SCREAM หวีดสุดขีด

เรื่องจริงไม่ใส่หน้ากากของ ‘แดนนี โรลลิง’ ฆาตกรต่อเนื่องผู้เป็นแรงบันดาลใจแก่ภาพยนตร์ ‘SCREAM’

หมายเหตุ : เนื้อหาในบทความนี้อาจมีเรื่องราวที่น่าหดหู่ ในบทความนี้ ผู้เขียนเลี่ยงที่จะให้รายละเอียดเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมเพื่อไม่ให้บทความดูน่ากลัวและหดหู่จนเกินไป หากต้องการอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถคลิกอ่านได้ที่ลิงก์อ้างอิงท้ายบทความนี้


นอกจาก ‘SCREAM’ (1996) จะเป็นหนังฆาตกรรมแนวเชือด (Slasher Film) ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด จนมีการสร้างภาคต่อมาอีกมากมาย โดยเฉพาะภาคล่าสุดอย่าง SCREAM’ (2022) ซึ่งถือว่าเป็นหนังภาคที่ 5 ของแฟรนไชส์นี้แล้ว ตัวหนังเองยังสร้างภาพลักษณ์ของฆาตกรในเรื่องอย่าง ‘ไอ้หน้าผี’ (Ghostface) จนกลายเป็นภาพจำของหนังชุดนี้ จนกระทั่งกลายมาเป็นคอสตูมประจำเทศกาลฮาโลวีน และกลายมาเป็นหนึ่งในไอคอนแห่งช่วงทศวรรษ 1990 แต่รู้หรือไม่ว่า แรงบันดาลใจที่สำคัญของหนังเรื่องนี้ มาจากเหตุฆาตกรรมวัยรุ่นที่เคยเกิดขึ้นจริง

4 วัน ณ เกนส์วิลล์ (Gainesville) รัฐฟลอริดา (Florida) ปี 1990 ฆาตกรต่อเนื่องรายหนึ่งก่อเหตุฆาตกรรม 5 นักศึกษาในมหาวิทยาลัยฟลอริดา ฆาตกรถูกขนานนามต่อมาว่าเป็น ‘เดอะ เกนสวิลล์ ริปเปอร์’ (The Gainesville Ripper) หรือ ‘นักฆ่าแห่งเกนสวิลล์’ สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวเมืองในเวลานั้นเป็นอย่างมาก

ข่าวน่าสะพรึงกลัวนี้ทำให้ ‘เควิน วิลเลียมสัน’ (Kevin Williamson) หยิบยกข่าวนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนบทภาพยนตร์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องวัยรุ่น ณ เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่าวูดส์โบโร (Woodsboro) และเขาเองยังสร้างคาแรกเตอร์ ‘ไอ้หน้าผี’ ฆาตกรต่อเนื่องผู้สวมใส่หน้ากากยางที่ไม่ว่าใครก็จำได้ ซึ่งได้แรงบันดาลใจโดยตรงจากฆาตกรต่อเนื่องที่ไม่ได้ถูกจับกุมฐานก่อเหตุฆาตกรรม

ฆาตกรคนนั้นมีชื่อว่า ‘แดนนี โรลลิง’ (Danny Rolling) และเขาไม่ใส่หน้ากากผี


ปูมหลังที่แสนโหดร้าย

SCREAM หวีดสุดขีด
‘แดนนี โรลลิง’ (Danny Rolling)

‘แดนนี โรลลิง’ (Danny Rolling) เกิดเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ปี 1954 ณ เมืองชรีฟพอร์ต (Shreveport) รัฐลุยเซียนา (Louisiana) สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวของพ่อ ‘เจมส์ โรลลิง’ (James Rolling) ผู้เป็นอดีตทหารผ่านศีกก่อนจะมาเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และแม่ ‘คลาวเดีย โรลลิง’ (Claudia Rolling) คุณแม่วัย 19 ปี เจมส์เป็นอดีตทหารผ่านศึกที่เคยผ่านสงครามเกาหลี ผลของความเจ็บปวดจากสงคราม ส่งผลทำให้เขากลายเป็นคนที่มีอาการทางจิต เขาเคยพยายามจะทำร้ายตัวเองด้วยการกรีดแขนตัวเองจนต้องนำไปส่งที่โรงพยาบาล

