เหตุผลที่หนังไตรภาคสุดฮิตเหล่านี้ ไม่มีภาค 4

Back to the Future Trilogy / Universal Studio

Back to the Future Trilogy

Back to the Future (1985) 381 ล้านเหรียญ
Back to the Future Part II (1989) 335 ล้านเหรียญ
Back to the Future Part III (1990) 246 ล้านเหรียญ
รายได้รวม 962 ล้านเหรียญ

นี่คือหนังไตรภาคที่สร้างปรากฏการณ์อย่างมากในยุค 80s หนังภาคแรกเป็นหนังที่ทำเงินสูงสุดในปี 1985 และยังเป็นหนังที่สร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม เป็นหนังที่ถูกจดจำมากสุดในทศวรรษ ไมเคิล เจ.ฟอกซ์ และ คริสโตเฟอร์ ลอยด์ คือตัวเลือกที่เยี่ยมยอดที่สุด ทั้งคู่ได้สร้างคาแรกเตอร์ของ มาร์ตี้ แม็กฟลาย และเพื่อนต่างวัยอย่าง “ด็อก” เอ็มเม็ตต์ บราวน์ ให้ออกมาเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์และน่าจดจำอย่างมาก แม้ว่าผ่านมาแล้ว 35 ปี หนังก็ยังคงถูกพูดถึงแล้วแฟน ๆ ก็เฝ้ารอว่าหนังจะมีภาคต่อหรือถูกรีบูตหรือไม่

โรเบิร์ต เซเมกคิส และ บ็อบ เกล 2 ผู้ถือสิทธิ์ตลอดกาลของ Back To The Future

เหตุผลที่ไม่สร้างภาค 4 : ประเด็นหลักอยู่ที่ 2 คนนี้เท่านั้น บ็อบ เกล ผู้เขียนบท และ โรเบิร์ต เซเมกคิส ผู้กำกับและร่วมเขียนบท ที่ระบุไว้ในสัญญากับยูนิเวอร์แซลชัดเจนว่าถ้าจะมีการสร้างหนังอะไรที่เกี่ยวข้องกับ Back To The Future จะต้องผ่านความเห็นชอบจากเขาทั้งคู่เท่านั้น

โรเบิร์ต เซเมกคิส ผู้กำกับของหนังเคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ The Telegraph ว่าเขาต่อต้านสุดตัวกับไอเดียรีบูต Back To The Future ของยูนิเวอร์แซล

“มันจะไม่มีทางเกิดขึ้นจนกว่าผมและบ็อบจะตาย”

The Godfather Trilogy / Paramount Pictures

The Godfather Trilogy

The Godfather (1972) 243 ล้านเหรียญ
The Godfather: Part II (1974) 48 ล้านเหรียญ
The Godfather: Part III (1990) 136 ล้านเหรียญ

รายได้รวม 3 ภาค 427 ล้านเหรียญ

นี่คือหนึ่งในหนังฮอลลีวูดที่ถูกยกย่องให้เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล ดัดแปลงจากนิยายของ มาริโอ พูโซ และดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์โดยผู้กำกับระดับปรมาจารย์ ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา The Godfather ภาคแรกออกมาในปี 1972 ประสบความสำเร็จทั้งด้านเงินและรางวัล หนังทำรายได้ทะลุหลัก 200 ล้านเหรียญ แล้วยังกวาดออสการ์ไปถึง 11 สาขา แน่นอนว่าพาราเมาต์สตูดิโอต้องเสนอให้ ฟรานซิส ฟอร์ด ทำ The Godfather ภาคต่อ ซึ่งในทีแรกนั้นฟรานซิสก็บอกปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่า

“ตอนที่พวกเค้าอยากให้ทำ The Godfather: Part II นั้น พวกเค้าก็ต้องการแค่เงินเท่านั้นแหละ”

ซึ่งตอนนั้น ฟรานซิส ฟอร์ด ก็มีโพรเจกต์เรื่องต่อไปของเขาอยู่แล้ว เป็นเรื่องราวของมาเฟียพ่อลูก ที่ฟรานซิส ฟอร์ด จะเล่าเหตุการณ์ตอนที่พ่อกับลูกยังอายุเท่ากันแล้วเล่าแบบขนานกันไป แต่ผลสุดท้ายฟรานซิส ฟอร์ด กับพาราเมาต์ก็ตกลงกันได้ ไอเดียนี้ก็เลยถูกดัดแปลงมาเป็นเรื่องราวของ วิโต คอร์ลีโอเน และ ไมเคิล ลูกชายของเขาใน The Godfather: Part II ในที่สุด

