Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย จับมือ ซีพี ออลล์,ไทยพาณิชย์ และพีไอเอ็ม เปิดค่าย YWC ครั้งที่ 15

สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ร่วมกับ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน) และ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) จัดโครงการสุดยอดค่ายเจาะลึกวิชาชีพเว็บมาสเตอร์ Young Webmaster Camp (YWC) ครั้งที่ 15 เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาจากทั่วประเทศที่มีใจรักในการทำเว็บไซต์เข้าอบรมและลงมือปฏิบัติจริงในการสร้างสรรค์เว็บไซต์พร้อมเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆจากกูรูผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรชื่อดังในวงการอย่างใกล้ชิด

ซึ่งในแต่ละปีจะมีคอนเซปต์แตกต่างกัน โดยในปีนี้จะอยู่ภายใต้ ธีม Digital Innovation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกอนาคต โดยรูปแบบกิจกรรมภายในค่ายเป็นการให้ความรู้ที่เป็นเนื้อหาและการลงมือปฏิบัติทำเว็บไซต์จริง ซึ่งในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 มกราคม 2561 ณ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ถ.แจ้งวัฒนะ

นายวโรรส  โรจนะ นายกสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ในฐานะผู้ริเริ่มโครงการ กล่าวว่า “สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย ได้จัด ค่าย Young Webmaster Camp มาอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 15 มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีจากหลากหลายสถาบันให้ความสนใจส่งใบสมัครเข้ามามากถึง 1,111 คน โดยคณะกรรมการได้คัดเลือกจนเหลือ 80 คน ซึ่งนักศึกษาทั้ง 80 คน จะได้รับทั้งความรู้ภาคทฤษฎีจากวิทยากรแถวหน้าของวงการเว็บไทย ได้ลงมือปฏิบัติด้วยการพัฒนาเว็บไซต์ขึ้นมาจริงๆ โดยมีรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์ให้คำปรึกษาตลอดค่ายและจะได้รับการปลูกฝังเรื่องจริยธรรมของวิชาชีพเว็บมาสเตอร์เพื่อให้พวกเขาจบออกมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพและคุณธรรม พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิตอลต่อไป”

นายบัญญัติ คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.ซีพี ออลล์  ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในประเทศไทย เปิดเผยถึงการสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ว่า “นับเป็นเวลากว่า 10 ปี ที่ซีพี ออลล์ ได้ดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชนอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการก่อตั้งสถานศึกษา 3 แห่ง คือ วิทยาลัยเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์, ศูนย์การเรียนปัญญาภิวัฒน์ และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) โดยใช้ระบบการเรียนการสอนภาคทฤษฎีควบคู่กับการปฏิบัติงานจริง พร้อมมอบโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ด้วยการมอบทุนการศึกษาปี 2561 ในสถาบันการศึกษาทั้ง 3 แห่ง รวมเป็นเงินกว่า 1,100 ล้านบาท รวมทั้งได้จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้แก่เยาวชนในรูปแบบต่างๆอย่างต่อเนื่อง”

“การเข้ามาเป็นผู้สนับสนุนการจัดงาน “Young Webmaster Camp (YWC) ครั้งที่ 15 นี้ เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมด้านส่งเสริมการศึกษา พัฒนาเยาวชน ที่ ซีพี ออลล์ มุ่งหวังให้เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้ด้านการพัฒนาเว็บไซต์อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งเนื้อหา วิธีการใช้งานและจริยธรรมในการทำงาน พร้อมเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงวิทยากรชื่อดังในวงการไอทีอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้เติบโตขึ้นเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆให้วงการไอทีบ้านเราก้าวขึ้นสู่การเป็นเว็บมาสเตอร์มืออาชีพระดับโลก”

