เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝน ถ้าใครกำลังรู้สึกว่าสภาพอากาศรอบตัวแปรปรวนจนคาดเดาไม่ได้ วันไหนพกร่มฝนกลับไม่ตก พอไม่พกร่มเห็นฟ้าใสแต่สุดท้ายฝนตก จนต้องปวดหัวกับอากาศช่วงนี้ นั่นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
นักพยากรณ์อากาศทั่วโลกต่างส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์ ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ (Super El Niño) ซึ่งคาดว่าจะเป็นครั้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปี ที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศรุนแรงไปทั่วโลก
เอลนีโญคืออะไร ? ทำไมวิกฤตในครั้งนี้ถึงน่ากังวล
ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ระบุไว้เกี่ยวกับการเกิดของ ‘เอลนีโญ’ (El Niño) จุดเริ่มต้นอยู่ที่มหาสมุทรแปซิฟิกเขตเส้นศูนย์สูตร ในภาวะปกติบริเวณนี้จะมีลมค้า (Trade Wind) ซึ่งจะพัดน้ำอุ่นไปสะสมทางฝั่งเอเชียและออสเตรเลียทำให้มีฝนตกชุก ส่วนฝั่งอเมริกาใต้จะเป็นน้ำเย็น ทำให้อากาศแห้งแล้ง เมื่อเกิดเอลนีโญ ลมค้าจะมีกำลังอ่อนลง ทำให้น้ำอุ่นไหลย้อนกลับไปสะสมที่ฝั่งอเมริกาใต้แทน ทำให้ฝั่งอเมริกาใต้ที่เคยแห้งแล้งกลับมีฝนตกหนักและน้ำท่วม ส่วนฝั่งเอเชียและออสเตรเลียที่เคยฝนตกชุกกลับต้องเผชิญความแห้งแล้งและภัยแล้งอย่างรุนแรง
สรุปให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ การอุ่นขึ้นอย่างผิดปกติของน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน ซึ่งเกิดจากการอ่อนกำลังลงของลมค้านั่นเอง
องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงสถิติที่น่ากังวล โดยคาดการณ์ว่าเอลนีโญจะเริ่มแผ่อิทธิพลอย่างเต็มตัวในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนนี้ และรายงานล่าสุดระบุว่ามีโอกาสร้อยละ 25 ที่จะเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงมาก และมีโอกาสร้อยละ 50 ที่จะเกิดเอลนีโญระดับรุนแรง ดัชนีชี้วัดขนาดของเอลนีโญที่สำคัญและชัดเจนที่สุดตัวหนึ่ง คือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ว่าจะทางตะวันออกหรือตอนกลางของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตร อุณหภูมิยิ่งสูงกว่าปกติมากเท่าไร ปรากฏการณ์ยิ่งรุนแรงมากเท่านั้น
การพัฒนาเอลนีโญในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจจะทวีความรุนแรงจนกลายเป็นซูเปอร์เอลนีโญ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่หายากและอาจส่งผลกระทบต่อภูมิอากาศโลกตั้งแต่ฤดูร้อนปี 2026 เป็นต้นไป เป็นผลกระทบวงกว้าง โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากตั้งอยู่ประชิดฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก
ย้อนรอยเหตุการณ์ ‘เอลนีโญรุนแรง’ ในไทย
สำหรับประเทศไทยเองเคยเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ เมื่อปี 1997-1998 ถือเป็นเอลนีโญระดับรุนแรง ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลแปซิฟิกสูงกว่าปกติ 2–5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ปี 1998 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดในศตวรรษที่ 20
ผลกระทบในครั้งนั้นส่งผลให้เกิดภัยแล้ง อากาศร้อนจัด และเป็นตัวการร่วมที่ทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงในอินโดนีเซีย จนส่งหมอกควันหนาแน่นปกคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงภาคใต้ของไทยยาวนานหลายเดือน
ดังนั้น ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่แค่เรื่องของการเปิดเครื่องปรับอากาศให้เย็นขึ้น หรือการพกหมวกพกร่มออกจากบ้านเท่านั้น แต่มันคือวิกฤตที่กระทบกับโครงสร้างพื้นฐานของมนุษย์ ทั้งวิกฤตพืชผลและการเกษตร ที่เราอาจจะได้เห็นสภาวะอาหารขาดแคลน หรือแม้แต่ผลกระทบทางเศรษฐกิจปากท้อง และที่เห็นแน่ ๆ คือระดับคลื่นความร้อนที่จะกลายเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพคนทั่วโลก
ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ธรรมชาติส่งสัญญาณเตือนสีแดงเข้มมาบอกมนุษย์อย่างชัดเจนที่สุด มันไม่ใช่เรื่องที่จะมองข้ามได้อีกต่อไป การรับมือกับวิกฤตนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับนโยบายรัฐในการบริหารจัดการน้ำและพลังงาน ภาคธุรกิจที่ต้องปรับตัวเพื่อรับความเสี่ยง ไปจนถึงภาคประชาชนที่ต้องติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ประหยัดทรัพยากร และเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของทั้งสภาพอากาศและเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้