หลังจากหนังภาค 2 ประสบความสำเร็จ เส้นทางชีวิตของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ก็เริ่มดิ่งลง อันเป็นผลมาจากความล้มเหลวของหนัง One from the Heart (1981) ที่เขาหมายหมั้นปั้นมืออย่างมาก ลงทุนเองแล้วเจ๊งไม่เป็นท่า ทำให้ฟรานซิส ฟอร์ด เป็นหนี้มหาศาล ด้วยภาวะจำเป็นทางด้านเงิน ฟรานซิส ฟอร์ด ยอมรับข้อเสนอของพาราเมาต์ ด้วยการสร้าง The Godfather: Part III (1990) ในที่สุด

ซ้าย : มาริโอ พูโซ / ขวา : ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา

เหตุผลที่ไม่สร้างภาค 4 : ในช่วงที่ทำ The Godfather: Part III นี่ล่ะ ที่ฟรานซิส ฟอร์ด และ มาริโอ พูโซ ได้ไอเดียร่วมกันในการสร้าง The Godfather Part IV แต่ว่าตอนนั้น มาริโอ พูโซ อายุ 70 กว่าปีแล้ว เริ่มเปรยว่าอยากจะมีมรดกทิ้งไว้ให้ลูกหลานได้ใช้บ้าง ฟรานซิส ฟอร์ด ได้ยินดังนี้ก็รู้สึกเป็นห่วงเพื่อน ก็เลยไปต่อรองกับพาราเมาต์ว่า เขายินดีจะสร้าง The Godfather Part IV ถ้าพาราเมาต์ยินดีจ่ายเงินให้กับ มาริโอ พูโซ 1 ล้านเหรียญก่อน พาราเมาต์ไม่ตกลงด้วย มารโอ พูโซ ตายในปี 1999 ในวัย 78 ปี โพรเจกต์เป็นอันยุติ

Austin Power Trilogy / New Line Cinema

Austin Power Trilogy

Austin Powers: International Man of Mystery (1997) 67 ล้านเหรียญ
Austin Powers: The Spy Who Shagged Me (1999) 312 ล้านเหรียญ
Austin Powers in Goldmember (2002) 296 ล้านเหรียญ

รายได้รวม 3 ภาค 675 ล้านเหรียญ

เวิร์น ทรอยเออร์ ผู้รับบท มินิ- มี ทางซ้ายมือ

ภาคแรก Austin Powers: International Man of Mystery ออกมาในปี 1997 หนังทำเงินในระดับที่น่าพอใจ 67 ล้านเหรียญจากทุนสร้างเพียง 13 ล้านเหรียญ ด้วยความตั้งใจของ ไมค์ มายเออร์ ที่จะให้เป็นหนังคอมเมดี้ล้อเลียนหนังสายลับอย่าง เจมส์ บอนด์

ไมค์ มายเออร์ จึงเหมาทั้งหน้าที่เขียนบทและแสดงนำเป็น ออสติน พาวเวอร์ เอง เรื่องราวของสายลับอังกฤษในยุค 60s ที่ถูกแช่แข็งไว้ แล้วถูกละลายให้กลับปฏิบัติการอีกครั้งในยุค 90s ด้วยความสำเร็จของหนังทำให้ประโยคเด็ด ๆ จากหนังหลาย ๆ คำกลายเป็นประโยคฮิตติดปากผู้คนในยุคนั้น และแน่นอนหนังที่หนังทำกำไรเช่นนี้จึงต้องมีภาคต่อตามมาอีก 2 ภาค

เหตุผลที่ไม่สร้างภาค 4 : เหตุผลนี้ได้รับการเปิดเผยจาก เจย์ โรช ผู้กำกับทั้ง 3 ภาคว่า เขาได้เคยคุยเรื่องภาค 4 กับ ไมค์ มายเออร์ แล้ว

“เค้าและผมคิดกันอยู่เสมอว่าเราน่าจะเล่นอะไรได้อีกกับตัว ดร.อีวิล”

