เราอาจบอกหนังอย่าง La La Land หรืออย่าง Manchester by the Sea ได้อย่างไม่เกรงว่าใครจะค่อนขอดว่า 10/10 แต่กับหนังแอคชั่นสไตล์คอมมิคจ๋าๆ แถมเป็นหนังภาคต่อที่มักจะห่วยมากกว่าดี อย่าง John Wick: Chapter 2  เนี่ยนะ ที่ซัดคะแนนจากเว็บวิจารณ์หนังได้สะบั้นหั่นแหลก ระดับ 90% จาก Rottentomatoes.com และ 8.5/10 จาก imdb.com เรียกว่าบูทอัพจากภาคแรกที่มันอยู่แล้วขึ้นมาอีกเยออออะมากกกก

John Wick: Chapter 2 เป็นการกลับมาอีกครั้งของบุรุษนักฆ่าอย่ายุ่งกับหมาตู ซึ่งภาคแรกเมื่อปี 2014 หนังประสบความสำเร็จดีทั้งคำวิจารณ์และรายได้ จนสตูไฟเขียวให้ผู้กำกับ แชด สตาเฮลสกี้ ที่มีผลงานด้านสตันท์และฉากต่อสู้บู๊ล้างนรกมาแล้วมากมาย อย่าง หนัง The Matrix ไตรภาค (1999-2003), 300 (2006), The Expendables (2010) และ Iron man 2 (2010) เป็นอาทิ ได้กลับมาสานต่อเรื่องราวที่เขากับ ดีเร็ก โคลสแตด มือเขียนบทภาคแรกได้เริ่มไว้

แถมยังวางเป็นหนังไตรภาคอีกด้วย!!

คือถ้าใครจำได้ภาคเดิมเนี่ย มันแนะนำตัวละคร จอห์น วิค เป็นหลักล่ะ เขาคือชายที่อาศัยอยู่กับหมาชื่อ เดซี่ วันดีคืนดีก็โดนลูกชายแก๊งมาเฟียมาหาเรื่องขโมยรถ แล้วก็พลั้งมือฆ่าหมาที่ถือเป็นของดูต่างหน้าของภรรยาที่เสียไปของเขา เขาก็เลยต้องกลับมาสวมวิญญาณนักฆ่าที่วางมือไป เพื่อล้างแค้นทวงรถคืน ระหว่างทางเราก็จะได้เห็นโลกของ จอห์น วิค ว่ามีความแฟนตาซีแบบคอมมิคจำพวก Sin City หรือ Kick-ass อยู่เหมือนกัน ทั้งโรงแรมเดอะคอนติเนนทัลที่เป็นเหมือนศูนย์กลางการจ้างงานและเขตปลอดอาวุธของโลกอาชญากร และร้านค้าบริการต่างๆที่สนับสนุนการจ้างวานฆ่าต่างๆ แต่ก็มาแบบบางๆไม่ได้เน้นหรือขยายความมันนัก หนังเลยเป็นสไตล์ลุงนักฆ่าล้างบางวัยรุ่นห้าวเป้งแอนด์เดอะแก๊งมาเฟียของบิดาเท่านั้นเอง

แต่มาภาคนี้ ผู้กำกับคงได้ขยายวงเงินเพราะเครดิตภาคแรกดี เลยจัดเต็มโลกทัศน์ในเรื่องทั้ง กฎนักฆ่า วงการนักฆ่าที่แฝงตัวทุกหัวระแหง รูปแบบการปกครองที่มีสภาสูง 12 ที่นั่ง โรงแรมเดอะคอนติเนนทัลที่เป็นกลุ่มผู้รักษาระบบระเบียบ คือ จัดเต็มจักรวาลนักฆ่ามาก แล้วหนังก็ไม่ได้เล่าแบบยัดนู่นนี่มาให้น่าเบื่อเลย เพราะเส้นเรื่องหลักจากตัวละครที่แข็งแรงแล้วอย่างจอห์น วิคนั้นผูกผมเข้าไปขยายจักรวาลได้ลื่นไหลและมันมากๆ

หนังเล่าเรื่อง จอห์น วิค ที่หลังจากภาคแรกแล้วก็เปิดเรื่องมาทวงรถคืนต่อจากมาเฟียเลย ซึ่งจริงๆไม่ต้องเคยดูภาคแรกมาลุยภาคนี้เลยก็รู้เรื่องนะแค่ดูเทรลเลอร์ภาคเก่ามาหน่อยก็พอ เพราะหนังเล่าย้อนภาคก่อนได้ฉลาดมากๆแค่บทสนทนาของมาเฟียกับลูกน้องก็เล่าจบ เห็นบรรยากาศที่คนในวงการหวาดเกรงจอห์นได้ดี และเพราะเรื่องส่วนตัวนี่เองที่ทำให้วงการก็ได้รู้ว่าเขาไม่ได้วางมือจริง ส่งผลให้ ซานติโน่  (ริคาร์โด สคามาริโอ) เจ้าหนี้ผู้ถือตราเลือดของจอห์น มาทวงสัญญาให้ตอบแทนบุญคุณ ซึ่งในวงการถือเป็นกฎที่ห้ามปฏิเสธแต่จอห์นก็ปฏิเสธเพราะอยากใช้ชีวิตธรรมดาที่เขาได้รับจากภรรยาคนรัก ซานติโน่เลยจัดหนักถล่มบ้านจอห์นทิ้งทำลายสิ่งยึดติดในโลกธรรมดาของจอห์นไม่เหลือชิ้นดี จอห์นจึงเลือกไม่ได้ที่จะต้องกลับมาสู่วงการเพื่อล้างหนี้เดิมให้ตัวเองเป็นอิสระ และจะได้มีสิทธิ์ฆ่าซานติโน่ล้างแค้นคืน แต่ก็นั่นล่ะนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาต้องเข้าไปพัวพันเกมอำนาจของโลกมืดจนไม่อาจถอนตัว และคนดูก็ได้มันกันยาวๆเลย

ซานติโน มาทวงสัญญาตราเลือด

นักแสดงนำ คีอานู รีฟส์ ยังกลับมาเล่นบทเดิมอีกครั้ง สำหรับ รีฟส์ เขาถือเป็นนักแสดงคู่บุญที่มีสายสัมพันธ์กับแชดดีตั้งแต่ครั้งที่เล่นเรื่อง Point Break (1991) ซึ่งเป็นหนังที่แชดเริ่มอาชีพสตันท์แบบไม่ได้เครดิต โดยได้แสดงแทนรีฟส์ในฉากเสี่ยงตายด้วย ซึ่งหลังจากเรื่องนี้แชดยังได้เป็นสตันท์ตัวแทนให้รีฟส์อีกหลายเรื่องเลย ทั้ง The Matrix 1-2, The Replacements (2000) และ Constantine (2005) ทั้งยังไปช่วยออกแบบศิลปะการต่อสู้ในหนังฝีมือการกำกับเรื่องแรกของรีฟส์อย่าง Man of Tai Chi (2013) อีกด้วย เรียกว่าระหว่างสองคนนี้คงเป็นโชคชะตาพิเศษบางอย่าง ไม่แปลกใจเลยที่หนังเรื่องแรกของแชด เขาจะเลือกเพื่อนคนสำคัญมาแสดงนำอย่างนี้ แล้วก็ดันลงตัวโคตรๆเลยด้วย

ซึ่งครั้งนี้คีอานู รีฟส์ได้เตรียมตัวกับการกลับมารับบทด้วยการทุ่มเทไปเข้าค่ายฝึกการยิงปืนทุกชนิด รวมไปถึงฝึกยุทธวิธีการดวลปืน และการเคลียร์พื้นที่จากศัตรูมากมาย กับอดีตนายทหารหน่วยรบพิเศษนานกว่า 40 ชั่วโมง ทั้งเพิ่มทักษะการต่อสู้หลากหลายแขนง อาทิ กังฟู, จินจิทสุ และยูโด เพื่อพร้อมแสดงฉากสตันท์-แอคชั่นด้วยตนเองแบบสุดฝีมือ และนี่คืออีกเหตุผลนอกจากเนื้อเรื่องที่ซับซ้อนและระอุขึ้น คือการแสดงฉากต่อสู้ของรีฟส์นั้นดูเข้มแข็งขึ้น คมขึ้น ไม่เงอะงะเหมือนตอนภาคแรก คือบางช่วงนี้อย่างกับได้ดู จา พนม ในต้มยำกุ้งที่ลุยเดี่ยวกับสมุนตัวร้ายเป็นสิบ ๆ

