Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

Warner Bros. จับมือ Amazon ร่วมกันสร้างซีรีส์ The Lord of the Rings

Warner Brothers Television กำลังเจรจาในการพัฒนาซีรีส์ที่อ้างอิงมาจากวรรณกรรมของ J.R.R. Tolkien เรื่อง The Lord of the Rings

Published

on

Warner Brothers Television กำลังเจรจาในการพัฒนาซีรีส์ที่อ้างอิงมาจากวรรณกรรมของ J.R.R. Tolkien เรื่อง The Lord of the Rings

เว็บไซต์ The Hollywood Reporter รายงานว่า Warner Bros. ได้พูดคุยกับทาง Amazon Studios เกี่ยวกับการสร้างซีรีส์แฟนตาซีทางโทรทัศน์ที่อ้างอิงมาจาก The Lord of the Rings ซึ่ง เจฟฟ์ เบโซส์ ซีอีโอของ Amazon ได้กล่าวว่าโปรเจ็คต์ดังกล่าวนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มแรก และทาง Warner Bros. จะต้องจัดการปัญหาด้านผลประโยชน์กับ Tolkien Estate ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ที่มี Christopher Tolkien บุตรชายคนที่ 3 ของ J.R.R. Tolkien เป็นผู้บริหาร เสียก่อน

นอกเหนือจากนี้ ยังมีข่าวว่า Netflix และ HBO ก็ให้ความสนใจจะซื้อลิขสิทธิ์ซีรีส์แฟนตาซีของ Tolkien Estate เรื่องนี้ ที่มีมูลค่าสูงถึง 200 – 250 ล้านเหรียญ ด้วยเช่นกัน

The Lord of the Rings เป็นภาพยนตร์ไตรภาคของผู้กำกับ ปีเตอร์ แจ็กสัน ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งฉายตั้งแต่ปี 2001 – 2003 โดยทำรายได้ทั่วโลกไปมหาศาลและคว้ารางวัลออสการ์รวมกันได้ถึง 17 ตัว

ต่อมา ปีเตอร์ แจ็กสัน ได้สานต่อแฟรนไชส์ The Lord of the Rings ด้วยไตรภาค The Hobbit ที่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ แต่คำวิจารณ์กลับออกมาไม่ดีนัก

ในขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างเป็นทางการว่า Warner Bros. และ Amazon Studios จะได้สร้างซีรีส์แฟนตาซีที่อ้างอิงจาก The Lord of the Rings นี้หรือไม่

ข้อมูลอ้างอิง : theverge และ screenrant

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] NETFLIX ORIGINAL GHOUL ปีศาจ – ผี, อินเดีย,ชนชั้น,ดิสโทเปีย

Published

on

กำกับโดย แพทริค เกรแฮม

เหมาะสำหรับ คอหนังหรือซีรีส์สยองขวัญ

รับชมได้ทาง Netflix

เป็นกระแสคลื่นใต้น้ำที่มาแรงจริงๆสำหรับซีรีส์อินเดีย ที่เริ่มครองพื้นที่ในผังรายการโทรทัศน์ในช่วง 1 ปีมานี้อย่างต่อเนื่อง โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมคงหนีไม่พ้นแนวเรืื่องเล่าในศาสนา หรือเอาปีศาจในตำนานมาเป็นจุดขาย ซึ่งจะว่าด้วยหน้าหนังแล้ว GHOUL ก็นับว่าไม่ผิดแผกจากซีรีส์อันเป็นที่นิยมนัก จะผิดหูผิดตาชัดเจนก็เห็นจะเป็นความยาวของมินิซีรีส์ที่มีเพียง 3 ตอน และถูกนำเสนอด้วยโทนเรื่องแนวสยองขวัญและดำเนินเหตุการณ์ในโลกอนาคตแบบดิสโทเปียที่ประชาชนต้องอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการ ห้ามการแสดงออกทางการเมืองและมีการกำหนดแม้กระทั่งข้อบังคับในหลักสูตรเพื่อมิให้การศึกษาทำให้คนแข็งขืน แถมยังอ้างอิงกับสังคมอินเดียปัจจุบันที่ยังแบ่งวรรณะตามความเชื่อของพราหมณ์และกีดกันคนศาสนาอื่น

