ท่ามกลางการเติบโตของ AI อะไรคือสิ่งที่ทำให้นักธุรกิจเดี่ยวอยู่รอดและเติบโตโดยที่ไม่จำเป็นต้องจ้างคนเพิ่ม ?
ภายในงาน Marketing Oops summit 2026 หนึ่งในเซสชันที่ฮือฮาและคนแน่นสุด ๆ ก็ต้องเป็นเซสชัน ‘From one to many: How solo entrepreneurs scale without a team โตได้ไม่ต้องมีทีม สูตรลับของธุรกิจที่ไม่ต้องจ้างคนเพิ่ม’ โดยมีแขกคนสำคัญเป็น ซีเค เจิง และ ทอย กษิดิศ สตางค์มงคล โดยมีหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์ เป็นผู้ดำเนินเซสชัน
ซึ่งนอกเหนือจากอารมณ์ขันและความเป็นมืออาชีพของทั้ง 3 คน เราก็ยังได้ ‘เคล็ดลับฉบับการเป็น CEO ของตัวเอง’ จากทอย และซีเค พร้อมกับการรับมือของ AI มาแบบเต็มเหนี่ยว BT beartai เก็บข้อมูลที่น่าสนใจมาสรุปไว้ให้แล้วในบทความนี้
เคล็ดลับหาเงินล้านคือสมการ Scale & Magnitude
ทอยมองว่าการได้เงินล้านมี 2 วิธี คือ Scale (จำนวนคนที่ช่วยได้) กับ Magnitude (คุณค่าหรือ Value ที่สร้างให้) โดยคิดคำนวณเงินที่จะใช้ในชีวิตแบบย้อนกลับ เช่น ถ้าต้องการใช้เงิน 3 แสน ก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ สำหรับลงทุน, สำหรับภาษี และสำหรับดำเนินชีวิต แล้วค่อยคิดต่อว่าจะทำอะไรเพื่อให้ได้เงินก้อนนั้นมา ซึ่งสิ่งที่ต้องทำหลังจากการ Scale จะเป็นส่วนของ Magnitude หรือพูดง่าย ๆ คือหาว่า ‘เราเก่งอะไร ที่จะทำให้เราสามารถสร้างรายได้จากตรงนั้น’
ถ้าตัวคุณมี Value = คนยอมจ่าย
พี่หนุ่ยเกริ่นมาแต่แรกว่าคุณทอยนั้นมีรายได้หลักล้านต่อเดือน และได้ถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เขามีรายได้มากขนาดนั้น อะไรทำให้คนอยากจ้าง ? ทอยบอกว่า เพราะเขามี ‘Value’ หรือคุณค่าที่สั่งสมมานานเป็นสิบปี
รายได้สูงหลักล้าน ไม่ได้มาจากการทำงานวันเดียวแล้วได้เลย แต่มาจากประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าให้ตัวเอง ที่เขาทำมาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้น เขายอมรับว่าตัวเองไม่ได้เป็นฟรีแลนซ์เนื้อหอมตั้งแต่แรก แต่ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีแรกที่เริ่มต้น เขาไม่เลือกงานเลย ใครจ้างทำหมดเพื่อเก็บสะสมพอร์ตโฟลิโอ และทำงานให้เหนือความคาดหมายเพื่อให้ลูกค้าบอกต่อ ทีนี้เมื่อส่งมอบ Value ให้ลูกค้าได้มากขึ้นก็เริ่มมีสิทธิ์เลือกงานและมี Leverage ในชีวิตมากขึ้น
เพราะตัวตนของเราคือ Data Source ชั้นดี ที่ AI แทนที่ไม่ได้ !
เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ทอยเริ่มธุรกิจเป็นนายตัวเองจากการมีเว็บไซต์ ในทุกวันนี้ทอยก็ยังเลือกที่จะทำเว็บไซต์ต่อไป แม้ว่าเว็บจะไม่ค่อยมี Traffic เหมือนแต่ก่อน ไม่ใช่เพราะเรียกคนเข้ามาอ่าน แต่ทำเพื่อ ‘เรียก AI เข้ามาอ่าน’
ดังนั้นการมีเว็บไซต์ยังคงจำเป็นมาก ๆ และเผลอ ๆ อาจจะมากกว่าที่คิดไปอีก เพราะ AI ต้องมี Data source, แน่นอนว่าคนสมัยนี้เซิร์ชจาก AI มากกว่า Search engine รูปแบบการเข้าถึงข้อมูลแตกต่างจากแต่ก่อน แต่การที่ข้อมูลจะไปอยู่ใน AI ได้มันก็ต้องมาจากเนื้อหาบนเว็บไซต์อยู่ดี
ฉะนั้นถ้าคุณเจ๋งจริง คุณมี Value ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกค้า และ AI ยังไงคุณก็จะไม่จม เพราะชื่อของคุณก็จะไปปรากฏบนแพลตฟอร์ม AI และทำให้คุณขายออกอยู่ดี
AI ไม่ได้เข้ามา Disrupt แต่ฝึกให้ ‘คุณ’ เก่งขึ้น และเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
ซีเค บอกกับทุกคนในฮอลล์ว่า ‘AI ไม่ได้มาแทนที่เรา แต่มาช่วยงานเราให้ตีตลาดได้กว้างขึ้น และเก่งมากขึ้น’
ลองนึกภาพงานสาย Customer service ที่ต้องรับโทรศัพท์คุยกับลูกค้า กว่าจะปิดงานได้ใช้เวลานาน และคุยกับลูกค้าได้จำกัด แต่การเข้ามาของ AI จะมาช่วยให้คุณ ‘เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น’ โดยที่ ‘คน’ ต้องเป็นคนเทรน AI ตัวนั้นอีกที เพราะคนที่รู้ดีที่สุดว่า AI ควรถูกเทรนอย่างไรคือคนที่เผชิญกับหน้างานมาก่อน !