อีกทั้งเขายังมีนิสัยโหดร้าย เจ้าอารมณ์ ชอบควบคุม ด่าทอ และทำร้ายคนในครอบครัว ทั้งกับคลาวเดีย และลูกเล็ก ๆ ทั้งสองคนอย่างแดนนี และน้องชายอย่างเควิน เขามักลงโทษลูก ๆ ด้วยเรื่องไร้สาระต่าง ๆ เช่น ลงโทษแดนนีตอนอายุ 1 ขวบเพราะคลานผิดท่า ลงโทษด้วยการใส่กุญแจมือล็อกไว้กับพื้น หรือแม้แต่สุนัขที่แดนนีเลี้ยงไว้ ก็ยังถูกพ่อของเขาทำร้ายจนตาย

ที่โรงเรียน แดนนีกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน เมื่อตอนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แดนนีขาดเรียนบ่อยมากเนื่องจากอาการเจ็บป่วยจากความรุนแรง จนคุณครูที่โรงเรียนต้องระบุถึงตัวเขาว่า “มีแนวโน้มก้าวร้าวรุนแรง และควบคุมอารมณ์ไม่ได้”

SCREAM หวีดสุดขีด
‘แดนนี โรลลิง’ (Danny Rolling)

เมื่อเขาได้อายุ 11 ปี แดนนีเริ่มหันไปใช้ศิลปะและดนตรีเป็นเครื่องปลอบประโลมจิตใจ เขาได้รับกีตาร์เป็นของขวัญเมื่ออายุ 15 ปี เขาจึงมักชอบเล่นกีตาร์และร้องเพลงฮึมฮัมคล้ายกับสวดมนต์ เขาเคยเปิดเผยว่า ช่วงเวลานี้นอกจากจะเป็นช่วงเวลาเล็ก ๆ ที่มีความสุขที่สุดในชีวิตแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่เขาพยายามหลีกหนีความเป็นจริงอันโหดร้าย ความรู้สึกโกรธแค้น ความเจ็บปวด และความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย

เจมส์มักกล่าวโทษว่าการมีลูกคือความผิดพลาด ส่วนคลาวเดียก็ต้องเผชิญกับอาการทางประสาทจากความเครียดและพยายามจะหนีออกจากบ้านหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ ครั้งหนึ่ง คลาวเดียกรีดข้อมือตัวเองจนทำให้แดนนีต้องพาเธอไปส่งโรงพยาบาล และนั่นเป็นครั้งแรกที่แดนนีเริ่มดื่มแอลกอฮอล์และยาเสพติด ทำให้สภาพจิตใจของเขายิ่งเปราะบางมากกว่าเดิม

อายุ 14 แดนนีถูกจับได้ว่าแอบเข้าไปในห้องของลูกสาวของเพื่อนบ้าน พ่อของเขาทราบเรื่องจึงลงโทษด้วยการทุบตีอย่างหนัก แดนนีพยายามควบคุมจิตใจด้วยการพยายามไปโบสถ์ และมีความคิดที่อยากจะเข้าเกณฑ์ทหาร โชคร้ายที่กองทัพเรือไม่ยอมรับเขา เขาจึงเปลี่ยนไปเข้าร่วมกองทัพอากาศแทน แต่ยิ่งซ้ำร้าย ในปี 1972 เขาถูกกองทัพอากาศไล่ออก เนื่องจากถูกจับกุมข้อหาใช้ยาเสพติดมากเกินไป

เขาระหกระเหเร่ร่อนไปอาศัยอยู่กับคุณปู่ และมีโบสถ์เป็นที่พึ่งพิงทางใจ ก่อนจะแต่งงานกับโอแมเธอร์ ฮาลโก (O’Mather Halko) และมีลูกสาวด้วยกัน 1 คน แดนนีและครอบครัวมีชีวิตที่ปกติ แต่แล้วในอีก 4 ปีต่อมา แดนนีก็เริ่มทำร้ายลูกและภรรยาเหมือนกับที่เขาเคยถูกพ่อทำร้าย รวมทั้งยังขู่ฆ่าภรรยาอีกด้วย ภรรยาจึงตัดสินใจขอแยกทางกับเขา

