Connect with us

ข่าววงการไอที

ขาแชทมีหนาว! ตำรวจออสเตรเลีย ทดลองใช้กล้องตรวจจับคนเล่นมือถือขณะขับรถ เป็นครั้งแรกของโลก

Australian Police Speedtrap Camera

การใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ เป็นสิ่งผิดกฎหมายในหลายๆ ประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) โดยเฉพาะคนที่ชอบแชทหลังพวงมาลัย บางครั้งก็จับได้บ้างไม่ได้บ้าง เนื่องจากตำรวจตรวจตราไม่ทั่วถึง แต่คราวนี้เห็นทีขาแชทคงได้หนาวไปตามๆ กัน เพราะล่าสุด ตำรวจประจำรัฐนิวเซาท์เวลส์ในออสเตรเลีย ได้ทดลองตั้งกล้องเพื่อตรวจจับคนเล่นโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถเป็นครั้งแรกของโลก และไม่เพียงแค่นั้น กล้องยังตรวจจับคนขับที่เล่นมือถือเป็นจำนวนกว่า 1.1 หมื่นคน นับตั้งแต่เริ่มทดลองตั้งกล้อง

Melinda Pavey รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมทางถนนแห่งออสเตรเลีย ได้แถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยคัดเลือกบริษัท Acusensus ให้มาทดลองติดตั้งกล้องตรวจจับบนถนนทั้งสองสาย คือถนนมอเตอร์เวย์สาย M4 กับถนน Anzac Parade โดยเธอกล่าวว่า “การลดสายตาต่ำลงโดยไม่ได้มองถนนนั้นเป็นการกระทำที่อันตรายมาก เราหวังว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะใช้ปรับปรุงพฤติกรรมการขับขี่ และเพิ่มความปลอดภัยทางถนนให้มากขึ้น”

กล้องประเภทนี้ ใช้เซ็นเซอร์จากเรดาร์เพื่อตรวจจับยานพาหนะและบันทึกข้อมูลโดยอัตโนมัติ รวมถึงภาพถ่ายบุคคลผ่านกระจกหน้ารถ โดยใช้ระบบ AI ในการวิเคราะห์ใบหน้าผู้ขับขี่ ทำงานได้ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังตรวจจับรถที่ความเร็วสูงถึง 300 กม./ชม. ได้อีกด้วย

Chat in Cars Australia

ตัวอย่างภาพถ่ายที่จับได้

มันน่าผิดหวังจริงๆ กับภาพถ่ายที่เห็น เพราะเรารู้ว่าไม่ควรทำ แต่บางคนก็ยังดันทุรังที่จะทำอยู่ จึงต้องใช้มาตรการใหม่เพื่อเตือนให้เลิกพฤติกรรมเหล่านี้เสีย Pavey กล่าวเสริม

ในช่วงทดลองใช้งานเป็นระยะเวลาสามเดือน (นับตั้งแต่เดือนมกราคมปีหน้า) หากกล้องจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ จะไม่มีการเสียค่าปรับ แต่จะมีจดหมายเตือนส่งไปถึงบ้าน ถ้าระบบดังกล่าวนี้ใช้ได้ผลจริง รัฐบาลท้องถิ่น (ของรัฐนิวเซาท์เวลส์) ก็จะออกกฎหมายใหม่นี้และบังคับใช้เป็นการถาวร

Alex Jannink กรรมการผู้จัดการของ Acusensus เผยว่า เขามีแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ หลังจากที่เพื่อนของเขาเสียชีวิต อันเนื่องจากถูกคนขับที่กำลังใช้มือถือพุ่งชน “ผมคิดว่า James (เพื่อนของเขาที่เสียชีวิต) จะภูมิใจจากวิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ เพื่อลดการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนน” Jannink กล่าว

ที่มา : The Guardian

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!