โดยเรื่องราวจะมีศูนย์กลางอยู่ที่ นิดา (ราธิกา อัปเต) เจ้าหน้าที่สอบสวนคนใหม่ที่เคยส่งพ่อที่เป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลให้ทางการ หลังเธอได้มาประจำยังสถานกักกันผู้ก่อการร้ายก็ต้องเผชิญเหตุการณ์สุดสยองเมื่อเธอต้องสอบสวน อาลี ซาอิด (มาเฮช บัลราจ) ผู้ก่อการร้ายตัวเอ้ ที่การมาถึงของเขาอาจพาอำนาจมืดเหนือมนุษย์ติดตัวมาเพื่อเปลี่ยนคุกให้กลายเป็นนรกที่ทุกคนพร้อมถูกกลืนกินจากปีศาจโบราณนาม ‘กูล’  ทำให้ นิดา ต้องไขปริศนาให้ได้ว่าใครเป็นคนทำพิธีเรียก กูล มาสร้างความสยอสยองครั้งนี้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

แน่นอนว่าแม้หน้าตานักแสดงจะดูอินเดี๊ย อินเดีย แค่ไหน แต่โทนเรื่องมันคือหนังสยองขวัญฝรั่งชัดๆทั้งการสร้างบรรยากาศและการปูโทนเรื่อง แถมยังได้ทีมงานฮอลลีวูดอย่าง บลัมเฮาส์ ผู้สร้างหนังฮิตอย่าง Insidious และ Get Out แต่เนื่องด้วย แพทริค เกรแฮม เป็นผู้กำกับชาวอังกฤษที่ทำงานในโปรดักชั่นหนังอินเดียมานาน จึงสามารถผสมผสานการเล่าเรื่องแบบสากลให้เข้ากับแนวคิดวิพากษ์การเมืองอินเดียได้อย่างลุ่มลึก โดยเฉพาะประเด็นเรื่องศาสนาอย่างการให้ นิดา เป็นมุสลิมที่ต้องมาทำงานในสถานกักกันของรัฐบาลที่แม้จะไม่ได้มีกฎห้ามด้านศาสนาแต่เธอก็ยินยอมถอด อิญาป ในการปฏิบัติหน้าที่ หรือการปูให้ผู้ก่อการร้ายอยู่ในเขตพวกจัณฑาลก็สร้างบรรยากาศความขัดแย้งระหว่างชนชั้นที่ล้อไปกับการปรากฎตัวของ ปีศาจ กูล ในสถานกักกันที่มาสร้างความสยองด้วยเหตุผลบางอย่าง

สำหรับการดำเนินเรื่องของซีรีส์ต้องยอมรับว่าคนดูอย่างเราๆ อาจต้องอดทนสักนิดกับตอนแรกของซีีรีส์ที่เน้นปูที่มาที่ไปของ นิดา และระบบสังคมในสถานกักกันนานเสียหน่อย ก่อนจะทิ้งเชื้อความระทึกกันท้ายตอน แต่พอเข้าสู่ตอน 2 เท่านั้นแหละ มีแต่ปมเรื่องและฉากที่ชวนลุ้นแบบแทบลืมหายใจเสิร์ฟกันอย่างจุใจ และต้องยอมรับการออกแบบปีศาจ กูล ที่ทำได้น่ากลัวพร้อมจุดหักมุมตอน 3 ที่ต้องบอกว่าบ้าดีเดือดแท้ๆ

นับว่าไม่บ่อยนักที่จะมีซีรีส์อินเดียสยองขวัญสนุกๆที่เดินเรื่องเร็ว ไม่เน้นร้องเพลงวิ่งไล่จับข้ามภูเขาเหมือนแต่ก่อน แต่กลับมีทั้งเลือดและอวัยวะกระเด็นกระดอนมาเสิร์ฟคอหนังสายโหดแทน

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Insatiable ชิงรักหักมงกุฎ – ไม่ลึกซึ้งด้านทีนบูลลีย์แต่อร่อยเวอร์