ในไตรภาค Austin Powers มีการสร้างสรรค์คาแรกเตอร์ตัวร้ายขึ้นมาใช้ชื่อว่า ดร.อีวิล ที่ดึงจุดเด่นมาจากตัวร้ายในแฟรนไชส์หนัง เจมส์ บอนด์ และก็เป็นอีกบทที่เล่นโดย ไมค์ มายเออร์ เอง เจย์ โรช และ ไมค์ มายเออร์ ลองหยิบไอเดียต่าง ๆ ที่น่าจะเหมาะเป็นหนังภาค 4 มาปรึกษากันบ่อยครั้ง แต่ถึงตอนนี้มันแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้วเพราะไมมี เวิร์น ทรอยเออร์ ผู้รับบทเป็น “มินิ-มี” ร่างโคลนของ ดร.อีวิล ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2018
“ผมไม่รู้เลยว่าจะทำภาค 4 อย่างไรโดยที่ไม่มี เวิร์น”

แต่ตอนนี้ก็มีข่าวคราวภาค 4 ออกมาแล้วนะครับ ไมค์ มายเออร์ ไปซื้อบทภาพยนตร์หนังแอ็กชัน ที่เดิมทีจะให้ ไจ คอร์ตนีย์ รับบทนำมาดัดแปลงเป็น Austin Powers 4 แล้ว ฮีเธอร์ แกรม ก็ตอบรับกลับมาสวมบท เฟลิซิตี้ แชกเวล เช่นเดิม

planet of the apes Trilogy / Twentieth Century Fox

planet of the apes Trilogy

Rise of the Planet of the Apes (2011) 481 ล้านเหรียญ
Dawn of the Planet of the Apes (2014) 710 ล้านเหรียญ
War for the Planet of the Apes (2017) 490 ล้านเหรียญ

รายได้รวม 3 ภาค 1,681 ล้านเหรียญ

ก่อนที่ Star Wars จะขึ้นแท่นกลายเป็นหนังไซไฟบล็อกบัสเตอร์ในยุค 70s นั้น ก๋อนหน้านั้น หนังที่ครองบัลลังก์แชมป์หนังไซไฟระดับบล็อกบัสเตอร์ก็คือ Planet of the Apes นี่ล่ะ ในรอบแรกนั้นลากยาวกันถึง 5 ภาคเลย ในช่วงปี 1968 – 1973 เรื่องราวของโลกอนาคตที่ปกครองโดยเหล่าประชากรลิงอัจฉริยะ

Planet of the Apes กลายเป็นแฟรนไชส์ที่มีค่าของ Twentieth Century Fox ที่นำมารีบูตแล้วรีบูตอีกหลายครั้งทั้งในรูปแบบทีวีซีรีส์ และภาพยนตร์ ครั้งหนึ่งที่หลายคนยังจำได้ดีก็คือเวอร์ชันปี 2001 โดยผู้กำกับ ทิม เบอร์ตัน และได้ มาร์ก วาห์ลเบิร์ก มารับบทนำ หนังประสบความสำเร็จดี แต่ทิม เบอร์ตัน บอกว่าเขาขอไปกระโดดออกหน้าต่างดีกว่าจะให้มาทำภาคต่อ แต่ Fox ก็ไม่ง้อไม่รอ ทิม เบอร์ตัน แต่เลือกที่จะรีบูตอีกครั้งในปี 2001 กับ Rise of the Planet of the Apes แต่ครั้งนี้ไม่กลับไปเล่าเรื่องราวเดิม ๆ แล้ว แต่เลือกเล่าเรื่องราวก่อนหน้าที่จะเป็นเหตุการณ์ใน Planet of the Apes ที่นักบินอวกาศกลับมายังโลกแล้วพบว่าโลกถูกปกครองโดยเหล่าวานร

เหตุผลที่ไม่สร้างภาค 4 : แม้ว่าหนังจะจบไปในรูปแบบไตรภาคที่สมบูรณ์และลงตัวดีแล้ว แต่ Fox ก็ยังเสียดายโอกาสที่จะแฟรนไชส์จะทำเงินได้อีกมาก เพราะหนังยังมีเรื่องราวให้เล่าได้อีกว่าเพราะเหตุใด เหล่าวานรถึงสามารถครองโลกได้ แต่โพรเจกต์ก็มาสะดุดเอาตอนที่ดิสนีย์มาซื้อฟอกซ์เสียก่อน สิทธิ์ในการสร้างก็ตกเป็นของดิสนีย์ไปด้วย จากนี้ก็รอดูกันต่อไปว่าดิสนีย์จะสนใจทำอะไรกับแฟรนไชส์อันเลอค่านี้เหรอไม่