เหตุฆาตกรรมตระกูลกริซซัม

แดนนีในวัย 23 ปี เติบโตกลายมาเป็นหนุ่มร่างใหญ่ และมีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสังคม แม้เขาจะพยายามปรับตัวและหางานทำ แต่เขาก็มีปัญหาก่อคดีอาชญากรรมและลักเล็กขโมยน้อยหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1970 ถึง 1990 เขาเริ่มใช้อาวุธในการปล้นเงินหลายครั้ง และก่อคดีข่มขืนผู้หญิงคนหนึ่งที่มีหน้าตาคล้ายกับอดีตภรรยา จนทำให้เขาต้องถูกจับกุมและติดคุกในหลายรัฐเช่น หลุยเซียนา มิสซิสซิปปี จอร์เจีย และแอละบามา แต่ก็ยังแหกคุกออกมาได้ตลอด

และเมื่อไปสมัครงาน เขาก็มักจะถูกไล่ออกอยู่เรื่อย ๆ จนเมื่อเขากลับมาที่บ้านเกิด ณ เมืองชรีฟพอร์ต เพื่อทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหาร เขาพยายามจะใช้ชีวิตอย่างปกติ และยังคงหยิบกีตาร์ออกมาร้องเพลงในยามว่างเสมอ ด้วยความที่เขามีร่างใหญ่ และมักสวมผ้าพันคอ ทำให้เด็ก ๆ ในละแวกนั้นมักเรียกเขาว่า ‘แรมโบ’ (Rambo)

เดือนพฤษภาคม 1990 แม้ชีวิตของแดนนีในวัย 35 ปีจะเริ่มปกติ แต่นั่นก็ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางอันโหดร้ายของแดนนี วันหนึ่งเขาโต้เถียงกับพ่ออย่างรุนแรงมาก จนในที่สุดเขาก็ก่อเหตุยิงพ่อวัย 58 สองนัด โชคยังดีที่ไม่ตาย แต่ก็ต้องเสียดวงตาและหูไป ทำให้แดนนีถูกไล่ออกจากงานอีกครั้ง

SCREAM หวีดสุดขีด
‘ฌอน กริซซัม’ (Sean Grissom – ซ้าย) และ ‘จูลี กริซซัม’ (Julie Grissom – ขวา) สองในสามเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายในเหตุฆาตกรรมตระกูลกริซซัม

ด้วยความแค้นที่สะสมและชีวิตที่ล้มละลาย ในคืนเดียวกันนั้นเอง เขาได้ลงมือสังหารเพื่อนบ้านที่อยู่ห่างออกไปจากบ้านของเขาเพียง 10 นาที ผู้เคราะห์ร้ายเป็นครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านนั้น ได้แก่ ‘จูลี กริซซัม’ (Julie Grissom) หญิงสาววัย 24 ปี ‘วิลเลียม กริซซัม’ (William Grissom) พ่อวัย 58 ปีของเธอ และ ‘ฌอน กริซซัม’ (Sean Grissom) หลานชายวัย 8 ขวบ ก่อนจะขึ้นรถบัสหลบหนีไปยังรัฐฟลอริดา พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น ‘ไมเคิล เคนเนดี จูเนียร์’ (Michael Kennedy Jr.) ในปลายเดือนกรกฎาคมปี 1990

เหตุฆาตกรรมต่อเนื่อง ณ เมืองเกนสวิลล์

‘ไมเคิล เคนเนดี จูเนียร์’ หรือแดนนี กลายเป็นชายเร่ร่อนหลบหนีการจับกุมมาอยู่ที่เมืองเกนส์วิลล์ (Gainesville) รัฐฟลอริดา (Florida) เขาจึงมักอาศัยนอนในเต็นท์ในพื้นที่ป่าหลังมหาวิทยาลัยฟลอริดา และในวันหนึ่งของเดือนสิงหาคม 1990 เขาก็ก่อเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่กลายเป็นข่าวที่สะเทือนขวัญไปทั่วทั้งอเมริกาในช่วงนั้น

