Marvel Cinematic Universe
Marvel Cinematic Universe

5 เรื่อง “ปังไม่ไหว” และ 5 เรื่อง “อย่าหาทำ(อีก)” ของหนังจักรวาล Marvel

ปี 2020 มีแนวโน้มสูงที่จะกลายเป็นปีที่ไม่มีหนังจากจักรวาลมาร์เวลเข้าฉายเลย หลังจากหนังฟอร์มยักษ์ที่เริ่มเข้าฉายภายใต้สถานการณ์โควิดทั้ง Tenet และ Mulan ทำรายได้ไม่เข้าเป้า (เรื่องหลังยังพอไปหวังได้จากแพลตฟอร์มสตรีมมิง Disney+) ทำให้ Black Widow ที่เดิมจะเข้าฉายปลายเดือนตุลาคมก็อาจจะเลื่อนออกไป ทำให้ปีนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นปีพักเบรกให้ได้คิดถึงกัน หลังจากปีที่แล้วเล่นใหญ่กันไปกับ Avengers: Endgame แต่ซีรีส์นั้นเดินเครื่องกลับมาถ่ายทำเต็มกำลังหลายเรื่องแล้ว

หากจะมองย้อนกลับไปยังหนังทั้ง 23 เรื่องตลอด 12 ปี ก็มีบางแง่มุมที่ “ปังไม่ไหว” หมายถึง ทำได้ดีและประสบความสำเร็จชนิดที่หนังจากค่ายอื่น ๆ ทำได้แต่มองตาปริบ ๆ เพราะเลียนแบบไม่ได้ และเชื่อว่าในเฟสต่อ ๆ ไปของจักรวาลมาร์เวลก็คงมีปรากฏการณ์แบบนี้มาถล่มตารางหนังทำเงินอีก และก็มีที่ “อย่าหาทำ (อีก) ด้วยเช่นกัน ที่ Marvels Studios ก็คงจะได้เรียนรู้และไม่หวนไปซ้ำรอยทำผิดซ้ำ 5 เรื่อง “ปังไม่ไหว” และ 5 เรื่อง “อย่าหาทำ(อีก)” มีอะไรบ้าง What the Fact ขอนำเสนอตามด้านล่างนี้เลย

อย่าหาทำ (อีก): หนังที่ Thor ปรากฏตัว ดีครึ่ง เห่ยครึ่ง

Avengers: Endgame (2019)
Avengers: Endgame (2019)

ความโชคดีของ Thor อย่างนึงคือการพลิกตัวกลับได้ทันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะ 2 ภาคแรกอย่าง Thor (2011) และ Thor: The Dark World (2013) แม้จะทำรายได้ดีพอประมาณ แต่เสียงวิจารณ์กลับเข้าขั้นย่ำแย่ ยิ่งพอเอามาเทียบกับหนังของทีม Avengers เรื่องอื่น ๆ แล้วก็ยิ่งแล้วใหญ่ คาดว่าจะเป็นหนัง 2 เรื่องที่แฟน ๆ อยากกลับไปดูซ้ำน้อยที่สุด เพราะการเดินเรื่องที่ธรรมดาและไม่มีจุดเด่นให้เป็นที่พูดถึง (รวมถึงบทของ Thor ใน Avengers 2 ภาคแรกด้วย) จนมาถึงภาค 3 Ragnarok (2017) และ Avengers: Endgame นี่เอง ที่ Thor ได้กลายเป็นจอมขโมยซีนกับบทสุดกวน ที่แฟน ๆ ก็คาดหวังว่าจะได้เห็นอีกในภาคต่อไป Thor: Love and Thunder อย่ากลับไปเป็นเหมือน 2 ภาคแรกเป็นพอ

อย่าหาทำ (อีก): The Incredible Hulk

The Incredible Hulk (2008)
The Incredible Hulk (2008)

หนังที่ได้เข้าชิงหนังห่วยในบรรดาทั้งหมดของหนังมาร์เวลอย่าง The Incredible Hulk (2008) ภาคแรกของ Hulk ในจักรวาล Marvel รับบทโดย Edward Norton ที่ทุกคนอยากจะทำเป็นลืม ๆ มันไปซะ จนกระทั่งต้องหานักแสดงใหม่อย่าง Mark Ruffalo มาล้างตาภาพเดิม หากพิจารณาในแง่ของรายได้ในสหรัฐฯ บนตารางหนังทำเงิน เรื่องนี้ที่ทำรายได้ต่ำที่สุดโดยทำรายได้ไปต่ำสุดที่ 134 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 150 ล้านเหรียญฯ จึงเรียกได้ว่าขาดทุนในบ้าน กลายเป็นหนังของ MCU เพียงเรื่องเดียวที่นับว่าขาดทุนหากมองรายได้เฉพาะในสหรัฐฯ จะว่าไปแล้วหนังก็ไม่ได้ดูไม่สนุกจนทนรับไม่ได้ เพียงแต่ว่ามันแทบไม่มีอะไรใหม่ไปจากฉบับ Hulk (2003) ของ Ang Lee เลย (ซึ่งเรื่องนั้นก็ขาดทุนเช่นกัน)

อย่าหาทำ (อีก): ขาดความหลากหลายทางเพศและสีผิว

Chadwick Boseman
Black Panther (2018)
Captain Marvel
Captain Marvel (2019)

