Connect with us

What The Fact

สรุปเรื่องราวก่อนลิงกับคนจะมาเปิดวอร์ใน War for the Planet of the Apes มหาสงครามพิภพวานร

ในฉบับเล่าใหม่ของหนังไซไฟคลาสสิกอย่าง Planet of the Apes (1968) ที่ปรับเรื่องให้ทันยุคทันสมัยขึ้น ที่สำคัญจริงจังและสมจริงจนคิดว่าเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย โดยในฉบับไตรภาคใหม่นี้ ได้เริ่มด้วยหนังปี 2011 ของผู้กำกับรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง รูเพิร์ต ไวแอต  โดยได้คู่สามีภรรยาที่ปลุกปั้นโปรเจ็กต์คืนชีพพิภพวินรมาแต่ต้นอย่าง ริค จาฟฟา และ อะแมนด้า ซิลเวอร์ มาทำหน้าทีเขียนบทที่รับแรงบันดาลใจมาจาก Conquest of the Planet of the Apes (1972) หนังภาคที่ 4 จากชุดต้นฉบับ แต่ก็ปรุงใหม่จนเรียกได้ว่าเป็นคนละเรื่องกันในชื่อ Rise of the Planet of the Apes (กำเนิดพิภพวานร) ที่ตั้งมาให้รู้ว่าเรากำลังได้รับรู้เรื่องราวปฐมบทใหม่ที่ไม่เคยเล่ามาก่อนในหนังตระกูล Planet of the Apes นี้ครับ

ส่วนภาคต่อมาในปี 2014 อย่าง Dawn of the Planet of the Apes (รุ่งอรุณแห่งอาณาจักรพิภพวานร) ได้เปลี่ยนมือผู้กำกับมาเป็น แมตต์ รีฟส์ ที่โด่งดังมาจากหนังไซไฟกล้องส่ายอย่าง Cloverfield (2008) และในส่วนทีมเขียนบทที่โดดเด่นจากภาคแรกยังคงมาครบทั้ง ริคและอะแมนด้า นอกจากนั้นยังสมทบเพิ่มด้วย มาร์ค บอมแบค ที่ผ่านงานรีเมคหนังอย่าง Total Recall (2012) มาแล้วด้วย ซึ่งพอในภาคที่ 3 อย่าง War for the Planet of the Apes (มหาสงครามพิภพวานร) ที่กำลังเข้าฉายในบ้านเรา มาร์คก็เลยรับไม้ต่อมา จับคู่กับผู้กำกับ แมตต์ รีฟส์ เขียนบทแทน โดยริคกับอะแมนด้าไปนั่งโปรดิวซ์เพียงอย่างเดียว

เอาเป็นว่าเกริ่นพอให้เห็นภาพสำหรับหนังไตรภาคใหม่ครับ เรามาดูกันดีกว่า ว่าเนื้อเรื่องของหนังเกิดอะไรขึ้นมาแล้วบ้างก่อนจะเข้าไปชมภาคใหม่กัน

Rise of the Planet of the Apes (กำเนิดพิภพวานร)
  • เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นจากบริษัทด้านยาแห่งหนึ่งในเมืองซานฟรานซิสโก ชื่อว่า เจน-ซิส ได้ทำการทดลองยารักษาโรคอัลไซเมอร์จากเชื้อไวรัส ที่มีรหัสยาว่า ALZ-112 นักวิทยาศาสตร์ที่เป็นหัวหน้าโครงการนั้นคือ วิล รอดแมน (เจมส์ ฟรานโก) ซึ่งมีพ่อป่วยด้วยโรคนี้อยู่เช่นกัน

วิลได้ทดลองตัวยาใหม่กับลิงชิมแปนซีเพศเมียตัวหนึ่งที่จับมาจากป่าแอฟริกาชื่อว่า ไบรท์อายส์  การทดลองประสบผลสำเร็จดี ไบรท์อายส์มีพัฒนาการทางสมองดีมาก ทำให้ความเฉลียวฉลาดของเธอสูงขึ้นด้วย แต่ก็เกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นในระหว่างที่วิลกำลังนำเสนอผลการทดลอง ไบรท์อายส์เกิดคลุ้มคลั่งแหกกรงออกมา จนทำให้เจ้าหน้าที่ต้องฆ่าเธอเสีย และโครงการยาตัวใหม่ของวิลก็ถูกผู้บริหารอย่าง สตีเฟ่น เจคอบส์ (เดวิด โอเยโลโว) สั่งล้มไป

  • แต่ผู้ช่วยของวิลชื่อ แฟรงคลิน ได้พบสาเหตุที่ไบรท์อายส์อาละวาดก็เพราะเธอเกิดให้กำเนิดลิงชิมแปนซีตัวน้อยและกลัวคนจะทำร้ายลูกเธอที่แอบไว้ในคอกนั่นเอง วิลจำใจต้องรับทารกน้อยมาเลี้ยงเพื่อช่วยเหลือจากการการุณฆาตของบริษัท เขาตั้งชื่อเจ้าทารกชิมแปนซีเพศชายนั้นว่า ซีซาร์  (โมชั่นแคปโดย แอนดี้ เซอร์คิส) และภายหลังเขายังพบว่าซีซาร์ได้รับความฉลาดและพัฒนาการมาทางสายเลือดจากไบรท์อายส์ ทำให้เขามองซีซาร์เหมือนลูกตัวเองด้วย

  • 3 ปีให้หลัง วิลพบว่าซีซาร์มีพัฒนาการสูงขึ้นเรื่อย ๆ แต่อาการพ่อของเขากลับทรุดลงอย่างมาก วิลจึงได้ตัดสินใจทดลองยาที่เขาพัฒนามากับพ่อของเขา ซึ่งผลที่ได้นั้นเรียกว่าประสบความสำเร็จดีพ่อของเขามีความทรงจำดีขึ้นและยังฉลาดกว่าเดิมด้วย วันหนึ่งซีซาร์เห็นเด็กข้างบ้านเล่นกันเขาจึงแอบออกจากบ้านไปจะเล่นด้วย แต่ก็ทำให้พ่อของเด็กซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของวิลชื่อ ดักลาส ฮันไซเกอร์ ตกใจและทำร้ายซีซาร์ วิลมาช่วยทันแต่ก็ต้องพาซีซาร์ไปหาสัตวแพทย์ที่สวนสัตว์ และนั่นทำให้เขาได้สานสัมพันธ์กับแพทย์สาวอย่าง แคโรไลน์ (ฟรีด้า ปินโท)

  • 5 ปีถัดมา วันหนึ่งที่ซีซาร์กับวิลและแคโรไลน์ได้ไปเที่ยวป่าด้วยกัน ซีซาร์ที่ถูกใส่ปลอกคอจูงเดิน ก็ได้พบกับครอบครัวที่จูงหมามาเที่ยวเช่นกัน นั่นทำให้เขาเปรียบเทียบและรู้สึกถึงตัวตนขึ้นมา วิลจึงต้องพาซีซาร์มาดูบริษัทและอธิบายจุดกำเนิดของซีซาร์ให้ฟัง

