ในวันที่สถานการณ์โลกผันผวนจนหลายประเทศต้องหันมาร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด หากกลุ่มประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกรวมตัวกันขึ้นมาจริง ๆ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อความมั่นคงของมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และที่สำคัญที่สุดคือ ประเทศไทยในฐานะสมาชิกของภูมิภาคนี้จะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ?
ทำไมอยู่ ๆ ประเทศแถบอินโด-แปซิฟิกต้องร่วมสร้างพันธมิตร ?
ในตอนนี้นอกจากความไม่มั่นคงและเอาแน่เอานอนไม่ได้ของสหรัฐฯ แล้ว ประเทศจีนกำลังขยายอิทธิพลทางทหารอย่างก้าวกระโดด กลุ่มประเทศในแถบอินโด-แปซิฟิกกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ และเริ่มเกิดคำถามสำคัญว่า สหรัฐฯ จะยังคงปักหมุดให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้หรือไม่
ความกังวลดังกล่าวส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งยกระดับศักยภาพทางการทหารของตนเอง พร้อมทั้งจับมือร่วมกันเพื่อสร้างเครือข่ายเกราะป้องกันภัย เพราะว่ากันอย่างตรงไปตรงมาประเทศในแถบนี้ลำพังประเทศใดประเทศเดียวไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งทางทหารได้ทัดเทียมกับจีน ครั้นจะไปหวังพึ่งสหรัฐฯ อย่างเดิมก็ดูจะเสี่ยงเกินไป
ในเวทีประชุมความมั่นคงระดับโลก Shangri-La Dialogue ณ ประเทศสิงคโปร์ พีท เฮกเซธ (Pete Hegseth) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณกระตุ้นให้ชาติพันธมิตรในเอเชียหันมาแบกรับภาระด้านความมั่นคงและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น ถึงอย่างนั้น ในมุมของชาติต่าง ๆ ก็ยังคงมีความกังวลว่า สายตาของสหรัฐฯ อาจกำลังถูกดึงความสนใจไปที่ชนวนความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างอิหร่านแทน
แม้ว่าเฮกเซธจะพยายามเรียกความเชื่อมั่นด้วยการยืนยันว่าสหรัฐฯ สามารถจัดการวิกฤตสองด้านพร้อมกันได้ แต่สำหรับประเทศแถบอินโด-แปซิฟิกกลับไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงหลายฝ่ายของประเทศในแถบนี้ พบว่า แนวโน้มในปัจจุบันคือการจับมือกันเองภายในภูมิภาค โดยไม่รอพึ่งพาร่มเงาความปลอดภัยจากสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว เหมือนเช่นฟิลิปปินส์ที่ออกมายอมรับตรง ๆ ว่า ทุกประเทศกำลังเร่งเพิ่มขีดความสามารถทางทหารอย่างเร่งด่วน พร้อมกับเดินหน้ากระชับมิตรไมตรีด้านความมั่นคงกับ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์ต่อไป
ผลกระทบต่อคนในภูมิภาค และในไทย
ถามว่าแล้วประเด็นนี้ส่งผลกระทบต่อประชนอย่างไรบ้าง ? อันนี้คือเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเรื่องการเมืองไม่ว่าจะเกิดขึ้นด้วยวาระไหนก็ล้วนส่งผลกระทบต่อทุกคน ทั้งทางอ้อมและทางตรง ตัวอย่างเช่น
แบกรับภาษีสูงขึ้น สวัสดิการลดลง
เมื่อรัฐบาลไม่สามารถพึ่งพาความมั่นคงจากชาติมหาอำนาจได้แบบเดิม รัฐจึงจำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณทางการทหารเพื่อซื้ออาวุธหรือการเตรียมพร้อมด้านการรบ เม็ดเงินมหาศาลนี้มาจากภาษีของประชาชน ส่งผลให้นำงบประมาณไปใช้พัฒนาด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือสวัสดิการต่าง ๆ ได้น้อยลง
กระแสการแข่งขันทางการทหารทั่วโลก จะทำให้กองทัพไทยอ้างความชอบธรรมเพื่อขอเพิ่มงบประมาณจัดซื้ออาวุธ ผลกระทบคือ เงินภาษีของประชาชนจะถูกนำไปใช้ด้านการทหาร จนไปเบียดบังงบประมาณส่วนที่ควรนำมาใช้แก้ปัญหาปากท้อง พัฒนาการศึกษา หรือระบบสาธารณสุขในยุคสังคมผู้สูงอายุ
เคสที่เห็นชัดก็อย่างเช่น ประเทศไทยเองที่มักมีการฝึกซ้อมเครื่องบินรบไทย หรืออย่างประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเสือเศรษฐกิจอย่างสิงคโปร์ที่มีการฝึกรบควบคู่กับไต้หวัน ซึ่งก็อาจเป็นการชี้โดยนัยว่ากลุ่มประเทศอินโด-แปซิฟิกไม่ได้อยู่นิ่ง และกำลังมองหาลู่ทางในการป้องกันตัวเอง โดยเฉพาะทางการทหาร