ต่อข้อกล่าวหานี้ Kevin Feige หัวเรือใหญ่ของ Marvel Studios ก็ได้พยายามออกมาแก้ไขและปรับทิศทางของหนัง MCU ทั้งหมดในเฟสต่อไปให้มีความหลากหลายทางเพศ (รวมไปถึงการมีตัวละครรักร่วมเพศภายในเรื่องอย่างชัดเจน) เชื้อชาติ และศาสนามากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า หนัง MCU นั้นใช้เวลาช่วงแรกไปกับตัวละครผู้ชายผิวขาวอยู่นานพอสมควร

กว่าจะมีหนังฮีโรผิวดำอย่าง Black Panther (2018) ก็ผ่านมาถึงเรื่องที่ 17 และกว่าจะมีหนังฮีโรหญิงอย่าง Captain Marvel (2019) ก็ผ่านมาถึงเรื่องที่ 21 จากทั้งหมด 23 เรื่อง แม้ว่าจะสูญเสีย Chadwick Boseman ไป แต่เชื่อว่า Black Panther จะได้ไปต่อ รวมถึงจะได้เห็นตัวละครหญิงขึ้นมาเป็นตัวละครหลักทั้งภาคต่อของ Captain Marvel หนังนำเดี่ยวอย่าง Black Widow หรือซีรีส์ที่มีตัวละครนำเป็นผู้หญิงอย่าง She-Hulk และ Ms. Marvel ที่เป็นตัวละครเด็กวัยรุ่นหญิงมุสลิม เชื้อชาติปากีสถาน รวมถึง The Eternals ที่จะมีซูเปอร์ฮีโรเกย์ภายในเรื่องด้วย

อย่าหาทำ (อีก): เนื้อเรื่องเรียบง่ายและจำเจเกินไป

Avengers: Age of Ultron (2015)

อีกหนึ่งเรื่องที่หนังเรื่องต่อ ๆ ไปของ MCU ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปให้ได้ก็คือ การหลีกหนีจากความจำเจและสูตรสำเร็จของเรื่องราวที่ “เล่าง่าย” เกินไป ส่วนประกอบของเรื่องราวที่ว่าก็เช่น ตัวร้ายที่พบจุดจบง่าย ๆ (ซึ่งจะได้เล่าในข้อถัดไป) หรือเรื่องราวที่เดินตามรอยภาคแรกจนแทบจะเป็นเรื่องเดียวกันอย่างเช่น Iron Man 2 (2010), Thor 2 (2013) หรือ Avengers: Age of Ultron (2015)

จะว่าไปแล้วหนังเหล่านี้ก็ไม่ได้ขี้เหร่ แต่พอมาเทียบกับหนังเรื่องอื่น ๆ หรือกับความคาดหวังที่แฟน ๆ รอชมให้หนังสนุกกว่าภาคก่อน ที่หนังทำไม่ได้ถึงจุดนั้นแล้วก็ทำให้แฟน ๆ อดผิดหวังไม่ได้ แต่ปัญหานี้ก็ได้รับการแก้ไขแล้วเมื่อดูจากรายชื่อผู้กำกับที่จะรับผิดชอบหนังในเฟส 4 ที่มี Taika Waititi ผู้กำกับมากสีสัน, Sam Raimi ผู้คร่ำหวอดในการสร้างหนังสยองขวัญ, Ryan Coogler ที่เก่งทำหนังดราม่า และทีมผู้กำกับชุดใหญ่ที่จะมากำกับซีรีส์ทาง Disney+ ก็บอกเลยว่า หนังไม่เหลือความจำเจอยู่แน่นอน

อย่าหาทำ (อีก): ตัวร้ายที่ไม่เก่งเอาเสียเลย

Captain Marvel (2019)
Iron Man 2 (2010)
Guardians of the Galaxy (2014)

ตามภาพตัวละครที่ปรากฏนี้น่าจะเป็นตัวร้ายที่ “อ่อน” ที่สุดแล้วในหนังมาร์เวลทั้งหมด ซึ่งก็ทำให้หนังถูกดรอปความสนุกลงไปด้วยในตัวเอง ถ้าไม่นับ Thanos ที่ถูกปูมาให้เป็นมหาวายร้ายสุดแกร่งที่โค่นยังไงก็ไม่ลง หรือ Kilmonger จอมเคียดแค้น ใน Black Panther (2018), หรือ Vulture สุดจิตใน Spider-Man: Homecoming (2017) หรือวายร้ายที่โดดเด่นมาตั้งแต่เรื่องแรก ๆ และกำลังจะมีซีรีส์แยกเดี่ยวเป็นของตัวเองอย่าง Loki จาก Thor

นอกนั้นก็มีแต่ตัวร้ายที่แบนและคาดเดาได้ง่ายทั้งหมด อย่างเช่น Ivan Vanko ที่รับบทโดยนักแสดงมากฝีมือ Mickey Rourke ใน Iron Man 2 (2010) และ Yon-Rogg รับบทโดย Jude Law ใน Captain Marvel (2019) ที่แพ้ง่ายไปหน่อย รวมถึง Ronan ของนักแสดง Lee Pace ที่เป็นตัวร้ายแบบการ์ตูน ๆ ปรากฏตัวใน Guardians of the Galaxy (2014) และ Captain Marvel (2019)

(อ่านต่อหน้าถัดไป)

1 2 Next