  • พ่อของวิลอาการกลับทรุดลงอีกครั้งจากเพราะร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาทำลายไวรัสที่เป็นตัวยา ทำให้เขาไปทะเลาะกับดักลาสเพื่อนบ้าน ซีซาร์เห็นดักลาสจะทำร้ายพ่อวิลจึงออกมาช่วยสู้ แต่เหตุการณ์ก็ทำให้ซีซาร์ถูกทางการจับไปเข้าสถานกักกันสัตว์ของ จอห์น แลนดอน (ไบรอัน คอกซ์) ระหว่างที่วิลดำเนินการทางศาลเพื่อมีสิทธิ์ดูแลซีซาร์
  • แลนดอนเป็นผู้บริหารสถานกักกันที่เห็นแก่ตัว ฉากหน้าเขาเหมือนดูแลสัตว์อย่างดี แต่แท้จริงสัตว์จะถูกกักขังในกรงแคบ ๆ เท่านั้น แลนดอนมีลูกชายวัยรุ่นชื่อว่า ดอด์จ (ทอม เฟลตัน) ซึ่งมีนิสัยเกเรชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าโดยเฉพาะพวกสัตว์ในสถานกักกันที่เขาดูแล

  • ซีซาร์ได้เห็นการทารุณกรรมเหล่าลิงพันธุ์ต่าง ๆ ในสถานกักกันนั้น และเริ่มหาวิธีหลบหนี ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มมีเพื่อนเป็นอุรังอุตังที่รู้ภาษามืออย่าง มัวริส และหัวหน้าใหญ่อย่าง บัค กอริลล่ายักษ์ที่ยอมรับซีซาร์หลังซีซาร์ช่วยให้ออกจากกรงขังได้ ทำให้ลิงอันธพาลอย่าง ร็อคเก็ต และลิงตัวอื่น ๆ ในสถานกักกันที่เคยแกล้งซีซาร์ก็ต้องสยบยอมกับซีซาร์
  • วิลเกลี้ยกล่อมเจคอบส์ เพื่อขอพัฒนาตัวยาใหม่ชื่อ ALZ-113 ที่มีประสิทธิภาพแรงขึ้นเพื่อชนะภูมิคุ้มกันในร่างกายคนได้ เจคอบส์เมื่อรู้ผลข้างเคียงว่าทำให้คนฉลาดขึ้นด้วยจึงอนุมัติด้วยความละโมบที่จะขายยาที่ได้กำไรสูงกว่ายารักษาอัลไซเมอร์ โดยวิลได้ทดลองกับลิงที่เกิดในห้องทดลองและถูกทำทารุณกรรมจากการทดลองของมนุษย์มาตลอดจนมันแค้นมนุษย์ชื่อว่า โคบา


  • ระหว่างการทดลองพ่นไวรัสใส่โคบา เกิดอุบัติเหตุและทำให้แฟรงคลินผู้ช่วยของวิลเกิดสูดไวรัสเข้าไป ซึ่งภายหลังโคบามีพัฒนาการสมบูรณ์มาก แต่แฟรงคลินกลับป่วยจนถึงกับไอเป็นเลือดแต่ก็ปิดคนอื่นไว้ ตอนนี้เรารู้แล้วว่าลิงสามารถรับไวรัสตัวนี้ได้ดีกว่าคน แม้การทดลองตัวยาจะสำเร็จแต่ก็ไม่ทัน เพราะพ่อของวิลเสียไปเสียก่อน วิลพยายามยับยั้งการพัฒนายาต่อไปเพราะเห็นผลข้างเคียงที่ไม่แน่ชัดในมนุษย์ แต่เจคอบส์ไม่ยอม
  • วิลพยายามเดินเรื่องจนสามารถรับซีซาร์กลับได้ แต่ซีซาร์จำใจต้องหันหลังให้วิลเพราะตอนนี้เขาคือผู้นำที่จะต้องช่วยเหลือลิงทุกตัวในสถานกักกัน คืนหนึ่งซีซาร์แอบหนีออกจากสถานกักกันไปบ้านของวิลและขโมยตัวยาชนิดใหม่มาใช้กับลิงทุกตัวในสถานกักกัน ทำให้กองทัพลิงฉลาดและเข้มแข็งขึ้นมาก พวกมันรอโอกาสที่จะเอาคืนมนุษย์อย่าง จอห์นและดอด์จ แล้วหลบหนีสู่ป่า
  • วันหนึ่งที่ดอด์จพยายามทำร้ายซีซาร์ ซีซาร์ได้ต่อสู้และได้ออกเสียงคำว่า ไม่! ขึ้นมาเป็นครั้งแรก ซึ่งเหมือนคำประกาศว่าพวกมันจะไม่ยอมให้มนุษย์ทำร้ายอีกต่อไปแล้ว ในคืนนั้นพวกมันแหกออกจากสถานกักกันและได้ฆ่าดอด์จตาย
  • ระหว่างทางหลบหนี พวกซีซาร์ได้บุกทำลายบริษัทยาเจน-ซิสเพื่อขโมยตัวยา ซึ่งทำให้ลิงในแล็บรวมถึงโคบาถูกปล่อยออกมา พวกมันยังช่วยเหลือลิงในสวนสัตว์ที่ถูกมนุษย์คุมขัง ก่อนจะหนีสู่ป่าผ่านทางสะพานแขวน ที่นี่เองที่เป็นสมรภูมิสำคัญของเรื่อง เหล่าตำรวจและเจ้าหน้าที่บริษัทยาต่างเข้าปราบฝูงลิง บัคต้องสละชีพในเหตุการณ์นี้เพื่อทำลายเฮลิคอปเตอร์ของเจคอบส์ที่ไล่ล่ามา และเจคอบส์ที่ถูกซีซาร์ผู้ต้องการเพียงการหลบหนีโดยไม่ทำร้ายมนุษย์ไว้ชีวิตก็ถูก โคบามาฆ่าทิ้ง

  • ฝูงลิงหนีเข้าป่าสำเร็จ วิลตามมาเจอซีซาร์ แต่ซีซาร์ได้โอบกอดวิลและบอกว่า ซีซาร์อยู่ที่บ้านแล้ว คือป่าและเหล่าฝูงลิงคือครอบครัวใหม่ของเขา วิลจึงอำลากับซีซาร์ที่ตรงนั้น
  • เหตุการณ์หลังจากนั้นคือ ดักลาส เพื่อนบ้านของวิลที่ติดเชื้อไวรัสจากแฟรงคลินตอนที่มาบ้านวิล ก็ได้เดินทางไปทำงาน ความวอดวายอยู่ตรงที่เขาทำงานเป็นนักบินที่กำลังจะบินไปปารีส ทำให้ไวรัสแพร่ระบาดไปทั่วโลกจากสนามบิน
Dawn of the Planet of the Apes (รุ่งอรุณแห่งอาณาจักรพิภพวานร)
  • เรื่องราวผ่านจากภาคแรกไปราว 10 ปี บัดนี้ซีซาร์ได้เป็นหัวหน้าฝูงลิงที่กำลังสร้างสังคมและอารยธรรมของตนเองในป่าของซานฟรานซิสโก เขามีภรรยาเป็นลิงที่ช่วยไว้ในภาคแรกชื่อว่า คอร์นีเลีย และมีลูกด้วยกันหนึ่งคนคือ บลูอายส์ ในขณะที่ประชากรมนุษย์ทั่วโลกล้มตายจากเชื้อไวรัส ALZ-113 จนเหลือคนเพียงไม่มากที่มีภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติ อารยธรรมมนุษย์เข้าขั้นใกล้ล่มสลายทีเดียว
  • วันหนึ่งมีกลุ่มมนุษย์เดินทางเข้ามาสำรวจในป่า และมนุษย์คนหนึ่งชื่อว่า คาร์เวอร์  (เคิร์ก อะเซเวโด) ได้บังเอิญพบกับ แอช ลูกของร็อคเก็ตลิงในภาคแรกและเพื่อนซี้ของบลูอายส์ ด้วยความกลัวคาร์เวอร์จึงเผลอยิงใส่แอชเข้า มัลคอล์ม (เจสัน คลาร์ก) หัวหน้าของคาร์เวอร์ได้ตามมาถึงจุดที่คาร์เวอร์อยู่ แต่ก็ถูกซีซาร์และพวกรุมล้อมไว้แล้ว โชคดีที่แอชไม่เป็นอะไรมาก ซีซาร์จึงได้ไล่พวกกลุ่มของมัลคอล์มกลับไป แต่ด้วยความรอบคอบซีซาร์จึงสั่งให้โคบา ซึ่งบัดนี้เป็นหัวหน้าทหารลิง ออกสะกดรอยตามกลุ่มมนุษย์ไปว่ามาด้วยจุดประสงค์ใด