SCREAM หวีดสุดขีด
เต็นท์ที่แดนนีอาศัยอยู่ในป่าหลังมหาวิทยาลัยฟลอริดา

24 สิงหาคม ในช่วงที่กำลังเริ่มภาคเรียนฤดูใบไม้ร่วง แดนนีแอบย่องเข้าไปก่อเหตุฆาตกรรมในบ้านพักของ 2 นักศึกษาสาว ‘คริสตินา พาวเวลล์’ (Christina Powell) และ ‘ซอนยา ลาร์สัน’ (Sonja Larson) เป็น 2 รายแรก แดนนีก่อเหตุฆาตกรรมและข่มขืนอย่างโหดร้าย และพบว่ามีการตัดอวัยวะบางส่วนด้วย

วันรุ่งขึ้น 25 สิงหาคม แดนนีบุกเข้าไปที่บ้านของ ‘คริสตา ฮอยต์’ (Christa Hoyt) ก่อนที่จะลงมือก่อเหตุและข่มขืนอย่างทารุณอีกครั้งคล้ายกับเหตุการณ์แรก เหตุฆาตกรรม 3 รายทำให้ข่าวเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ต้องเร่งสอบสวนเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยให้ได้มากที่สุดเพื่อหาตัวผู้ต้องสงสัย ความหวาดกลัวฆาตกรเริ่มแพร่หลายไปทั่วทั้งเมือง ฆาตกรถูกขนานนามว่าเป็น ‘เดอะ เกนสวิลล์ ริปเปอร์’ (The Gainesville Ripper) หรือ ‘นักฆ่าแห่งเกนสวิลล์’

SCREAM หวีดสุดขีด
นักศึกษามหาวิทาลัยฟลอริดา 5 คน ผู้ตกเป็นเหยื่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
(จากซ้ายไปขวา) ‘เทรซี ไอเนส พอลส์’ (Tracy Inez Paules), ‘ซอนยา ลาร์สัน’ (Sonja Larson),
‘มานูเอล ทาโบดา’ (Manuel Taboada), ‘คริสตา ฮอยต์’ (Christa Hoyt) และ ‘คริสตินา พาวเวลล์’ (Christina Powell)

ความกลัวยังไม่ทันหาย 27 สิงหาคม ฆาตกรบุกเข้าบ้านและสังหาร ‘เทรซี ไอเนส พอลส์’ (Tracy Inez Paules) และ ‘มานูเอล ทาโบดา’ (Manuel Taboada) อดีตนักฟุตบอลระดับไฮสคูล สภาพของทั้งคู่ไม่ได้โหดร้ายทารุณเหมือนกับ 3 รายก่อนหน้า ตำรวจคาดว่า มานูเอลอาจต่อสู้ขัดขืนก่อนจะถูกสังหาร อีกทั้งฆาตกรเองก็ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย ไม่มีแม้แต่รอยเท้า เขามักเก็บหลักฐานที่มีรอยนิ้วมือ เช่นเทปพันสายไฟ ฯลฯ ไปทิ้งที่อื่น และใช้สารบางชนิดเพื่อล้างคราบอสุจิที่ติดอยู่บนร่างของเหยื่อ

SCREAM หวีดสุดขีด
ข่าวคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ณ เมืองเกนสวิลล์

เหตุฆาตกรรมทั้ง 5 ครั้งนี้ เกิดขึ้นรอบ ๆ มหาวิทยาลัยฟลอริดาห่างออกไปไม่เกิน 2 ไมล์ ด้วยเหตุนี้เอง มหาวิทยาลัยจึงสั่งงดการเรียนการสอน 1 สัปดาห์ ส่วนนักศึกษาจะไม่ออกไปตามลำพังคนเดียวทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน และต้องพกไม้เบสบอลไปด้วย นักศึกษาหลายคนเลือกที่จะย้ายไปนอนด้วยกัน ล็อกประตูบ้าน และผลัดกันนอนเป็นกะเพื่อเฝ้าระวังภัย จนเมื่อถึงสิ้นเดือนสิงหาคม นักศึกษานับพันคนที่กลัวเหตุฆาตกรรม ทยอยย้ายออกจากเขตมหาวิทยาลัย และอีกกว่า 700 คนเลือกที่จะย้ายออกไปจากฟลอริดาแล้วไม่กลับมาอีกเลย