ด้าน นางจันทร์เพ็ญ จันทนา ในฐานะผู้อำนวยการ ผู้บริหารสาย Social Media & Digital Content Division ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด(มหาชน)  กล่าวว่า “ธนาคารไทยพาณิชย์ มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการส่งเสริมความรู้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และการทำประโยชน์ให้กับสังคม ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นในขณะนี้ที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมไร้เงินสด หรือการทำธุรกรรมการชำระเงินผ่านดิจิทัลก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ธนาคารไทยพาณิชย์ตระหนักถึงความสำคัญในการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกดิจิทัล ซึ่งแน่นอนที่สุดเราต้องมีความพร้อม การสนับสนุน โครงการ Young Webmaster Camp ครั้งที่ 15 นี้จะมีส่วนช่วยส่งเสริมเยาวชนไทยให้ก้าวทันโลกในยุคดิจิทัล เป็นการส่งเสริมโลกแห่งการเรียนรู้ ทักษะ ความคิด และประสบการณ์ เพื่อปูทางสู่โลกของเทคโนโลยีที่สังคมและเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ต้องการ”

สำหรับโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ ก้าวสู่วิชาชีพเว็บมาสเตอร์ Young Webmaster Camp (YWC) ครั้งที่15 จะมีการประชันไอเดียของนิสิต นักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศจำนวน 80 คน ที่เข้าร่วมอบรม โดยแบ่งฐานการเรียนรู้ในวิชาชีพเว็บมาสเตอร์ 4 สาขา ได้แก่

  • WEB CONTENT เรียนรู้วิธีการดึงดูดคนให้เข้าเว็บไซต์ด้วยวิธีการนำเสนอข้อมูลผ่านวิธีที่น่าสนใจที่สุด,
  • WEB DESIGN เรียนรู้การนำจินตนาการและผสานความคิดสร้างสรรค์สร้างเว็บไซต์ที่โดดเด่นน่าสนใจ,
  • WEB MARKETING เรียนรู้การกำหนดทิศทางการตลาดออนไลน์ที่สำคัญของเว็บไซต์ด้วยช่องทางและมุมมองใหม่ๆ และ
  • WEB PROGRAMMING เรียนรู้การสร้างกลไกการทำงานและผลักดันเว็บไซต์ให้เกิดขึ้นได้จริงด้วยสุดยอดทักษะด้านโปรแกรม
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

Forcepoint บริษัทรักษาความปลอดภัยบนไซเบอร์ คาดการณ์ 7 ภัยร้ายจากเทคโนโลยีที่อาจเกิดขึ้นในปี 2019!

Published

on

“ไม่มีอะไรจะสร้างความเสียหายให้สังคมได้มากไปกว่าการสูญเสียความเชื่อมั่น” ประโยคเด็ดจากทาง Forccpoint ผู้นำระดับโลกด้านการรักษาความปลอดภัยบนโลกไซเบอร์ที่ให้ความสำคัญกับผู้ใช้งาน (Human Centric Cyber Security)

ซึ่งนอกจากที่พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับองค์กรและภาครัฐในการรับมือภัยคุมคามบนไซเบอร์แล้ว การเผยข้อมูลคาดการณ์ความปลอดภัยบนไซเบอร์ด้วยชุดข้อมูลและบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ก็เป็นหน้าที่ใหม่ที่พวกเขาพยายามนำเสนอให้สังคมเฝ้าระวังภัยจากไซเบอร์มากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีล่าสุดอย่าง 2019 นี้ Forcepoint ก็ยังคงคาดการณ์ถึงภัยดังอีกครั้ง และสรุปออกมาเป็น “7 ประเด็นที่สุ่มเสี่ยงในปีนี้”

1.Winter of AI ยังคงอยู่?

Winter of AI คือนัยของการที่ปัญญาประดิษหรือ AI ถูกให้ความสำคัญลดลงทั้งในแง่ของเงินทุน และความสนใจนำมาประยุกต์ในด้านต่างๆ ซึ่งทาง Forcepoint ได้กล่าวว่า ในปัจจุบันเรายังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า AI มาควบคุมดูและอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างแท้จริง เพราะโดยส่วนมากเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้จะเป็น Machine Learning ที่ยังคังใช้การป้อนข้อมูลหรือการนำทางในกระบวนการความคิดและตัดสินใจ ในขณะที่ AI ของจริง จะต้องหยั่งรู้ด้วยตัวเองได้ทุกกระบวนการ (คิดเอง, ลงมือเอง และแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ด้วยตัวเอง)