  • โคบา ตามกลุ่มของมัลคล์มมาถึงกลางเมืองซานฟรานซิสโก ที่นั่นพวกมนุษย์ที่เหลือรอดรวมตัวกันอยู่ในตึกสูงที่เรียกว่า ทาวเวอร์ โดยมีหัวหน้ากลุ่มชื่อว่า เดรฟัส (แกรี่ โอลด์แมน) คอยดูแล มัลคอล์มแจ้งเรื่องพบลิงพูดได้ให้กับเดรฟัส ซึ่งเหล่ามนุษย์ต้องการเข้าไปซ่อมระบบปั่นไฟฟ้าที่อยู่ในเขื่อนซึ่งพวกซีซาร์อาศัยอยู่ เพื่อมีพลังงานมาใช้ในตัวเมือง การที่พวกซีซาร์คุมอยู่ทำให้การซ่อมเป็นไปได้ลำบาก

  • คอร์นีเลียได้คลอดลูกชายคนที่สองให้ซีซาร์ ในขณะที่โคบาผู้มีความเคียดแค้นมนุษย์เพราะเคยถูกจับทดลองก็แสดงเจตนาที่จะห้ำหั่นมนุษย์ แต่ถูกซีซาร์ปรามไว้ ตอนนี้ซีซาร์คิดว่าจำเป็นที่จะต้องปกป้องตนเองจากการรุกรานของมนุษย์ที่พบเจอรังของพวกเขาแล้ว ซีซาร์จึงนำกองทัพลิงมายังทาวเวอร์ เพื่อแสดงเจตนาว่าตนไม่คิดจะทำร้ายมนุษย์ แต่จะปกป้องตนเองหากมนุษย์รุกรานก่อน และขอให้ต่างคนต่างอยู่ไปก่อนยกพวกกลับ

  • มัลคอล์มปรึกษากับเดรฟัสถึงทางเลือกด้านพลังงานแต่ก็หาทางออกไม่ได้ มัลคอล์มจึงอาสาเข้าไปเจรจากับซีซาร์เพื่อขออนุญาตนำคนมาซ่อมเครื่องปั่นไฟฟ้า และจะไม่รบกวนพวกลิงอีก ซีซาร์เล็งเห็นอนาคตที่อาจอยู่ได้อย่างสันติจึงอนุญาต ท่ามกลางความไม่พอใจของโคบา โดยมีข้อตกลงว่าห้ามมนุษย์นำอาวุธเข้ามาเด็ดขาด
  • มัลคอล์มพาภรรยาที่เป็นอดีตนางพยาบาลชื่อ เอลลี่ (เครี่ รัสเซล) และลูกชายอย่าง อเล็กซานเดอร์ (โคดี้ สมิท-แมคฟี) รวมถึงพรรคพวกเข้ามาซ่อมเครื่องปั่นไฟ โดยมีคาร์เวอร์ที่เป็นอดีตพนักงานประปาเข้ามาช่วย ระหว่างนั้นทำให้ความสัมพันธ์ของฝูงลิงกับกลุ่มมัลคอล์มดีขึ้นมาก ลิงเริ่มไว้ใจมนุษย์มากขึ้น

  • แต่แล้ววันหนึ่งซีซาร์ก็พบปืนที่คาร์เวอร์แอบซ่อนไว้ ทำให้เขาโกรธมากและสั่งให้มนุษย์ออกจากป่าไป แต่ภายหลังก็อนุญาตให้ซ่อมเครื่องปั่นไฟให้เสร็จในหนึ่งวันเพราะเอลลี่มีพระคุณใช้ยาช่วยรักษาชีวิตคอร์นีเลียไว้
  • อีกด้านหนึ่งโคบาพบว่า เดรฟัสได้สั่งให้ชาวทาวเวอร์ติดอาวุธเพื่อความปลอดภัยเพราะยังไม่ไว้ใจพวกลิง ทำให้โคบาโกรธมากและพยายามยุให้ซีซาร์กำจัดพวกมนุษย์แต่ถูกซีซาร์ปฏิเสธ ทำให้โคบาแตกหักกับซีซาร์ด้วยความเชื่อเดิมว่าซีซาร์รักพวกมนุษย์มากกว่าเผ่าพันธุ์เดียวกัน ทั้งคู่ต่อสู้กันซีซาร์เป็นฝ่ายได้รับชัยแต่เลือกไว้ชีวิตโคบา โคบาหนีออกจากฝูงลิงไปยังคลังอาวุธของทาวเวอร์และฆ่ายามไปสองคนก่อนขโมยปืนไรเฟิลกลับมาแอบฆ่าคาร์เวอร์ตาย
  • ในวันนั้นกลุ่มมัลคอล์มได้ซ่อมเครื่องปั่นไฟสำเร็จและทำการฉลองกับพวกซีซาร์ แต่โคบาก็ได้กลับมาเผารังเพื่อเบี่ยงความสนใจก่อนจะใช้ปืนไรเฟิลซุ่มยิงซีซาร์จนตกหน้าผาไป จากนั้นจึงเข้ามาควบคุมฝูงโดยโยนความผิดให้กับคาร์เวอร์ที่ตายไปแล้ว

  • โคบาได้นำกองทัพลิงจู่โจมทาวเวอร์และขังมนุษย์ทุกคนเอาไว้ เขาพยายามสั่งสอนให้ลิงเกลียดมนุษย์ แต่แอชเชื่อฟังซีซาร์และขัดคำสั่งที่จะฆ่ามนุษย์ โคบาจึงจับแอชโยนทิ้งจากตึกจนตาย และสั่งให้ขังลิงที่ยังภักดีกับซีซาร์ทั้งหมดด้วย บลูอายส์ที่อยู่ในกองทัพลิงด้วยต้องการล้างแค้นให้พ่อพบเห็นสิ่งที่โคบาทำก็เกิดลังเล