Evil Dead Trilogy / New Line Cinema

The Evil Dead Trilogy

The Evil Dead (1981) 2.8 ล้านเหรียญ
Evil Dead II (1987) 5.9 ล้านเหรียญ
Army of Darkness (1992) 11 ล้านเหรียญ

รายได้รวม 3 ภาค 19.7 ล้านเหรียญ

ก่อนที่ แซม ไรมี จะเป็นผู้กำกับระดับพันล้านเหรียญ เขาก็แจ้งเกิดมาจากหนังสยองขวัญทุนต่ำเรื่องนี้ล่ะ เรื่องของเพื่อนรักร่วมมหาวิทยาลัย 5 คน ไปแคมปิ้งกันในกระท่อมกลางป่าลึก แล้วก็ดันพลาดไปเจอคัมภีร์เก่าแก่ที่ห้องใต้ดินในกระท่อมนั้น ในนั้นมีบทสวดโบราณที่สามารถปลดปล่อยวิญญาณร้ายรอบ ๆ กระท่อมออกมาได้ หนังได้สร้างชื่อให้ บรู๊ซ แคมป์เบล ในบท แอช วิลเลียมส์ กลายเป็นพระเอกในแวดวงคอหนังคัลต์ที่มีฐานแฟนติดตามผลงานเขาจำนวนมาก กับภาพลักษณ์พระเอกนักปราบผีที่มีแขนขวาเป็นเลื่อยโซ่ หนังสานต่อมาในภาค 2 และภาค 3 ที่เริ่มมีทุนสร้างมากขึ้น และทำรายได้มากขึ้น และเนื้อหาก็หลุดโลกมาขึ้น เมื่อแอชหลุดเข้าไปในวังวนแล้วมาโผล่ในปี 1300 ได้เจอกับคิงอาร์เธอร์ หนังถูกรีบูตในปี 2013 ที่มีการเล่าเรื่องราวที่คล้ายคลึงกับไตรภาคแรก ที่เล่าเรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มใหม่ที่มาพักในกระท่อมเหลังเดิม

แอช และ มิอา ตัวเอกจากต้นฉบับและรีบูตที่แฟน ๆ อยากให้โคจรมาเจอกัน

เหตุผลที่ไม่สร้างภาค 4 : จริง ๆ ต้องบอกว่า แซม ไรมี มีแผนการจะสร้างภาค 4 แล้วในปี 2013 ตอนที่ Evil Dead (2013) ออกฉายนั้น แซม ไรมี ประกาศในงาน WonderCon ว่าเขามีแผนจะสร้าง Army of Darkness 2 ในงานนี้ บรู๊ซ แคมป์เบล และ เฟเด อัลวาเรซ ผู้กำกับก็ได้แถลงข่าวร่วมกันว่า Evil Dead เวอร์ชันรีบูตนี้จะสานต่อเป็นไตรภาค แล้ว แอช วิลเลียมส์ ก็จะมาเจอกับ มิอา นางเอกของไตรภาคชุดใหม่นี้ในหนังภาคที่ 7 ของแฟรนไชส์นี้ ก็เป็นข่าวที่ทำให้แฟน ๆ แฟรนไชส์ฮือฮามาก แต่ก็ไม่ทราบได้ด้วยเหตุผลกลใด Evil Dead รีบูตถึงจบอยู่แค่ภาคแรก ทั้งที่หนังก็ได้รับเสียงตอบรับดี

บรู๊ซ แคมป์เบล ก็เลยหันไปแสดงใน Ash vs. Evil Dead ทีวีซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวต่อจาก Army of Darkness ทีวีซีรีส์มาจบอยู่ที่ซีซัน 3 ข่าวล่าสุดออกมาจาก บรู๊ซ แคมป์เบล ในปีนี้ว่า แซม ไรมี ยังคงมีความพยายามที่จะพัฒนาโพรเจกต์ต่อไปในแฟรนไชส์ Evil Dead นี้อยู่

(อ่านต่อหน้า 3 กับ Night at the Museum)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก