เผยเคล็ดลับที่ทำให้ Pixar ประสบความสำเร็จมากว่า 30 ปี

Finding Dory อนิเมชั่นลำดับที่ 17 ของ Pixar ได้เข้าฉายอย่างเป็นทางการแล้ว และดูเหมือนจะประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงด้วย แล้วอะไรคือเหตุผลทำทำให้ Pixar ยังคงประสบความสำเร็จในการสร้างอนิเมชั่นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายสิบปี

Pete Docter ผู้กำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นของ Pixar อย่าง Monsters, Inc. และ Inside Out พร้อมด้วย Jim Morris ประธาน Pixar Animation Studios จะมาอธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่ทำให้อนิเมชั่นของ Pixar มีความพิเศษมากกว่าสตูดิโอใดๆ

ทำให้ตัวละครในเรื่องเป็นตัวแทนของผู้ชม

upfinal02
Pixar ต้องการให้ตัวละครเป็นตัวแทนของผู้ชม

Pete Docter กล่าวว่า หลักการสร้างสรรค์ของบริษัทคือ จะไม่มีผู้ชมคนใดแคร์ตัวละครอย่าง Dory หรือ Merida (Brave) หรือ Wall-E เลย ถ้าหากพวกเขาไม่รู้สึกหรือสัมผัสถึงอารมณ์ของตัวละครเหล่านั้นไปพร้อมๆกันได้

“ตัวละครก็เปรียบเสมือนตัวแทนของผู้ชม”

– Pete Doctor กล่าว

“เนื่องจากตัวละครในเรื่องจะเรียนรู้และค้นหาข้อมูลต่างๆไปพร้อมกับผู้ชม และเมื่อภาพยนตร์มาถึงตอนจบ ผู้ชมก็จะรู้สึกถึงอารมณ์ของการเดินทางแบบเดียวกับที่ตัวละครรู้สึก”

Pixar รู้ดีว่าถ้าหากคนดูเรียนรู้ข้อมูลได้ก่อนที่ตัวละครจะรู้ พวกเขาก็จะรู้สึกอยู่เหนือกว่าเหล่าตัวละครนั้น แต่ถ้าหากรู้ช้ากว่า พวกเขาก็จะรู้สึกด้อยกว่า ดังนั้นการที่ทำให้คนดูและตัวละครได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน จะทำให้คนดูรู้สึกเหมือนเป็นหนึ่งเดียวกับตัวละคร

บอกเล่าเรื่องราวเล็กๆที่ผู้ชมเข้าใจได้

photo 3-29
Toy Story มีเรื่องราวที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สามารถเข้าใจได้

Jim Morris อธิบายว่าเนื้อเรื่องก็เป็นอีกสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผู้ชมเข้าถึงอารมณ์ของภาพยนตร์มากขึ้น

“แก่นของเนื้อเรื่องไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่อะไร แต่อาจเป็นเล็กๆ ที่เราทุกคนสามารถเข้าถึงได้”

  • Jim Morris กล่าว

ลองดูได้จากภาพยนตร์อนิเมชี่นเรื่องแรกอย่าง Toy Story ที่ได้สอนให้เด็กๆรู้จักข้อดีของการร่วมมือกันทำงานมากกว่าจะหยิ่งไม่สนใจใคร

หลงเหลือบางสิ่งให้คนดูได้รับรู้

inside-out-riley
นอกเหนือจากเรื่องราวเกี่ยวกับอารมณ์ของ Riley แล้ว Inside Out ยังบอกเล่าเกี่ยวกับความรู้สึกเมื่อเราต้องโตขึ้น

เรื่องราวในภาพยนตร์อาจจะดูเรียบง่าย แต่ Pixar นั้นมีความช่ำชองในการสร้างความซับซ้อนให้มากขึ้นไปอีกเพื่อสะท้อนถึงผู้ชมในหลายช่วงอายุ