ซึ่งในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึงนี้ จะยังคงมีความเป็นได้สูงที่อุตสาหกรรมทั้งหลายจะยังขลุกอยู่กับการลงทุนไปกับ Machine Learning หาใช่ AI ซึ่งนั่นทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทั้งหลายอาจใช้จุดนี้ในการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนความจริงว่าเทคโนโลยีของตน คือ AI และได้รับเงินลงทุนจากความเข้าใจผิดของอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มีความต้องการจะอยู่ให้ได้ในกระแสโลกาภิวัฒน์

2. การเคลื่อนย้ายข้อมูลไปสู่ IoT โดยไม่หลงเหลือไว้ใน Edge Computing

เมื่อโลกในปัจจุบันได้ก้าวท้าวเข้าสู่เทคโนโลยี IoT หรือทุกสรรพสิ่งถูกสั่งการได้ด้วยอินเทอร์เน็ตนั้น ทาง Forcepoint มีข้อกังวลบางอย่างจากการที่บริษัท องค์กร หรืออุตสาหกรรมรายใหญ่มากมาย ต่างฝากฝังชุดข้อมูลที่สำคัญต่างๆ ไว้บน Cloud Storage (พื้นที่เก็บข้อมูลขนาดยักษณ์ด้วยดิจิทัล) ไม่หลงเหลือสิ่งใดไว้ที่ Edge Computing (อุปกรณ์ที่ไว้ใช้เก็บข้อมูล อาทิ แผ่น CD, ฮาร์ดดิส ฯลฯ)

ซึ่งแม้ Cloud หรือเทคโนโลยี IoT อาจมีข้อดีเป็นความสะดวกรวดเร็วในการดึงข้อมูลมาใช้ได้จากทุกที่ ฯลฯ แต่ Attackers หรือเหล่าผู้ประสงค์ร้ายเองก็มีช่องทางในการจู่โจมข้อมูลที่ง่ายดายเพียงจุดเดียว ด้วยการแฝงมัลแวร์ผ่านการอัปเกรดซอฟแวร์ต่างๆ

3. ข้อมูลทางชีวภาพอาจไม่ปลอดภัยเท่าข้อมูลทางพฤติกรรม

การยืนยันด้วยไบโอเมทริกซ์ หรืออัตลักษณ์เฉพาะของผู้ใช้ อาจสร้างความอุ่นใจได้ในระดับสูง เนื่องจากการจะผ่านเข้าไปยังชุดข้อมูลหรือสิ่งที่มีมูลค่าในโลกดิจิทัลบางอย่าง จะมีเพียงอัตลักษณ์เฉพาะของบุคคลนั้นๆ ในการปลดล็อคเท่านั้น (ม่านตา, ลายนิ้วมือ, ใบหน้า ฯลฯ) แต่ทั้งนี้ จากข่าวคราวมากมาย ก็จะได้เห็นว่า ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้ช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ในการเข้าถึงข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้ (การปลอมแปลงแอบพิมพ์ลายนิ้วมือเจ้าของเครื่อง ฯลฯ) ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ต่างหันมาเชื่อมั่นในการยืนยันด้วยลักษณะทางพฤติกรรมหรือที่เรียกว่า Human Bahavior แทน

4. พนักงานกลายเป็นแพะรับบาปและต้องต่อสู้กันในชั้นศาลเพราะข้อมูลผู้บริโภคหลุดออกมา

ข้อมูลผู้บริโภคคือสิ่งที่องค์กรและหน่วยงานทั้งหลายต่างต้องรักษาไว้ยิ่งชีพ เพราะมันหมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจกันระหว่างสองฝ่าย แต่เมื่อข้อมูลของผู้บริโภคหลุดออกจากระบบด้วยความผิดพลาดของเทคโนโลยี ผู้ที่เป็นแพะรับบาปในกรณีนี้ ก็คือเจ้าพนักงานนที่ดูแลในส่วนดังกล่าว โดยในปีที่ผ่านมา ได้หลายกรณีที่พนักงานและผู้ว่าจ้างต่อจบลงด้วยการต่อสู้กันทางคดีในชั้นศาล