  • อีกด้านมัลคอล์มได้พบซีซาร์และช่วยชีวิตไว้ โดยพาเขามายังบ้านเดิมที่เคยอยู่ ซีซาร์ค้นพบว่าเป็นโคบาที่ยิงเขาและตระหนักว่าลิงเองก็อาจเลวร้ายได้ไม่ต่างจากคน หลังจากนั้นมัลคอล์มก็ได้พบบลูอายส์โดยบังเอิญและจึงพามาพบซีซาร์ ทั้งหมดวางแผนที่จะต่อสู้ล้มโคบาลงเพื่อช่วยคนและลิงในทาวเวอร์
  • บลูอายส์ได้แอบเข้าไปในทาวเวอร์เพื่อปล่อยคนและฝูงลิงที่ถูกขังไว้ ด้านมัลคอล์มก็นำกำลังฝูงลิงเข้ายึดคืนทาวเวอร์ แต่เขาก็ได้พบกับเดรฟัสที่กำลังวางแผนวางระเบิดทำลายตึกไปพร้อมพวกลิง มัลคอล์มทรยศพวกเดรฟัสแต่ก็ได้ทราบว่าลูกน้องของเดรฟัสได้ใช้วิทยุสื่อสารที่กลับมาใช้งานได้เพราะมีไฟฟ้า ติดต่อไปยังกองกำลังทหารอีกแห่งหนึ่งเพื่อขอความช่วยเหลือเสียแล้ว แล้วเดรฟัสก็ตัดสินใจระเบิดพลีชีพเพื่อกอบกู้มนุษยชาติจากพวกลิง

  • บนดาดฟ้าของทาวเวอร์ที่กำลังถล่ม ซีซาร์ได้ต่อสู้กับโคบาและสามารถเอาชนะได้ โดยประกาศว่าโคบาไม่ใช่พวกลิงก่อนจะปล่อยมือโคบาให้ตกลงไปจากยอดตึก ซึ่งหนังชี้ให้เห็นว่าบางทีโคบาอาจจะยังไม่ตายก็ได้เพราะร่างของมันตกลงบนสายไฟและคานเหล็กก่อนร่วงลงสู่พื้น
  • มัลคอล์มมาแจ้งเรื่องกำลังทหารที่กำลังจะบุกมาปราบพวกลิงแก่ซีซาร์ ซีซาร์จึงบอกให้มัลคอล์มกับครอบครัวหนีไป และอยู่กับกองทัพลิงเพื่อเตรียมรับมือกับกองกำลังมนุษย์ที่จะมาถึง

War for the Planet of the Apes (มหาสงครามพิภพวานร)

เนื้อเรื่องเล่าต่อจากภาคที่แล้ว อีก 2 ปีต่อมา มนุษย์ไล่ฆ่าห้ำหั่นเหล่าลิงจนแหลกลาญ ฝั่งของซีซาร์สูญเสียไปไม่ใช่น้อย จนทำให้ซีซาร์ต้องต่อสู้กับสัญชาตญาณมืดของตนเองที่เข้าจู่โจมให้เขาเคียดแค้นมนุษย์มากขึ้น ๆ การเดินทางเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ทำให้ที่สุดซีซาร์ต้องเผชิญหน้ากับ นายพลผู้ไร้ความเมตตา (วูดดี้ ฮาร์เรลสัน) เพื่อตัดสินชี้ชะตาว่าเผ่าพันธุ์ใดกันแน่ที่จะอยู่รอด!!

ติดตามบทสรุปกันได้ในวันที่  13 กรกฎาคมนี้ครับ



แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] GLASS คนเหนือมนุษย์ – จักรวาลกี๊คสุดเจ๋งของ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน

Published

on

หลัง เดวิด ดันน์ (บรูซ วิลลิส) ฮีโร่กระดูกเหล็ก และ เควิน (เจมส์ แม็คอวอย)ชาย 24 บุคลิกอันตราย ถูกจับเข้าโรงพยาบาลจิตเวศ พวกเขาต้องทุกข์ทรมานจากการรักษาของ ดร. เอลลี สเตเปิล (ซาราห์ พอลสัน) จิตแพทย์ผู้หวังเปลี่ยนคนไข้ให้เลิกหลงผิดในพลังพิเศษ โดยหารู้ไม่ว่าจอมวางแผนอย่าง อีไลจาห์ กลาส (แซมมวล แอล แจ็คสัน)อดีตคู่แค้นของดันน์ก็มีแผนในใจที่หวังให้โลกได้เห็น ฮีโร่ และ ผู้ร้าย เปิดศึกนองเลืองกันบนอาคารที่สูงที่สุดในเมือง

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

นับว่า Glass เป็นโปรเจคต์ในฝันที่ เอ็ม ไนต์ ชยามาลาน เจ้าพ่อหนังหักมุมอยากสร้างมาร่วม10กว่าปี โดยนำตัวละคร ดันน์ และ กลาส มาจาก Unbreakable (2000) และ เควิน มาจาก Split (2016) ถักทอเรื่องราวระหว่างฮีโร่กับอสูร โดยไม่ลืมมีมุกจิกกัดการเมืองอเมริกาตามสไตล์ของผู้กำกับ จะว่าไปสไตล์หนังของ Glass คือถอดความ “Unbreakable” มาเลยแหละ เป็นหนังของกี๊คการ์ตูนคอมิก แบบพูดถึงจักรวาล-ประวัติศาสตร์คอมิกจนเชื่อว่าเหล่า กี๊คการ์ตูน คือกรี๊ดสลบเลย และยังคงสไตล์ ชยามาลาน ทั้งอารมณ์ขัน มุกจิกกัดสังคม รวมถึงการปรากฎตัวเป็นคาเมโอ ของผู้กำกับเองที่คราวนี้ ดูแกมันส์มากให้ตัวเองเล่นซะยาวเชียว จนผลลัพธ์คือหนังที่ดูสนุกนะครับ แต่ก็เฉพาะกลุ่มพอควร เพราะถ้าคนดูกลุ่มที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ผู้กำกับเล่าก็จะเกลียดไปเลยเหมือนตอน Unbreakable นั่นแหละ โดยแก่นเรื่องแล้วสิ่งที่ Glass พยายามนำเสนอคือเรื่องราวของ ‘ตัวตน’ ซึ่งตรงนี้ยอมรับเลยว่า ชยามาลาน ได้โชว์ทักษะอันรุ่มรวยในการเล่าเรื่องได้ดีจริงๆทั้งการจับตรรกะของคอมิกเรื่องราวฮีโร่-ผู้ร้าย มาผสมเข้ากับการวิพากษ์ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางประวัติศาสตร์ได้อย่างคมคาย