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลอเรน กัสซิส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์วัยรุ่นไฮสคูลแสบๆ หรือคนชอบหนังแบบ Mean Girls
  • สตรีมมิงทาง Netflix

แพตตี้ (เดบบี ไรอัน) สาวอ้วนที่เป็นเหยื่อของสังคมไฮสคูลอันโหดร้าย ที่ไขมันดูจะเป็นกรรมที่เบียดชีวิตนางไปทุกด้านทั้งเจอหนุ่มสุดฮอตเทแบบไม่เหลือเยื่อใย แถมนอกจากต้องเจ็บตัวหลังวางมวยกับขี้เมาหน้าเซเว่นเพื่อปกป้องขนมอันเป็นที่รักแล้วยังต้องมาเจ็บใจเจอตาขี้เมาฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย แต่ในโชคร้ายนางก็เหมือนถูกหวย ด้วยว่านางกินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารเหลวตลอด 3 สัปดาห์ทำให้หุ่นนางผอมเพรียวจนหนุ่มๆต้องเหลียว อีกทั้งยังได้ บ็อบ อาร์มสตรอง (ดัลลาส โรเบิร์ตส์)ทนายหนุ่มหล่อสไตล์แด็ดดี้ที่มาช่วยเรื่องคดีแล้วยังคิดจะปั้นให้ แพตตี้ กลายเป็นนางงามสุดปังอีกต่างหาก งานนี้บรรดาชะนีและหนุ่มที่เคยร้ายกับนางเตรียมตัวให้ดี เพราะแพตตี้คนนี้จะกลายเป็น #คนสวยแบบวร้ายวร้าย

จะว่าไปคอซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ก็คงรู้จักซีรีส์วัยรุ่นดังๆอย่าง 13 Reasons Why หรือ Riverdale ดีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นของทั้งสองเรื่องคงหนีไม่พ้นการหยิบจับประเด็นการทำร้ายกันในโรงเรียนไฮสคูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอเมริกา และแน่นอนว่าจากเทรลเลอร์ของ Insatiable ก็ดูจะมาทางเดียวกันโดยเฉพาะการนำเสนอตัวละครแพตตี้ที่เป็นสาวเคยตุ้ยนุ้ย อับอายกับรูปร่างตัวเองจนเป็นปมฝังใจ เรียกได้ว่าเห็นตัวอย่างนี่ได้กลิ่นหนังสะท้อนปัญหาวัยรุ่นมาอีกแล้ว แต่หลังปล่อยสตรีมมิ่ง 12 ตอนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 สิงหาคม 2561)  ปรากฏว่าสื่อทั้งหลายในอเมริกาต่างรุมจวกถึงการดำเนินเรื่องและสร้างตัวละครของ Insatiable ที่นำเสนอความอ้วนของแพตตี้ในเชิงเหยียดหยามมากกว่าจะเป็นการพลิกฟื้นเห็นคุณค่าในตัวเองจนหลายสื่อถึงกับตีตราให้เป็นซีรีส์ที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับรายการวัยรุ่นอเมริกัน เนื่องจากเนื้อหาจริงๆแล้วมันแทบนำเสนอมุมมองต่อวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินไม่ได้ต่างจากหนังวัยรุ่นอเมริกันเรื่องอื่น แต่เอาล่ะ WHAT THE FACT จะขอยืนข้างคนดูแล้วพิสูจน์ซีรีส์ทั้ง 12 ตอนด้วยตัวเอง