5. การปะทะกันของสงครามเย็นที่เคลื่อนตัวเข้าสู่บนไซเบอร์

สงครามเย็นคือการต่อสู้กันด้วยชุดข้อมูล ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ของขั้วมหาอำนาจหลักสองฝั่ง (กลุ่มตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มตะวันออกนำโดยสหภาพโซเวียต) ที่ยังคงดำเนินมาเรื่อยๆ ซึ่งในปี 2019 ที่จะถึงนี้ สนามรบแห่งใหม่ที่ทั้งสองมีแนวโน้มจะไปต่อสู้กันคือบนไซเบอร์ ที่ทั้งคู่จะทำการเพิ่มความปลอดภัยด้านการบุกถึงชุดข้อมูลของตนเองมากยิ่งขึ้่น และให้ภัยร้ายด้วยการปล่อยข่าวสารปลอม เปลี่ยนแปลงชุดข้อมูลองค์สำคัญ ฯลฯ โดยทั้งหมดทั้งมวล กลุ่มที่จะถูกลูกหลงนั้นคือบรรดาองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานระหว่างประเทศทั้งหลายที่อาจก่อให้เกิดการถูกทำลายลงของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)

6. การย้อนวิวัฒนาการกลับไปใช้ Edge Computing (การเก็บข้อมูลด้วยอุปกรณ์)

ผู้บริโภคต่างเหนื่อยใจกับช่องโหว่และการละเมิดข้อมูลส่วนตัวที่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และเรื่องนี้นำไปสู่ผลก็คือองค์กรต้องเสนอวิธีการใหม่ที่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวไว้ในบริการที่นำเสนอ อันเป็นการย้อนกลับไปใช้ Edge Computing ที่จะช่วยให้ผู้บริโภคควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้มากยิ่งขึ้น แต่การที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่น ก็อาจทำให้ไม่ได้รับประโยชน์ดังกล่าว

7.  วัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ หากไม่ปรับเปลี่ยนอาจทำให้เกิดความล้มเหลว

ความร่วมมือจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากปราศจากการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะทางธุรกิจ (due diligence) ซึ่งจวบจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีการพิจารณาโปรแกรมความปลอดภัยบนไซเบอร์ของคู่ค้าในการทำ due diligence และทั้งนี้ “การจัดอันดับความน่าเชื่อถือเรื่องความปลอดภัย” จะชี้ให้เห็นถึงคู่ค้าที่มีศักยภาพว่ามีความปลอดภัยเพียงใดในการอนุญาติให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดการกับข้อมูล PII ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถระบุตัวบุคคล หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ได้ ซึ่งวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยบนไซเบอร์ จะมีบทบาทอย่างไรต่อการจัดอันดับเรื่องดังกล่าว? และจะส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานอย่างไร?


โดยสรุปนั้น “ข้อมูล” ดูจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในอนาคตภายภาคหน้า เพราะมันสามารถสร้างข้อได้เปรียบในอุตสาหกรรม องค์กร ไปจนถึงทางภาครัฐได้หากถูกนำไปใช้อย่างถูกวิธี แต่ในขณะเดียวกัน หากตกไปอยู่ในมือของผู้ประสงค์ร้าย “ข้อมูล” ก็จะกลายเป็นภัยร้ายที่มีประสิทธิภาพมากพอที่จะขัดขวาง แซกแทรง และทำลายกลไกสำคัญในสังคมได้ ก็คงต้องรอดูกันต่อไปแล้วล่ะครับว่าในสรุปส่งท้ายของปี 2019 ทาง Forcepoint จะคาดการณ์สิ่งใดได้อย่างถูกต้อง ใกล้เคียง หรือผิดพลาดบ้าง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

Krungthai Next รองรับการช้อปปิ้งบน Facebook แล้ว จ่ายผ่าน Facebook Pay ได้ทันที

Published

on

By

Krungthai Next ของธนาคารกรุงไทย ประกาศรองรับการชำระเงินค่าสินค้าที่ซื้อบน Facebook แล้ว (Facebook Payment)

โดยสามารถใช้งานได้ผ่าน Messenger โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้

 

เมื่อตกลงราคาแล้ว จะพบกับลิงค์ “View Order & Pay”

 

กด Continue

“Pay with Krungthai NEXT” โผล่มาให้เลือกแล้ว

คลิกที่ “Continue to Krungthai NEXT”

คลิก “Open”

 

คลิก “ยืนยัน”