Andrew Stanton ผู้เขียนบทและผู้กำกับของ Pixar ได้เปิดเผยเมื่อปี 2013 ว่า ในต้นยุค 2000 เขารู้สึกกังวลมากเหมือนกับว่าเขาคอยปกป้องลูกชายของเขามากเกินไป และได้ดัดแปลงสิ่งที่เขารู้สึกกังวลนั้นมาเป็น Finding Nemo ในปี 2003 ซึ่งแสดงให้เด็กๆ เห็นถึงผลกระทบจากการกระทำของพวกเขา และทำให้ผู้ปกครองได้เห็นข้อเสียของการที่คอยปกป้องลูกมากเกินไป

อีกหนึ่งตัวอย่างก็คือ Inside Out ในปี 2015 ซึ่ง Pete Docter ได้กล่าวว่าภาพยนตร์ดังกล่าวได้สะท้อนประสบการณ์ 2 ด้านในชีวิตของเขา คือ ชีวิตช่วงวัยเด็กที่ต้องย้ายบ้านจาก Minnesota ไปประเทศ Denmark และการที่ลูกสาวของเขาค่อยๆเปลี่ยนจากเด็กร่าเริงเป็นวัยรุ่นขี้โมโห

การนำเรื่องราวเหล่านั้นมาดัดแปลงเป็นเรื่องราวของความคิดในหัวของเด็ก 11 ขวบที่มีความแปลกแยกด้านอารมณ์ ทำให้ Pete Doctor ได้มีโอกาสค้นพบบทเรียนในการให้ความเคารพต่ออารมณ์ต่างๆของเรา

สร้างต้นแบบสำหรับสานต่อความสำเร็จในอนาคต

finding-dory-hank

Finding Dory จะยังคงสานต่อความสำเร็จที่ Pixar ปูทางเอาไว้มากว่า 30 ปีได้

“มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของการตามหาครอบครัวของ Dory เท่านั้น แต่มันยังเกี่ยวกับการได้รับรู้ว่าครอบครัวที่คุณกำลังตามหานั้นอาจจะอยู่ข้างๆคุณมาตลอด” Kirsten Acuna บรรณาธิการอาวุโสของ Tech Insider กล่าวในบทวิจารณ์ Finding Dory

ผู้ชมจะหัวเราะอย่างสนุกสนาน เพราะ Dory เป็นปลาขี้ลืมที่อารมณ์ดีอยู่เสมอ แต่จะร้องไห้เมื่อได้รู้ว่า

“Dory ต้องทนทุกข์ในชีวิตวัยเด็กที่แสนจะเจ็บปวดกับการเรียนรู้ถึงความ “พิการ” ของตน”

และเมื่อผู้ชมกลับบ้านไป พวกเขาอาจจะมองโลกไปอีกแบบหนึ่งเลยก็ได้

นั้นคือสิ่งที่ Pixar มีความเข้าใจในการสร้างภาพยนตร์มากกว่าสตูดิโออื่นๆ มันคือการสร้างตัวละครที่ผู้เข้าถึงได้พร้อมด้วยเรื่องราวที่นำไปถึงแก่นแท้ของการใช้ชีวิต

อันอาจจะไม่ได้สำคัญอะไรหากเรื่องราวในภาพยนตร์จะถูกมองผ่านสายตาของสัตว์ประหลาด หุ่นยนต์ รถยนต์ หรือปลาการ์ตูนธรรมดาทั่วไป แต่ด้วยความรู้สึกของผู้ชมที่มองผ่านสายตัวละครเหล่านั้น ทำให้เรื่องราวที่ดีในภาพยนตร์อยู่เหนือความแตกต่างด้านสายพันธุ์ของตัวละครได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ท้ายที่สุด Dory อาจจะเป็นปลาสีฟ้าขี้ลืม แต่…

“เรื่องราวของเธอนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของมนุษย์แทบทั้งสิ้น”

ที่มา : techinsider