จริงอยู่ว่าแม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้เว่อร์สุดโต่งจนแทบขาดตรรกะไปหลายเรื่อง ลำพังแค่การผอมของแพตตี้ก็ดูโอเวอร์เพียงเพราะเธอกรามแตกและกินอาหารเหลวแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่หุ่นกลับดูฟิตเปรี๊ยะ ผอมปังได้อะไรขนาดนั้น มิหนำซ้ำนางยังขาดความมั่นใจเรื่องตัวเองเคยอ้วนจนนอยด์ กลายเป็นว่าตัวซีรีส์ก็ยังผลิตซ้ำค่านิยมเรื่องรูปร่างอยู่ดีแม้จะให้เหตุผลว่าตัวละครไม่เคยมีใครสนใจและขาดความอบอุ่นในครอบครัวมาทั้งชีวิตก็ตาม ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในซีรีส์ดำเนินไปสู่ช่วงหลังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องความผอมของแพตตี้อย่างเดียวเพราะมันยังเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นพูดถึงการค้นพบเพศสภาพตัวเองในวัยรุ่น(หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว)แถมลากยาวแถไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและความชั่วร้ายภายในที่ดั๊นมาผูกกับเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดของแพตตี้จนไม่แปลกใจที่มันถูกเหล่านักวิจารณ์สับเละ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงก็ต้องยอมรับว่าตลอด 12 ตอนของ Insatiable คือซีรีส์ที่เรื่องราวจัดจ้าน บ้าบอคอแตกและบันเทิงแบบไม่ลดละเลยสักตอน จนเหมาะแก่การดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนดูไม่แพ้ 13 Reasons Why หรือ Riverdale ของเน็ตฟลิกซ์เลยล่ะ

จะว่าไปสิ่งที่โดดเด่นมากๆของ Insatiable คงหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงที่แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง ทั้ง เดบบี ไรอัน ที่มารับบทแพตตี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบสาวฮอตหุ่นอวบอั๋นซึ่งเหมาะมากกับอดีตดาราเด็กช่องดิสนี่ย์อย่างเดบบี ที่ใช้เสน่ห์เฉพาะตัวมาดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกซีนที่ปรากฏตัว ใครล่ะจะห้ามใจกับใบหน้าดูไร้เดียงสาแต่ความฮอตแบบเชพบ๊ะของนางได้ต่อให้บทลากแพตตี้ไปเจอเรื่องซวยต่างๆนานาหรือกระทั้งทำเรื่องชั่วร้าย คนดูก็พร้อมจะเอาใจช่วยเธออยู่ดี

ไม่เพียงเดบบี ไรอัน หรือเหล่านักแสดงวัยรุ่นหน้าตาดีเท่านั้น ต้องยอมรับว่า Insatiable ยังสร้างเรื่องราวและจุดขัดแย้งให้ตัวละครวัยผู้ใหญ่ได้น่าสนใจ (และแอบชวนจั๊กกะจี๋มากๆ) ทั้งบ็อบ อาร์มสตรองที่ได้ ดัลลาส โรเบิร์ต มารับบททนายสายแหววที่มุ่งปั้นแพตตี้เป็นนางงามแต่นางกลับถูกบีบจากอดีตแม่ของเด็กปั้นที่มุ่งดับฝันฮีโดยเฉพาะ ส่วนตัวละคร บ็อบ บาร์นาร์ด ที่ได้คริสโตเฟอร์ กอร์แฮม มารับบทอัยการสายถอด เอะอะถอดเสื้อโชว์กล้ามและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ บ็อบ อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นอาหารตาของเหล่าสาวๆได้อย่างแน่นอน ส่วน เอลิซา มิลาโน ก็รับบท คอราลี ได้อย่างมีสเน่ห์ชวนมอง และยิ่งเรื่องราวในช่วงหลังของซีรีส์เพิ่มมิติเรื่องครอบครัวเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทั้ง 3 ตัวละครนี้ทวีความแซ่บขึ้นเรื่อยจนเกิดฉากพีคๆที่แอบบอกไปในวงเล็บแล้วว่าจั๊กกะจี๋มว๊ากมว๊าก

เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วก็ถือว่า Insatiable คุ้มค่าแก่การอดหลับอดนอนอยู่ดีๆ แม้บทอาจจะขาดตรรกะไปบ้างแต่ต้องยอมรับว่าทั้งการสร้างตัวละครและสถานการณ์ต่างๆมันบันเทิงจนแทบลืมเวลาและไม่อาจหยุดดูได้เลย เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลากดรีโมต (หรือกด App) ดูได้เลยทางเน็ตฟลิกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] SEAL TEAM สุดยอดหน่วยซีล

Published

on

สร้างสรรค์โดย เบนจามิน คาเวลล์

เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังแอ็คชั่น ปฏิบัติการทางทหาร

รับชมได้ทาง MONOMAXXX

หลังภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวงเสร็จสิ้น แน่นอนว่าคนไทยต่างสรรเสริญความสำเร็จส่วนหนึ่งจากแรงกายแรงใจของหน่วยซีลของไทย และเพื่อให้เราเข้าใจตัวตนและภารกิจของหน่วยซีลมากขึ้น ทาง MONO MAXXX ก็ไม่รอช้ารีบจัดซีรีส์ดังของช่อง CBS เรื่อง SEAL TEAM มาให้ดูกันแบบทันควัน

โดย SEAL TEAM บอกเล่าภารกิจของหน่วยซีลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ เจสัน เฮยส์ (เดวิด โบรนาช) หัวหน้าหน่วยซีลอาวุโสที่การตายของเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นบาดแผลในใจจนถูกสั่งให้บำบัดกับจิตแพทย์แบบไม่เต็มใจนัก และภารกิจหลักในตอนแรกนี้ เจสัน เฮยส์ ก็ต้องพบบททดสอบสำคัญเมื่อต้องเดินทางไปที่มอนโรเวีย เพื่อจับผู้ก่อการร้ายตัวเอ้นาม อาบูซาเมียร์ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆทั้งต้องช่วยตัวประกันชาวอเมริกันที่อาจตกเป็นเหยื่อการสังเวยถ่ายทอดสด รวมถึงต้องคอยดูแล ลูกชายของนักเขียนหนังสือบันทึกภารกิจหน่วยซีลที่เขาไม่ชอบหน้า รวมทั้งต้องรับผิดชอบชีวิตลูกทีมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ข้อดีอย่างแรกของหนังคือการสร้างเรื่องราวและตัวละครที่แข็งแรงมาก โดยตัวเดวิด เฮยส์ ไม่ได้เป็นทหารสุดแกร่งที่ไม่มีจุดอ่อน ตรงกันข้าม…บาดแผลจากการสูญเสียเพื่อนกลับส่งผลต่อบุคลิกของเขา โดยต้องชื่นชมการแสดงของ เดวิด โบรนาซ อดีตพระเอกซีรีส์แวมไพร์สุดเซ็กซี่จาก Buffy The Vampire Slayer ควบ Angel (1997-2004) ที่สามารถถ่ายทอดภาวะสะเทือนใจหลังประสบเหตุการณ์ หรือ พีทีเอสดี ได้อย่างเห็นภาพ ทั้งการเอามือลูบกางเกงในจุดที่เคยเปื้อนเลือดของเพื่อน หรือสายตาที่บ่งบอกความหวาดหวั่นใจตอนออกภารกิจ ซึ่งโดยมากเรามักไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นหน่วยซีลดูเป็นมนุษย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้ SEAL TEAM รอดพ้นจากการเป็นละครอวยทหารที่ไร้อารมณ์ได้อย่างสวยงาม

และสำหรับใครที่ต้องการเห็นการปฏิบัติภารกิจของหน่วยซีล SEAL TEAM ก็จัดเต็มทั้งฉากการฝึกที่ทำให้เห็นการสอนกลยุทธอย่างการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบการตัดสินใจของทหาร หรือการบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่เคยรู้อย่างเวลาปฏิบัติภารกิจ หน่วยซีลจะนำสุนัขไปดมระเบิด และจะปฏิบัติกับสุนัขในภารกิจต่างจากหมาบ้านทั่วไปอีกด้วย ซึ่งก็เป็นการให้ความรู้ที่ดีมากๆ

สรุปแล้ว SEAL TEAM ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนชอบหนังแอ็คชั่นปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งตัวซีรีส์มีงานโปรดักชันที่ดีมากไม่แพ้หนังโรงใหญ่เลย และยังทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ เดวิด โบรนาซ ที่มาไกลมากสำหรับพระเอกซีีรีส์แวมไพร์ขวัญใจสาวๆยุค 90 ที่พลิกบทบาทมารับบทผู้นำหน่วยซีลสุดเท่ได้อย่างแมนมากๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!