ข้าวของและค่าน้ำมันแพงขึ้น
พื้นที่ขัดแย้งอย่างช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ คือเส้นทางขนส่งสินค้าและน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก รวมถึงประเทศไทย การซ้อมรบหรือการเผชิญหน้าที่บ่อยขึ้น เสี่ยงต่อการหยุดชะงักทางการค้า หากเกิดการกระทบกระทั่ง จะทำให้ค่าประกันภัยเรือขนส่งพุ่งสูงขึ้น ท้ายที่สุดจะสะท้อนกลับมาเป็นราคาสินค้านำเข้าและค่าน้ำมันที่แพงขึ้นในชีวิตประจำวัน
โอกาสทางธุรกิจและการงานลดลง จากการบังคับเลือกข้าง
การแบ่งขั้วอำนาจบังคับให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี นำเข้า ส่งออก และบริษัทข้ามชาติ ต้องเลือกฝั่งอย่างชัดเจน กฎระเบียบและข้อห้ามที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้คนทำงานและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ทำธุรกิจกับทั้งฝั่งจีนและตะวันตกได้ยากขึ้น ซึ่งจำกัดโอกาสเติบโตทางอาชีพในอนาคตด้วย
เมื่อจีนถูกฝั่งสหรัฐฯ กดดัน จะเบนเข็มขยายอิทธิพลลงมาทางอาเซียนและไทยมากขึ้น ทุนจีนและสินค้าจีนราคาถูกจะหลั่งไหลเข้ามา รวมถึงมีชาวจีนย้ายถิ่นฐานมาไทยมากขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่หลบภัยทางเศรษฐกิจ ทำให้คนไทยต้องเจอการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงขึ้นในบ้านตัวเองอีกทั้งรัฐบาลไทยจะถูกกดดันให้เลือกข้าง ในโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง หรือการตั้งฐานเก็บข้อมูล (Data Center)
อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่วางตัวเป็นกลางมาโดยตลอด แม้ว่ากฎหมายภาษีของเราจะเอื้อตอการค้าขายกับจีน จนเกิดผู้ประกอบการจีนรายใหม่มากมายในไทย แต่เราก็ยังรักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ มาอย่างดีเช่นกัน
ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรทำที่สุดเวลานี้อาจจะไม่ใช่การเลือกฝั่งเสียทีเดียว แต่ต้องเปลี่ยนมาเน้นการยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ ความตกลงร่วมกัน และผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญคือไม่ควรพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ไทยอาจจำเป็นต้องเร่งเปิดตลาดใหม่ ๆ เช่น กลุ่มประเทศเอเชียใต้ (อินเดีย) หรือภูมิภาคอื่น เพื่อเป็นเบาะรองรับหากเกิดสงครามการค้าหรือการปิดกั้นทางเทคโนโลยี
รวมไปถึงการร่วมมือกับเพื่อนบ้านในอาเซียนเพื่อสร้างพลังกลุ่มในการเจรจา เพื่อให้แน่ใจว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะไม่ถูกใช้เป็นพื้นที่ซ้อมรบหรือสร้างความตึงเครียดทางการทหาร ผลักดันให้มีข้อตกลงร่วมกันในอาเซียนเกี่ยวกับการดูแลเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ในทะเลจีนใต้และช่องแคบมะละกา เพื่อรับประกันว่าหากเกิดความขัดแย้ง เส้นทางลำเลียงพลังงานและสินค้าของไทยจะยังคงปลอดภัย
และสุดท้ายคือพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการบริหารจัดการงบประมาณอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพ แม้ว่าการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงดูจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์โลกเช่นนี้ แต่หากรัฐบาลปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากการ ‘ซื้ออาวุธ’ มาเป็นการลงทุนเพื่อพึ่งพาตนเอง เช่น การจัดสรรงบประมาณไปกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีความมั่นคงในประเทศ ตลอดจนการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากพันธมิตร สิ่งนี้จะไม่ใช่การสูญเสียเงินภาษีไปอย่างเปล่าประโยชน์ แต่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการจ้างงาน ยกระดับอุตสาหกรรมนวัตกรรม และสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ ๆ ในบ้านเรา