วาระสุดท้ายของแดนนี

SCREAM หวีดสุดขีด
‘แดนนี โรลลิง’ (Danny Rolling)

มกราคม ปี 1991 ตำรวจยังคงมืดแปดด้านในการตามหาตัวฆาตกร แดนนีที่ตอนนี้กลายมาเป็นฆาตกรหนีคดีฆาตกรรม 8 ครั้งยังคงลอยนวล เขายังคงก่อเหตุปล้นบ้าน ร้านค้า และปั๊มน้ำมันอยู่บ่อยครั้ง จนในที่สุด เขาก็ถูกจับในข้อหาปล้นร้านซูเปอร์มาร์เก็ต ‘Winn-Dixie’ ณ เมืองโอกาลา (Ocala) รัฐฟลอริดา หลังจากพยายามขับรถหลบหนี ตำรวจจับตัวเขาไปขังในคุกข้อหาปล้นทรัพย์ โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแดนนีเป็นฆาตกรแห่งเกนส์วิลล์

หลังจากการทำงานมาอย่างยาวนาน ในที่สุดตำรวจก็พบเบาะแสดีเอ็นเอจากคดีฆาตกรรมตระกูลกริซซัม และพบว่า ดีเอ็นเอเหล่านั้นก็ยังเชื่อมโยงกับเหตุฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกนส์วิลล์อีกด้วย ตำรวจสืบสวนจึงได้ค้นหาดีเอ็นเอของนักโทษ และพบว่าดีเอ็นเอของแดนนี ตรงกับดีเอ็นเอที่พบในจุดเกิดเหตุ

ในเดือนพฤศจิกายน 1991 เขาจึงถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมหลายคดีในระหว่างที่ติดคุก แดนนีให้การสารภาพในทุกข้อกล่าวหาและทุกคดีความที่เขาก่อขึ้น รวมทั้งหลักฐานที่มัดตัวเขา ทำให้แดนนีถูกตัดสินประหารชีวิตในคดีฆาตกรรมตระกูลกริซซัม คดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เกนส์วิลล์ รวมทั้งคดีปล้น และอีกมากมายหลายคดี

ในช่วงเวลาที่เป็นนักโทษประหาร เขาใช้สิทธิ์ในการยื่นอุทธรณ์คดีประหารชีวิตหลายครั้ง จนกระทั่งในการอุทธรณ์คดีครั้งสุดท้าย ศาลปฏิเสธคำอุทธรณ์ แดนนี โรลลิง จึงถูกประหารชีวิตในวันที่ 25 ตุลาคม ปี 2006 ในวัย 52 ปี

จากคดีโหด สู่หนังเชือดในตำนาน

SCREAM หวีดสุดขีด
‘เควิน วิลเลียมสัน’ (Kevin Williamson)
ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ‘SCREAM’

ปี 1994 ‘เควิน วิลเลียมสัน’ (Kevin Williamson) ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกัน ได้มีโอกาสชมข่าวเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่อง ณ เมืองเกนสวิลล์ ในรายการ ‘Turning Point’ ทางช่อง ‘ABC News’ เขาเหลือบไปเป็นหน้าต่างบ้านที่เปิดอยู่ ทำให้เขารู้สึกกังวลว่าจะมีผู้บุกรุกหรือไม่

ด้วยแรงบันดาลใจนี้ เขาจึงเริ่มเขียนบทร่างแรกความยาว 18 หน้า ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับการฆาตกรรมหญิงสาวที่อยู่ในบ้านเพียงลำพังหลังจากรับสายโทรศัพท์ ผสมผสานพล็อตรู้ทันหนังสยองขวัญยุคเก่า ๆ ซึ่งเกิดจากความชื่นชอบหนังสยองขวัญและหนังฆาตกรรมรุ่นเดอะอยู่เป็นทุนเดิม รวมทั้งยังคิดคาแรกเตอร์ฆาตกรที่สวมหน้ากากยางที่มีชื่อว่า ‘ไอ้หน้าผี’ (Ghostface) ด้วย โดยที่เควินได้ตั้งชื่อเรื่องให้กับโครงบทไว้คร่าว ๆ ว่า ‘Scary Movie’

SCREAM หวีดสุดขีด
‘Scary Movie’ โครงร่างบทดั้งเดิมก่อนจะมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง ‘SCREAM’