แต่จอห์น วิค นั้นได้สร้างเอกลักษณ์การต่อสู้ที่ต่างจากหนังอื่นคือ การใช้ปืนสู้ระยะประชิดที่ทำออกมาได้เจ๋งมากๆ คือทั้งลุ้นแบบศิลปะการต่อสู้และรุนแรงแบบทีเดียวตายได้ เมื่อรวมกับสไตล์ภาพที่จัดจ้านทางศิลป์ไม่ว่าทั้งการวางเฟรมและจัดแสงสีตัด รวมถึงความแม่นในการตัดฉากต่อสู้ และการสร้างสรรค์ฉากสู้ที่หลากหลายมีสไตล์โคตร ๆ ทั้งการสู้ด้วยรถในอู่ การยิงระยะประชิดเดี่ยวกับหลายสิบในพิพิธภัณฑ์ การสู้ด้วยมีดพกในรถไฟฟ้า การเดินยิงสู้กันด้วยปืนเก็บเสียงระหว่างฝูงชน และนักฆ่าหลายสไตล์ที่ถามโถมมาหาจอห์น ทั้งนักฆ่าสาวมือไวโอลิน นักฆ่าซูโม่ร่างยักษ์ และเหล่านักฆ่าที่แฝงตัวเป็นคนปกติ คือ โอ่ย เจ๋งมากมันมากครับ สมแล้วที่ผู้กำกับอยู่ในวงการแอคชั่นมานาน

หนังยังได้ ลอเรนซ์ ฟิชเบิร์น กลับมาเล่นร่วมกับ คีอานู รีฟส์ อีกครั้งนับตั้งแต่ The Matrix Revolutions (2003) ด้วย ในบทราชันย์คนจรจัด, รูบี้ โรส ที่เพิ่งวาดลวดลายใน xXx: Return of Xander Cage (2017) ก็มารับบท เอเรส นักฆ่าใบ้ที่ใช้ภาษามือได้กวนตีนมาก, คอมมอน แร๊พเปอร์และนักแสดงชื่อดังที่มารับบทนักฆ่าคู่แค้น คาสเชี่ยน, ปีเตอร์ สตอร์แมร์  นักแสดงมากฝีมือในบท อับบราม อาของตัวร้ายในภาคก่อน และเพราะภาคนี้เนื้อเรื่องมีภารกิจสำคัญที่ข้ามฟากไปยังประเทศอิตาลีจึงได้ ริคาร์โด สคามาริโอ นักแสดงสุดเก๋าชาวอิตาเลี่ยนมารับบท ซานติโน ตัวร้ายประจำภาคที่น่าหมั่นไส้ขั้นสุดในความเลวด้วย ส่วนหมาจากเจ้าเดซีภาคก่อน ก็มาสู่เจ้าพิตบูลน้อยที่ไม่มีชื่อเพราะจอห์นไม่อยากผูกพันมาก ซึ่งแม้หน้าตาน้องหมาจะน่ากลัวแต่นิสัยน่ารักมากๆ เสียดายบทน้อยไปนิด


ส่วนพวกตัวละครเก่าๆที่ยังไม่ตายก็ยังจัดกลับมาครบทั้ง วินสตัน (เอียน แมคเชน) ผู้จัดการโรงแรมเดอะคอนติเนนทัลที่เป็นที่พักของพวกทำงานโลกเบื้องหลังและเป็นเพื่อนที่จริงใจคนหนึ่งของจอห์น, ชารอน (แลนซ์ เรดดิค) พนักงานต้อนรับแห่งโรงแรมเดอะคอนติเนนทัลที่ภาคนี้ได้เห็นอะไรมากขึ้น และ อูรีลิโอ (จอห์น ลีกุยเซโม) เจ้าของอู่ดัดแปลงรถเถื่อนก็ยังวนเวียนห่างๆ เหล่านี้ก็รอการขยายและน่าจะมีบทบาทสำคัญ ๆ ในภาคสุดท้ายด้วยครับ

สรุป

คือภาคก่อนเหมือนยอดมนุษย์สู้กับพวกกี้ ๆ ก็ว่ามันแล้ว แต่ภาคนี้ยอดมนุษย์เจอเหล่าสัตว์ประหลาดมันเลยโคตรมันเข้าไปอีก ต้องดู ไม่ดูคือพลาด แค่นี้ล่ะ

หนังเข้าฉาย 16 กุมภาพันธ์นี้ครับ

Play video