และตรงนี้เองที่มันจะย้อนกลับมาว่า ‘ถ้าคุณเจ๋งจริง AI จะไม่มีวัน Disrupt งานคุณ เพราะคุณจะเป็นคนที่ดีไซน์การทำงานของ AI อีกที’ เผลอ ๆ AI อาจจะต้องการคุณมากว่าที่คุณต้องการมันด้วยซ้ำ
ถ้าอยากโตแบบ ‘1 Person Billion Dollars Company’ คุณต้องทำเกี่ยวกับเทคฯ
ซีเค มองว่าการที่คนเดียวจะสร้างบริษัทมูลค่าพันล้านเหรียญได้ สินค้านั้น ‘จำเป็นต้องเป็น Tech’ เท่านั้น เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะได้ระบบกระจายสินค้า (Distribution) ที่สูงที่สุด แต่สิ่งสำคัญคือเราต้องเป็นคนที่เก่งจริง ๆ เพื่อที่จะใช้ AI มาเป็นเครื่องมือทุ่นแรง หรือขยายความสามารถในการบริการของเราจากเดิมรับได้น้อย ให้กลายเป็นรับได้ทีละจำนวนมาก ๆ
เพราะลองนึกว่าเราพยายามรวยพันล้านในสายงานอื่น ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหาร แน่นอนว่าใครก็ต้องกินข้าว มันขยายสาขาได้หนิ มันสามารถสร้างมูลค่าได้สูงหนิ แต่อย่าลืมว่ามันยังมียังมีข้อจำกัดในเรื่องการกระจายสินค้า สถานที่ และสาขา แต่เมื่อไหร่ที่สินค้าสิ่งนั้นคือแอปพลิเคชัน มันคือเทคโนโลยี ซึ่งแน่นอนว่ามันจะขายยากมาก ๆ เพราะมันคือสินค้าที่ขายยากที่สุด แต่ถ้าสินค้าติดตลาดเมื่อไหร่ระบบกระจายสินค้าจะสามารถขยายไปได้ทั่วโลกทันทีในพริบตา ยกตัวอย่างให้เห็นภาพก็อย่าง Facebook, Instagram เป็นต้น
สุดท้ายก่อนจบเซสชัน ซีเค ได้ฝากอะไรเป็นข้อคิดเล็ก ๆ สำหรับคนไทย และสารภาพจากมุมคนฟังต้องเลยว่าเนื้อหาที่เราได้มานั้นไม่ผิดหวังจริง ๆ เพราะนอกจากจะปลุกซีเคให้เกือบเหาะออกมาจากที่นั่งแล้ว ยังปลุกคนฟังให้ลุ้นไปด้วยว่าพี่แกจะหลุดพูดอะไรให้ติดกระแสอีกไหม
ซีเค ฝากถึงคนที่กำลังจะเป็นนักธุรกิจโซโลไว้ว่า เขาอยากให้คนไทย ‘มองและคิดให้กว้างขึ้น’ อย่ากลัวการบุกตลาดต่างประเทศ คนอเมริกันหรือบริษัทใหญ่ระดับโลกเวลาทำสินค้า (เช่น Facebook, Google, OpenAI) เขาคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลและออกแบบมาตรฐานเดียวเพื่อใช้ไปทั่วโลกโดยไม่มานั่งกังวลเรื่องการปรับให้เข้ากับท้องถิ่นเลย
ยิ่งในยุคที่มี AI มาช่วยเรื่องการโคดดิงแล้ว ความสามารถด้านเทคนิคจะถูกทำให้เท่าเทียมกันมากขึ้นทั่วโลก สิ่งที่จะวัดกันจริง ๆ จึงอยู่ที่ ‘จินตนาการ’ ว่าเราจะสร้างอะไร และกล้าที่จะบุกออกไปนอกประเทศเพื่อเติบโตในตลาดที่ใหญ่กว่าหรือไม่
อย่างที่ ซีเค ได้พูดไว้เป๊ะ ๆ ว่า
“ช่างแม่งมั่งเถอะครับ…ช่างแม่ง…บ้าคลั่งขึ้นครับ…กล้าบ้าขึ้นมา กล้าที่จะทำเหมือนพวกคนอเมริกันที่มัน Don’t give a sh*t เวลาขยายสาขาไปทั่วโลก”