หลังจากที่เขาเขียนบทภาพยนตร์ระทึกขวัญวัยรุ่น ‘Teaching Mrs. Tingle’ (1999) ซึ่งจะกลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขากำกับ เขาได้หยิบบท ‘Scary Movie’ กลับมาปัดฝุ่นและพัฒนาให้กลายเป็นบทภาพยนตร์ฉบับเต็ม รวมทั้งยังได้วางโครงเรื่องของหนังภาคต่ออีก 2 ภาค เพื่อตั้งใจว่าจะให้เป็นหนังแฟรนไชส์

จนกระทั่งในปี 1995 หลังจากการปรับแก้ตัดฉากความรุนแรงภายในเรื่องออกไป และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘SCREAM’ ตัวบทก็ถูกบริษัทมิราแม็กซ์ (Miramax) ซื้อไปในราคา 400,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ และดำเนินการสร้างภาพยนตร์โดยมีค่ายไดเมนชัน ฟิล์ม (Dimension Films) เป็นผู้ผลิต และกำกับภาพยนตร์โดยเจ้าพ่อหนังสยองขวัญ ‘เวส คราเวน’ (Wes Craven) และแม้ว่าฉากรุนแรงหลายฉากจะถูกตัดออกไปจากบทดั้งเดิม แต่เวสในฐานะผู้กำกับ เขาก็แอบดึงเนื้อหาจากบทที่เควินเขียนไว้แต่ถูกตัดออกกลับมาใส่ในหนังด้วย

SCREAM หวีดสุดขีด
‘SCREAM’ (1996) นำแสดงโดย ‘ดรูว์ แบร์รีมอร์’ (Drew Barrymore)

‘SCREAM หวีดสุดขีด’ เปิดตัวครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 1996 กลายเป็นหนังสยองขวัญระดับบล็อกบัสเตอร์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และทำรายได้ทั้วโลกได้มากถึง 173 ล้านเหรียญสหรัฐ ฯ ตัวหนังได้รับเสียงชื่นชมว่า เป็นการฟื้นฟูหนังแนว Slasher ที่หมดมุกไปแล้วตั้งแต่ยุค 80’s ให้กลับมาได้อีกครั้งจนมีการสร้างหนัง Slasher อีกหลายเรื่องตามมาภายหลัง

รวมทั้งการหยิบเอาธีมของการ “รู้ทันหนังแนวเชือด” ทั้งฆาตกรใส่หน้ากาก และสาวสวยที่ตกเป็นเหยื่อ การเล่นกับคนดูด้วยการยั่วล้อหนังเชือดรุ่นพี่ และการวางกลเม็ดให้คนดูรู้สึกเหมือนว่าจะรู้ทันพล็อตหนังเชือด แต่จริง ๆ แล้วรู้ไม่ทัน

SCREAM หวีดสุดขีด
โปสเตอร์ภาพยนตร์ ‘SCREAM’ (1996)

ตัวหนังประสบความสำเร็จจนได้มีโอกาสสร้างภาคต่อขึ้นอีก 4 ภาค (‘SCREAM 2’ (1997) , (‘SCREAM 3’ (2000), และ ‘SCREAM 4’ (2011)) และมีการหยิบเรื่องราวสไตล์จากภาคแรกกลับมาปัดฝุ่นใหม่ใน ‘SCREAM’ (2022) ที่เพิ่งฉายไปไม่นานมานี้

SCREAM หวีดสุดขีด
ภาพววาดบนกำแพงที่เขียนชื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้งห้าเพื่อเป็นอนุสรณ์

ส่วนในปัจจุบัน ยังคงปรากฏอนุสรณ์สถานที่รำลึกถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย 5 คนในเหตุการณ์ฆาตกรรมต่อเนื่องในครั้งนั้นอยู่ทั่วบริเวณวิทยาเขตของมหาวิทยาลัยฟลอริดา ซึ่งมีทั้งภาพกราฟิตีที่เขียนชื่อผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 5 คนไว้บนกำแพง และมีการปลูกต้นไม้ 5 ต้นเพื่อเป็นตัวแทนของผู้เคราะห์ร้ายในครั้งนั้นด้วย


อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง | อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save