 ซึ่งหากมองให้ลึก การที่ กลาส มองคอมิกในฐานะประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งแต่รัฐบาลไม่ต้องการให้คนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงมิหนำซ้ำพวกเขายังพยายามใส่ความคนอย่าง ดันน์ เควิน และ กลาส ให้กลายเป็นเพียงคนบ้า ก็ไม่ต่างจากรัฐบาลเผด็จการที่หาเรื่องใส่ไฟคนเห็นต่าง หรือ คนตั้งคำถามกับการบริหารประเทศของรัฐ จนตรรกะที่ดูเพ้อเจ้อกลับค่อยๆแข็งแรงด้วยแมสเสจที่หนังกำลังพูดถึงอย่างมั่นอกมั่นใจนั่นเอง เพราะหากแทนตัวละครด้วยชนกลุ่มน้อยทั้งคนผิวสี ชนพื้นเมือง หรือชาวต่างชาติ ก็ไม่ต่างจากเรื่องจริงที่เจอได้ทั่วไปในอเมริกา
ซึ่งนั่นทำให้ Identity หรือ ตัวตน ที่แม้ในเรื่องจะแทนค่าเป็น ฮีโร่อย่างดันน์ , อสูรอย่างเควิน หรือ จอมบงการอย่างกลาส  กลายเป็นประเด็นที่หนังต่อยอดถึงขั้นไปพูดถึงอำนาจของปัจเจกชนที่กล้าลุกมาเปลี่ยนแปลงประเทศจนรัฐสั่นคลอน ซึ่งถือเป็นประเด็นการเมืองร่วมสมัยที่ชยามาลานเลือกเล่าในยุครัฐบาล โดนัลดฺก์ ทรัมป์ หลัง The Village (2004) ที่ชยามาลานพูดถึงการปกครองด้วยความกลัวในสมัยรัฐบาล จอร์จ ดับเบิลยู บุช ทำให้เห็นว่าภายใต้หนังที่ดูเหมือนรวมจักรวาลฮีโร่ตามกระแสกลายเป็นงานตั้งคำถามกับสังคมได้อย่างลุ่มลึกอย่างไม่น่าเชื่อ
แต่เห็นผมวิเคราะห์การเมืองในหนังอย่าเพิ่งมองว่าหนังออกมาเคร่งเครียดน่าเบื่อนะครับ ตรงกันข้ามเลยหนังมีมุกฮาๆหลายมุกเลย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากจอมขโมยซีนอย่าง เจมส์ แม็คอวอย ที่เล่นเป็นเควินและเหล่าตัวตน 24 ตัวตนได้อย่างมีสีสัน ส่วนบรูซ วิลลิส ก็ทำให้เราหายคิดถึงด้วยบทเท่ๆอย่างเดวิด ดันน์ ฮีโร่ศาลเตี้ยที่แม้จะชราภาพแต่ความเท่ไม่ได้ลดลงเลย หรือกระทั่งคนที่ถือเป็นต้นเรื่องอย่าง แซมมวล แอล แจ็คสัน ก็ทำให้ตัวละคร กลาส ที่เหมือนด้านตรงข้ามกับ นิค ฟิวรี่ ที่ดูฉลาดคาดเดาไม่ได้จนหนังดูสนุกมาก และไม่กล่าวถึงไม่ได้คือการปรากฏตัวของน้อง อันยา เทเลอร์ จอย ที่ออกมาแต่ละทีนี่ใจบางมาก ทั้งสวย น่ารัก หุ่นทรมานจิตใจ แถมเล่นดีจนเราเชื่อเลยว่า ต่อให้ต้องเป็นอสูรก็ยอม หากได้ใกล้ชิดน้องจอย ฮ่าาาาา
ตีตั๋วร่วมศึกฮีโร่ อสูร และจอมบงการ พร้อมจุดหักมุมแบบเดาไม่ถูก คลิกเลย
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] แช่ง: หนังผีสามรส กับความหลอนลึกลงรากคนไทย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

อาถรรพ์จากคำสาปแช่ง ที่เกิดขึ้นจากแรงอาฆาต ก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมแห่งการจองเวร 3 เรื่อง 3 ความแค้น ใน แช่ง

หนังผีไทยมักชอบทำแนวหลายเรื่องสั้นรวมร่างกัน มีธีมร่วมบ้าง หรือบางทีก็เป็นโปรเจ็กต์รวมทีมงานต่างสไตล์ของค่ายเท่านั้น และ แช่ง ก็เป็นหนังไทยเรื่องล่าสุดที่ทำหนังสั้น 3 ตอนรวมกันภายใต้ธีมเดียวกัน คือ คำสาปแช่ง ต่างที่มา ต่างวิธีการ ต่างยุคสมัย และต่างเหตุผลซึ่ง ถือว่าความตั้งใจและแนวคิดนั้นน่าสนใจอยู่ไม่เบา แม้หน้าหนังจะดูช่างเดิม ๆ และไม่มีอะไรเสียเลย แต่หนังตัวอย่างที่ปล่อยมาก็กลับทำให้เห็นว่ามันมีของเล่นแปลกใหม่ที่น่าติดตาม เป็นการทดลองและบูชาการเล่าเรื่องผีในหลายหลากวิธีการ และเมื่อได้ดูตัวหนังเต็ม ก็พบว่าผู้สร้างไม่ได้แค่อยากทำหนังผีทั่ว ๆ ไป แต่ยังทดลอง และนำเสนอกระบวนการคิดวิพากษ์สังคมไทยอย่างมีชั้นเชิงด้วย

หนังเรื่องนี้เป็นผลงานกำกับของ จิต กำเหนิดรัตน์ ซึ่งเคยกำกับหนังร่วมในเรื่อง เลิฟอะรูมิไลค์ รักอะไรไม่รู้ (2558) และยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษ ภาควิชาภาพยนตร์ วิชา Art of storytelling ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (2553 -2556) นอกจากนี้ยังมีผลงานกำกับหนังทุนกระทรวงวัฒนธรรมเรื่อง Eternal นิรันดร์ (2554) อีกด้วย สำหรับเรื่องแช่งนี้นับเป็นการกำกับเดี่ยวครั้งแรกกับหนังค่าย มันเวิร์ก และเช่นเดิม ยังสามารถดึงดาราระดับคนดูรู้จักดีมาร่วมเล่นได้มากมาย ทั้ง เดวิด อัศวนนท์ ในตอน วิปลาส, ชิน ชินวุฒ อินทรคูสิน กับ วรรณปิยะ ออมสินนพกุล หรือ กวาง เดอะเฟซ ในตอน Tattoo และ หน่อง ธนา ฉัตรบริรักษ์  น้องชายของ บอย ปกรณ์ ในตอน เมียแช่ง

โดยแต่ละตอนนั้นต่างแยกกัน มีจุดร่วมผ่านสิ่งของเป็นเพียงกิมมิกเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อดูจบเราจะพบว่าหนังซ่อนสาระสำคัญร่วมกันอยู่ 1 สิ่ง ซึ่งทำให้หนังเรื่องนี้มีของอยู่ไม่เบาเลยทีเดียว จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูกัน

Chapter 1: วิปลาส

โจเซฟ (เดวิด อัศวนนท์) บาทหลวงวัยกลางคนได้รับเบาะแสการตายของเพื่อนบาทหลวงผู้ทำหน้าที่มิชชันนารีในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง โดยเบาะแสนั้นก็คือเครื่องบันทึกแผ่นเสียงการแสดงละครรำในคืนที่เชื่อกันว่าเป็นต้นตอของคำสาปที่ทำให้คนในหมู่บ้านค่อย ๆ ล้มตายไปกว่าครึ่ง  โดยเสียงเพลงที่ได้ยินนั้น เป็นเสียงร้องที่ไพเราะประหนึ่งนางอัปสรณ์บรรเลงพิณ แต่กลับให้ความรู้สึกโหยหวนราวกับเสียงของปีศาจ โจเซฟจึงตัดสินใจออกไปตามหาต้นตอของเรื่องราวทั้งหมด จนพบกับความจริงที่ค่อย ๆ เผยให้เห็นถึงด้านมืดของจิตใจมนุษย์ และต้นตอของคำสาปที่น่าสะพรึงกลัว เชิญพบจุดจบที่น่าเวทนาในบรรยากาศความลึกลับน่ากลัวของบรรยากาศบ้านป่าของประเทศสยามในปลายรัชสมัย รัชกาลที่ 6 ที่ความเจริญยังไม่รุกคืบความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์