ใส่ Passcode ของท่าน

กดกลับสู่ Messenger

จะพบการยืนยันว่าชำระเรียบร้อย

สถานะกลายเป็น “Paid” หรือจ่ายแล้ว เป็นอันเสร็จสิ้น

 

ก็นับว่าเป็นธนาคารแห่งที่สองที่ประกาศตัวว่าสามารถชำระเงินผ่าน Facebook ได้ด้วย App ของธนาคารโดยตรง (ไม่ต้องสร้างบัตรเสมือน VISA, MasterCard) ต่อจาก KBank ก็ถือว่าเป็นอีกก้าวใหม่ที่พัฒนาขึ้นของ Krungthai Next ครับ

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

หนังสือดีน่าอ่านในยุคดิจิทัล “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” เจาะความนัยหลังโลกข้อมูล

Published

on

ในโลกยุคอินเทอร์เน็ตที่ข้อมูลมีค่าดั่งทอง มีการใช้ข้อมูลผู้ใช้เพื่อทำประโยชน์มากมาย รวมถึงกรณีที่ดักข้อมูลส่วนตัวไปใช้โดยไม่ได้รับอนญาต ซึ่งเรื่องราวของข้อมูลในยุคดิจิทัลเหล่านี้เริ่มเข้าใจยากขึ้น แต่เข้าใกล้ตัวเรามากขึ้นทุกที แบไต๋จึงขอแนะนำหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” โดย Andreas Weigend ให้อ่านกันเพื่อให้เข้าใจเรื่องของข้อมูลในยุคปัจจุบันเหล่านี้มากขึ้นครับ

Andreas Weigend

Andreas Weigend เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับโลกด้าน Big Data เป็นผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการของ Social Data Lab และอดีตหัวหน้าฝ่ายวิทยาศาสตร์ (Chief Scientist Officer) ของ Amazon ซึ่งจากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับข้อมูลของมวลมหาผู้ใช้มายาวนาน จึงได้หน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับธุรกิจต่างๆ มากมายเช่น Alibaba, Hyatt, Lufthunsa และ MasterCard และคุณ Weigend ก็ถ่ายทอดเรื่องราวจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปีที่เกี่ยวกับข้อมูลต่างๆ ลงในหนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” ให้ได้อ่านกัน

คุณ Weigend เล่าให้ฟังว่าที่เขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อเพิ่มความรู้ในการใช้ข้อมูล เพื่อให้รู้เท่าทันระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่แพร่หลายในยุค Social Media ซึ่งคุณ Weigend เน้นย้ำว่า Social Data นั้นใหญ่กว่า Social media อีก เพราะมันคือข้อมูลที่สร้างขึ้นมาทั้งหมดในโซเซียล ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่เราไม่ได้ป้อนเองเช่นตำแหน่งสถานที่ หรือวันเวลาต่างๆ พร้อมด้วยเคสตัวอย่างมากมาย ทั้งเรื่องการเก็บข้อมูลเพื่อสร้างแบบจำลองพฤติกรรมผ่านแอป หรือความนัยของประโยคคุ้นหูอย่าง “บริษัทอาจทำการบันทึกการสนทนานี้เพื่อปรับปรุงการให้บริการ” หรือการที่ Amazon เพิ่มฟังก์ชั่นการเตือนเมื่อคุณเลือกซื้อของซ้ำ รวมถึงเปิดให้ผู้ซื้อเป็นผู้บรรยายสรรพคุณของสินค้าเอง ถือเป็นจุดเปลี่ยนในกระบวนการผลิตในภาคธุรกิจได้อย่างไร

หนังสือ “Data for the People รู้อะไรไม่สู้รู้ดาต้า” จำนวน 384 หน้าพร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 395 บาท ตามร้านหนังสือทั่วประเทศ หรือสอบถามผ่านเพจของ Banlue Books ได้

(ซ้าย) โชติกา อุตสาหจิต (กรรมการผู้จัดการบันลือกรุ๊ป) , Andreas Weigend (ผู้เขียนหนังสือ) , ดาวิษ ชาญชัยวานิช (ผู้แปลหนังสือ) , ดร. กวิน อัศวานันท์ (ที่ปรึกษางานแปล) , ทีปกร วุฒิพิทยามงคล (บรรณาธิการ)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!