รีบปฏิบัติตามระเบียบขั้นตอนเพื่อความปลอดภัยทันที (ไม่ตรวจสอบก่อนเลยเหรอครับพี่) สั่งการอพยพชาวเมือง 13,000 คนทันที ทำให้หนังสือพิมพ์รู้สึกผิดที่กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต ออกมาขอโทษประชาชน บอกว่าเจตนาแค่อยากให้สนุกสนานกันแค่นั้นเอง ผลคือหนังสือพิมพ์โดนทางการดำเนินคดีรุนแรง

10.นังน้องเลวไม่รักพี่สาวเลย

วันเมษาหน้าโง่ในปี 2013 แทมมี่ ฮัดสัน แม่บ้านรายหนึ่งในเมืองคิงส์พอร์ต รัฐเทนเนสซี โทรไปหาน้องสาวของเธอ “พี่ยิงผัวพี่ตายไปแล้ว ตอนนี้พี่ทำความสะอาดที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้วล่ะ น่าจะไม่เหลือร่องรอยล่ะนะ มาช่วยพี่หน่อยสิ เอาศพไปฝังที่แบล็กวอเทอร์กัน” น้ำเสียงน่าจะสมจริงมากอ่ะ น้องสาวเชื่อสนิทใจ แต่แทนที่เธอจะรีบมาช่วยพี่สาวฝังศพ กลับกลายเป็นโทรแจ้งตำรวจเสียแทน โชคดีที่ตำรวจอารมณ์ดี ไม่ดำเนินคดี พอดีกับสามีของแทมมี่กลับมาจากที่ทำงานพอดีด้วย

11.ที่รัก ฉันท้องล่ะ

วันเมษาหน้าโง่ในปี 2013 โทริ วีลเลอร์ สาวน้อยวัย 18 ปี อยู่ที่เมืองทุลซา รัฐโอคลาโฮมา อยากจะลองเล่นมุกตลกในวันเมษาหน้าโง่ หรืออาจจะลองใจแฟนหนุ่มด้วยก็เป็นได้ เธอเลยบอก ดีเร็ก เบาเออร์ ไปว่า “ที่รัก ฉันท้องล่ะ” เหมือนว่ามุกจะกลายเป็นเซอร์ไพรส์ตัวเองซะงั้น เพราะเจ้าหนุ่มดีเร็กไม่รับมุก ไม่ฮาด้วยกับเธอ ทำเอาโทริฉุนหนักถึงขึ้นคว้ามีดมาเอาเรื่องแฟนหนุ่ม ดีเร็กยิ่งตื่นตกใจหนัก ท่าทางมุกวันเมษาหน้าโง่จะถึงชีวิตตัวเขาเสียแล้ว เลยรีบไปแจ้งตำรวจว่าแฟนสาวพยายามฆ่าเขา พอตำรวจมาคุมตัวโทริ เธอก็ได้ทีอ้างเทศกาลซะเลย “มีดนั่นน่ะเหรอ มีดปลอมน่ะค่ะ นี่วันเมษาหน้าโง่นะ” (ผู้เขียนเดาว่ามีดจริง)

12.Mic drop!

Mic drop
Mic drop

มาถึงเรื่องสุดท้าย บริษัทบิ๊กเบิ้มระดับโลกอย่าง Google ก็พลาดได้เหมือนกัน เมื่อกูเกิลนึกสนุกอยากร่วมเทศกาล “วันเมษาหน้าโง่” กับเขาด้วย ในปี 2016 กูเกิลเซอร์ไพรส์ผู้ใช้ Gmail ทั่วโลก ด้วยการเติมปุ่มสีส้ม “mic drop” โผล่มาข้าง ๆ ปุ่ม SEND สีฟ้าที่เราคุ้นตากัน ถ้าผู้ใช้ Gmail กดส่งอีเมลด้วยปุ่มนี้แทน SEND ปกติ ผู้รับจะได้รับไฟล์ Gif เป็นเจ้าตัวมินเนียนสีเหลืองที่โผล่มาแล้วก็ทำไมโครโฟนร่วงจากมือตามชื่อปุ่ม Mic drop นั่นล่ะ

ฟังดูก็น่าขำ น่ารักดีนะครับ ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า เจ้าความพิเศษที่ไม่รู้ใส่มาทำไมนี่สิ ก็คือผู้ที่ได้รับอีเมลผ่านการส่งด้วยปุ่ม Mic drop จะไม่เห็นว่าใครส่งอีเมลนั้นมา และไม่สามารถตอบกลับได้ การเป็นความยุ่งเหยิงกันไปทั่วภายในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่กูเกิลเริ่มปล่อยฟังก์ชันนี้ออกมา เจตนาของกูเกิลคือขำ ๆ สร้างความสุขให้กับผู้ใช้ แต่ก็มีผู้ใช้จำนวนมาก ที่บังเอิญ หรืออาจจะตั้งใจกดเจ้าปุ่ม Mic drop นี้ไปกับอีเมลสำคัญที่ส่งให้เจ้านาย ลูกค้า หรือสมัครงาน แล้วผู้รับก็ไม่สามารถตอบกลับได้ กลายเป็นความเสียหายทางธุรกิจ หรือบางคนอาจพลาดโอกาสได้ทำงาน งานนี้กูเกิลโดนด่ายกใหญ่ต้องออกมาขอโทษแล้วยกเลิกปุม Mic drop ทันที

ขอบคุณที่ปีนี้ไม่มีใครเล่นมุก วันเมษาหน้าโง่ ด้วยการหลอกว่าตัวเองติดเชื้อ Covid-19 นะครับ

 

 

อ้างอิง

แสดงความคิดเห็น