จุดเด่นของตอนนี้คือช่วงเวลา ร.6 กับประเด็นที่ไม่ค่อยเจอในหนังไทย เรื่องของมิชชันนารี่ฝรั่งที่ต้องเดินทางสู่บ้านป่า เพื่อไขคดีลึกลับซึ่งชาวบ้านต่างเชื่อว่าเกี่ยวกับไสยศาสตร์ตามลัทธินับถือผี ซึ่งเป็นรากดั้งเดิมของคนไทย มันจึงการคือมองฐานความเชื่อเดิมของเราผ่านสายตาของบาทหลวงฝรั่งที่เป็นคนนอก หรือแม้แต่คนปัจจุบันเองที่เชื่อเรื่องผีสางน้อยลง ตอนนี้นับว่าลงตัวที่สุดใน 3 ตอน ความหลอนและองค์ประกอบความหลอนจากบ้านป่าเมืองเถื่อน และขนบที่ห่างเหินจากบรรทัดฐานคติในเวลาปัจจุบัน ซึ่งพบในนิยายคลาสสิกแนวสยองขวัญมากมาย ทั้งการผูกปริศนาที่ค่อย ๆ เผย ค่อย ๆ ทิ้ง ให้เราหันเหความสนใจไปมา ว่าสุดท้ายคำแช่งนี้คืออะไร และมาจากใคร หรือสิ่งใด กันแน่ อันที่จริงมันก็ใบ้จนเราได้ในบางคำตอบ แต่ในภาพรวมมันก็ยังนำพาเรามาจุดที่ต้องอึ้งกับบทสรุปทั้งหมดอยู่ดี นับแบบเป็นหนังตอนเดี่ยว ๆ ก็นับว่าเป็นหนังไทยที่เจ๋งมาก ๆ เรื่องหนึ่งเลย แม้ด้วยข้อจำกัดเวลาจะทำให้มันข้าม ๆ การเชื่อมบางส่วนไปบ้างก็ตาม

นอกจากนี้หนังยังซ่อนนัยยะในการหยิบจับประเด็นว่าตัวตนของเรา (คนไทย) ในปัจจุบัน ถูกอำนาจเหนือขึ้นไปใด ๆ มาครอบงำอยู่บ้าง น่าสังเกตว่าในตอนนี้แทบไม่มี พระ หรือ พุทธ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย แต่กลับมากมายทั้งหัวโขนฤาษีพ่อครูโรงละครรำ ผีป่า กฎหมายที่บกพร่อง อคติของผู้ครองอำนาจปกครอง ตลอดจนความเป็นชายที่ครอบงำเพศหญิงเสมอ ว่าด้วยอำนาจแบบยุคโบราณทั้งสิ้น แม้จะร้อยปีก่อนหรือปัจจุบัน เหล่าสถาบันต่าง ๆ เช่น ศาสนาผี ฯลฯ ต่างยังหลอกหลอนหล่อหลอมความเป็นเราอยู่โดยตลอด คำพูดของข้าหลวงจีนในเรื่องช่วงหนึ่งอาจมีทำเราสะดุ้งกันทีเดียว

“เพราะพวกคนไทยอย่างพวกเอ็งมัวแต่งมงายกับผีสาง พวกฝรั่ง แขก หรือเจ๊กอย่างพวกข้าถึงได้เป็นขุนนางครองเมืองกันเต็มไปหมดแบบนี้ไงเล่า”

Chapter 2: Tattoo

เฟรดดี้ (ชิน ชินวุฒ) หนุ่มช่างสักฝีมือดีที่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปแต่ละวัน หลังจากที่ต้องเลิกรากับหญิงสาวนาม เฟิร์น (กวาง วรรณปิยะ) ผู้เป็นรักเดียวของเขา  จนกระทั่งวันหนึ่งเฟิร์นกลับมาหาเขาพร้อมกับความน่าสะพรึงกลัวบางอย่างที่ตามหลอกหลอน และพาให้คนรอบตัวของเธอต้องพบกับความหายนะ จากคำสาปแช่งอันเกิดจากความลุ่มหลงจมสู่กิเลสอันลึกล้ำ และดูเหมือนคำสาปนั้นจะเข้าจู่โจม เชส เพื่อนของเฟรดดี้ที่หลงมาหลงรักเฟิร์นโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรด้วย เฟรดดี้จึงตัดสินใจที่จะป้องกันและขัดขวางไม่ให้เรื่องราวเลวร้ายเกิดขึ้นกับคนที่เขารักทั้ง 2 แม้ต้องเผชิญกับความผิดบาปที่ทั้งสองต่างมีส่วนร่วมสร้างมันขึ้นมาแบกไว้ที่ตนเอง เล่าผ่านด้วยอารมณ์ความรักอันแสนอึมครึม และความเย็นเยียบที่กัดกินความเหงาของหนุ่มสาวสมัยใหม่ท่ามกลางความวุ่นวายในเมืองหลวง

ในตอนนี้น่าสนใจด้วยวิธีการเล่า ทุกอย่างเกิดขึ้นแบบมีลับลมคมในตลอด แม้ไปกลาง ๆ เรื่อง เราจะเริ่มเดาพล็อตหลักของตอนนี้ได้ก็ตามว่าการสาปแช่งในตอนนี้ว่าด้วยเรื่องรัก ๆ ไคร่ ๆ ความหึงหวง แต่กระนั้นมันก็ยังน่าสนใจว่าแล้วคำสาปแช่งนี้มันเป็นอย่างไร ตัวประหลาดที่ไล่ฆ่าผู้คนรอบตัวนั้นคือสิ่งใด อะไร ไงกันแน่ สิ่งที่ติดใจเรามากคือการแสดงของ กวาง ที่เรียกได้ว่าเผ็ชเข็ดฟันสวยเซ็กซี่สมบทบาทมาก ๆ คือเธอนี่แบกหนังอยู่สบาย ๆ เลย เพราะการแสดงส่วนอื่นก็ทำได้ดีด้วยไม่ใช่แค่ว่าสวยไปเรื่อย ๆ โดยกิมมิกที่เชื่อมตอนแรกกับตอนนี้ก็คือเครื่องเล่นแผ่นเสียงจากตอนแรกนั่นเอง

นอกจากนั้นหนังยังใบ้ถึงอำนาจที่มอมเมาผู้คนในยุคสายลมแสงแดดนี้ก็คือ คำว่ารัก โดยไม่ได้หมายถึงความรัก แต่เป็น รัก ที่เราหล่อหลอมจากเพลง เอ็มวี หนัง เป็นภาพจำที่กลายเป็นการถือครองยึดครองวัตถุมากกว่า คนที่เรารัก เป็นอีกตอนที่น่าสนใจแม้สารจะไม่ได้ว้าวมากนักเพราะพล็อตความรักมันเกร่อมามากแล้วในแต่ละสื่อ ทว่าการใช้ปริศนาบวกกลวิธีการหลอนประสาทตัวละครนั้นถือว่าทำได้น่าสนใจและดีทีเดียว

Chapter 3: เมียแช่ง

ซัน (หน่อง ธนา) ชายหนุ่มผู้ซึ่งพยายามเป็นที่ยอมรับ และเป็นสามีที่ดีของจีจี้ผู้เป็นภรรยา วันหนึ่ง เขาเกิดจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงสามวันที่ผ่านมา และเขารู้สึกว่ามีอะไรตามหลอกหลอนเขาตลอด จนคนรอบข้างต้องหาวิธีช่วยเหลือเหตุการณ์ที่เขาต้องเผชิญ ปะติดปะต่อกันถึงสาเหตุของความทรงจำที่หายไป ท้ายสุดทุกอย่างก็ถูกเฉลย และทุกคนก็ต้องยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นอันเกิดจากพวกเขาเอง

นี่เป็นตอนที่ทดลองอะไรมากสุด มีของเยอะมาก แต่ปล่อยมาชนปนเปมั่วไปหน่อย ทำให้พล็อตหลักเลือนลางและกลายเป็นตอนที่เฟลที่สุดใน 3 ตอน ช่วงแรกนั้นหนังทำได้ค่อนข้างดีกับการผุกปริศนาซึ่งเหมือนเป็นเทคนิคการเล่าที่ผู้กำกับใช้มาตลอดทุกตอนให้คนสนใจติดตามค้นหาความจริง ทว่ากับตอนนี้นั้นกลับใส่ทิศทางของปริศนามามั่วเกินไป ทั้งเรื่องผีผู้หญิงที่หน้าตาคล้ายแฟนของพระเอก ภาพหลอนในวัยเด็กที่พระเอกแอบเห็นคุณครูบังอรเล่นคุณไสย เพื่อนสาวที่ทำงานของพระเอกที่โนโซเชี่ยลรุมแช่งเพราะบางอย่างที่พระเอกทำไว้ และความทรงจำของพระเอกที่หายไป มีเรื่องการสะกดจิต และพิธีสาปแช่งมาร่วมอีก ทั้งอารมณ็มีทั้งสืบสวน ทั้งผี ทั้งตลก ซึ่งยังไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวกันนักโดยเฉพาะสัดส่วนความเป็นตลกที่หลุดเหมือนน้ำคนละเนื้ออยู่ ส่วนกิมมิกที่เชื่อมกับตอนที่ 2 ก็มีรูปปั้นเทพีที่ใช้ประกอบพิธีสาปแช่ง

แต่ถึงกระนั้นถ้ามองถึงแก่นการสื่อสารในตอนนี้แล้วนั่นต้องยอมรับว่าน่าสนใจมาก ๆ เพราะแม้เปลือกมันจะพูดเรื่องความรักความสัมพันธ์ แต่ด้วยองค์ประกอบต่าง ๆ มันพูดถึงอำนาจสถาบันการสอนที่หล่อหลอมเด็กไทยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่บ้าน หรือครูที่โรงเรียนที่กินเวลาการเติบโตของเด็กคนหนึ่งขึ้นมามากที่สุด มันมีเสียงอย่าง โง่อย่างแกจะเลี้ยงชีวิตตัวเองยังไง วาดรูปอยู่ได้จะเอาไปทำอะไรได้ อะไรแบบนี้อยู่ตลอดเวลาการอยู่ในวงกตของความทรงจำของพระเอก ซึ่งท้ายที่สุดหนังก็ให้ทางออกที่ตลกร้ายดีเหมือนกัน กับการต่อสู้กับสถาบันที่หล่อหลอมเรามาทั้งหมดจนโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้นต้องไปดูในโรงกันเองนะครับ

นอกจากเนื้อหาที่วางปริศนาน่าติดตาม นัยยะที่ซ่อนคมคาย วิธีการหลอนที่แปลกใหม่ หนังยังมีโปรดักชั่นที่จัดว่าดีน่าสนใจทั้งการถ่ายภาพ วางสี โลเกชั่น คอสตูม และที่น่าจะต้องพูดถึงคือเอฟเฟกต์การแต่งหน้าผี ทำปีศาจ รวมถึงซีจีที่พอดีไม่มากน้อยเกินไป พูดได้ว่าหนังโดยรวมเป็นหนังไทยนอกสายตาที่ แอบดี แอบมีของ น่าลองดูอยู่ไม่เบาเลยทีเดียวล่ะ

จองตั๋วกดที่รูป ได้กลิ่นธูปตอนดึกก็ตัวใครตัวมันล่ะจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Beautiful Boy : ทำสงครามกับยาเสพติดด้วยความรัก

อีกหนึ่งหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องจริง โดยอิงจากหนังสือ 2 เล่ม ที่เดวิด เชฟผู้พ่อ และ นิค เชฟ ผู้ลูกต่างเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาคนละเล่ม แล้วลุค เดวี่ ผู้เขียนบทร่วมก็ยังเคยเสพติดเฮโรอีนในยุค 80s ทั้งหมดทั้งหลายก็เลยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริงและหนักอึ้ง บวกกับผู้กำกับ เฟลิกซ์ แวน โกรนิงเก็น ชาวเบลเยี่ยม ที่มีรางวัลติดตัวมาแล้วถึง 30 รางวัล และโดดมากำกับหนังพูดอังกฤษเรื่องนีเป็นเรื่องแรก ก็ยังทุ่มเทจริงจังกับหนังอย่างมาก เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานตัดต่อด้วยตัวเอง ใช้เวลาตัดต่อหนังไปทั้งสิ้น 7 เดือน เหตุจากผู้กำกับไม่พอใจงานตัดต่อ ผลสุดท้ายก็เลยไปลาก นิโค ลูเน็น มือตัดต่อคู่ใจให้บินมาตัดต่อให้เขาที่ลอส แองเจลิส หนังถึงสำเร็จเสร็จสิ้นได้

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

อีกหนึ่งหนังที่ดัดแปลงจากเรื่องจริง โดยอิงจากหนังสือ 2 เล่ม ที่เดวิด เชฟผู้พ่อ และ นิค เชฟ ผู้ลูกต่างเขียนเล่าประสบการณ์ของตัวเองออกมาคนละเล่ม แล้วลุค เดวี่ ผู้เขียนบทร่วมก็ยังเคยเสพติดเฮโรอีนในยุค 80s ทั้งหมดทั้งหลายก็เลยเป็นองค์ประกอบที่ทำให้หนังถ่ายทอดเรื่องราวออกมาได้อย่างสมจริงและหนักอึ้ง บวกกับผู้กำกับ เฟลิกซ์ แวน โกรนิงเก็น ชาวเบลเยี่ยม ที่มีรางวัลติดตัวมาแล้วถึง 30 รางวัล และโดดมากำกับหนังพูดอังกฤษเรื่องนีเป็นเรื่องแรก ก็ยังทุ่มเทจริงจังกับหนังอย่างมาก เขาร่วมเขียนบท และควบคุมงานตัดต่อด้วยตัวเอง ใช้เวลาตัดต่อหนังไปทั้งสิ้น 7 เดือน เหตุจากผู้กำกับไม่พอใจงานตัดต่อ ผลสุดท้ายก็เลยไปลาก นิโค ลูเน็น มือตัดต่อคู่ใจให้บินมาตัดต่อให้เขาที่ลอส แองเจลิส หนังถึงสำเร็จเสร็จสิ้นได้

และฝีมือการติดต่อของนิโค ลูเน็น ที่ผู้กำกับพึงพอใจนั้น เป็นการตัดต่อแบบสลับไทม์ไลน์ เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ในช่วงกลางเรื่อง แล้วย้อนไปเล่าเหตุการณ์ก่อนหน้า มีการตัดสลับไปในอดีตช่วงที่นิคยังเป็นเด็กน้อย แล้วบ่อยครั้งที่ใช่การเชื่อมต่อฉาก J-Cut ให้เสียงในฉากถัดไปเชื่อมเข้ามาในฉากปัจจุบันก่อนตัดภาพไป  บวกกับการที่นิคติดยาแล้วเลิกยาอยู่หลายครั้ง ทำให้สมองผู้ชมต้องทำงานหนักพอสมควร กับการไล่ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหนัง

หนังได้ทีมนักแสดงสายดราม่าล้วน ๆ สตีฟ คาเรลล์ ที่แม้จะสร้างชื่อจากหนังคอมมีดี้ แต่หลัง ๆ มานี่ก็เน้นหนักแต่หนังดราม่าตลอด เร็ว ๆ นี้ก็จะมี Welcome to Marwen ที่เป็นดราม่าเครียด ๆ เช่นกัน สตีฟ คาเรลล์ มารับบทเดวิด เชฟ พ่อผู้พยายามที่จะฉุดลูกชายออกจากวังวนยาเสพติด ให้ทั้งความรัก กำลังใจ และสนับสนุนทุกวิถีทาง ส่วนบทนิค เชฟ นั้นได้ ทิโมธี ชาลาเมต์ ดาราหนุ่มที่สร้างชื่อมาจากหนังเกย์ Call Me by Your Name เมื่อปี 2017 และส่งให้เขาได้เข้าชิงออสการ์นำชาย และในบทนี้ นิค เชฟ ก็ส่งให้เขาได้เข้าชิงลูกโลกทองคำในบทสมทบชาย ซึ่งดูยังไงมันก็บทนำนะ รางวัลในฮอลลีวู้ดมักดูน่าขัดใจแบบนี้เสมอแหละ ทิโมธี ทุ่มเทกับบทอย่างหนัก เขาลดน้ำหนักถึง 11 กิโลกรัม จนร่างผอมบางแก้มตอบ ดูเป็นเด็กติดยาได้อย่างสมจริง หลาย ๆ ฉากที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ ก็ทำหน้าเคลิ้มตาลอย ดูแล้วเชื่อจริง ๆ ว่าไอ้นี่กำลังเมายาอยู่ และอีกฉากคือฉากปะทะคารมกับพ่อในร้านอาหาร ที่โชว์ศักยภาพของนักแสดงรุ่นใหม่ที่น่าจะมีอนาคตไกลในฮอลลีวู้ด ตัวจริงของทิโมธี อายุ 23 ปีแล้ว แต่ก็เล่นเป็นเด็กหนุ่มวัย 18 ได้ดูไม่ขัดตาครับ

ตลอด 2 ชั่วโมงของหนังเล่าเหตุการณ์ในระยะเวลาประมาณ 4 ปี ช่วงที่นิค เรียนจบไฮสคูล แล้วก็ลังสอบเข้ามหาวิทยาลัย นิค อาศัยอยู่กับพ่อ และแม่เลี้ยง ที่มีน้องชาย น้องสาว ต่างแม่อีก 2 คน หนังไม่ได้กล่าวโทษสถาบันครอบครัวว่าเป็นสาเหตุที่นิคติดยา กลับกันหนังกลับถ่ายทอดความอบอุ่นในครอบครัวออกมาอย่างเด่นชัด แม่เลี้ยงให้ความรักใคร่นิคเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับน้องทั้ง 2 ก็ดูสนิทสนมกับพี่ต่างแม่คนนี้ แต่นิคตกเป็นทาสยาเสพติดเพราะความคะนองตามประสาวัยรุ่นที่ลองด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ก็หยุดไม่ได้เริ่มจากไอซ์แล้วก็ข้ามไปลองยาทุกชนิด จนถึงขั้นว่าขอเป็นยาอะไรก็ได้

หนังถ่ายทอดให้เราเห็นความพยายามอย่างมากของพ่อที่จะดึงลูกให้หลุดออกมาจากวังวนยาเสพติด ถึงขั้นศึกษาและลองรสชาติของยาด้วยตัวเองเพื่อจะเข้าถึงความรู้สึกของคนติดยา ด้านนิคที่มีสติเป็นพัก ๆ พอลงแดงก็ฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด พอหายก็มีสำนึกผิดชอบกลับมา อยากจะหาย กลับมาเรียนได้จนจบมหาวิทยาลัยแล้วก็วนกลับไปติดอีกเป็นวงจรไม่รู้จบ หนังมีฉากฉีดยาให้เห็นกันแบบชัด ๆ ถ้าเป็นเมื่อ 20 ปีก่อน ก็คงโดนตัดทิ้งไปแล้ว แบบที่ “เสียดาย” หนังของท่านมุ้ยที่พูดถึงเด็กติดยาแต่ก็ไม่ผ่านเซนเซอร์ ขณะเดียวกันหนังก็ถ่ายทอดด้านร้ายของยาเสพติดให้เห็นมากมาย ทั้งเสียการเรียน  ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ด่าพ่อด้วยคำหยาบคาย ทุบบ้านตัวเองขโมยของ และผลร้ายสุดคือสุขภาพตัวเอง สมองโดนฤทธิ์ของยาทำลายไปเรื่อย ๆ และอันตรายถึงขั้นชีวิตอย่างที่ตัวละครหนึ่งในเรื่องเกือบจะตายเพราะเสพยา

Beautiful Boy เป็นหนังที่เจาะเฉพาะกลุ่มจริง ๆ เหมาะสำหรับคนที่ชอบดราม่าหนัก ๆ ไปดูฝีมือการแสดงแบบจริงจังของสตีฟ คาเรลล์ และการแสดงแบบเข้าตากรรมการของทิโมธี ชาลาเมต์ เป็นหนังที่พาเราจมดิ่งไปกับสภาวะตึงเครียดของครอบครัวเชฟ ที่นิค กลายเป็นจุดศูนย์กลางของปัญหาทำให้ทุกคนต้องช่วยกันคว้ามือแล้วดึงขึ้นมา หนังถ่ายทอดภาพด้วยการถ่ายภาพแบบเสมือนแสงธรรมชาติ โทนของภาพมืดครึ้มแทบทั้งเรื่อง ยิ่งพาอารมณ์ผู้ชมให้หม่นตามโทนหนัง

เพลงประกอบที่คัดมาก็ช่างเข้ากับบรรยากาศหนังมาก ๆ ทั้งเพลง “Beautiful Boy” เพลงที่จอห์น เล็นนอน แต่งให้ลูกชาย จูเลียน เล็นนอน กลายเป็นเพลงอมตะ และถูกใช้ประกอบหนังมาหลายเรื่องแล้ว และเป็นที่มาของชื่อเรื่องนี้ด้วย เพราะเดวิด เชฟ ตัวจริง ที่มีอาชีพเป็นนักเขียนก็ได้สัมภาษณ์จอห์น และ โยโกะ โอโนะ ได้ 3 สัปดาห์ก่อนที่จอห์นจะถูกยิงตาย และหลาย ๆ เพลงที่นำมาประกอบฉากเมายาของนิค ก็เป็นดนตรีที่พาอารมณ์เพ้อฝันล่องลอย เข้ากับภาพของหนังมาก แนะนำว่าพ่อแม่ที่ลูกเข้าช่วงวัยรุ่นพาลูก ๆ ไปดูก็ดีนะครับ ครอบครัวไม่ต้องมีปัญหา แต่แค่ลองด้วยความสนุกก็พาชีวิตลงดิ่งได้เช่นกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!