DJI เปิดตัว Mavic Air 2 เซนเซอร์ใหญ่ครึ่งนิ้วถ่ายภาพ 48MP แบตใหญ่ขึ้นบินได้อึด 34 นาที

เมื่อเดือนมกราคม 2018 DJI ได้ปล่อย Mavic Air โดรนสำหรับนักถ่ายภาพและวิดีโอขนาดพกพาพับเก็บได้ ที่มีความสามารถเกือบเทียบเท่า Mavic Pro ประกอบด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่น ถ่ายวิดีโอ 4K, ถ่ายภาพนิ่งได้ละเอียด 12MP, ภาพ Panorama 32MP, มีโหมด HDR, บินได้นาน 21 นาที มีระบบป้องกันภาพสั่นไหว 3 แกนและระบบการบินอัตโนมัติ ในราคาสุดคุ้มเพียง 30,000 บาทเท่านั้น ถึงตอนนี้ผ่านมา 2 ปี DJI ได้เปิดตัว Mavic Air 2 ในราคา 799 USD (25,919 บาท) ซึ่งมีคุณสมบัติที่น่าสนใจมากมาย

การถ่ายภาพนิ่ง

มาพร้อมกับ CMOS เซนเซอร์รับภาพที่ขนาดใหญ่ขึ้นถึง 1/2 นิ้ว ทำให้สามารถถ่ายภาพความละเอียด 48 ล้านพิกเซล ช่วยให้ภาพถ่ายทางอากาศของคุณก้าวไปสู่อีกระดับ และแม้ว่าจะซูมไปบนภาพด้วยมุมมองที่ใหญ่ขึ้นแต่ยังคงให้รายละเอียดของภาพที่คมชัด

ภาพจากการซูมยังคงให้ความละเอียดคมชัด
ภาพจากการซูมยังคงให้ความละเอียดคมชัด

การถ่ายภาพยังมีฟีเจอร์ SmartPhoto ที่ได้รวมเอาความสามารถ Scene recognition, HyperLight และ HDR เอาไว้ภายในโหมดเดียวเพื่อให้ได้ภาพผลลัพธ์ออกมาดีที่สุด Scene recognition เป็นการจำแนกสภาพแวดล้อมหรือวิว ซึ่งจะช่วยในการปรับพารามิเตอร์ต่าง ๆ ของกล้องให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมหรือวิวภายในภาพได้หลากหลาย โดยมี 5 ประเภทด้วยกัน คือ พระอาทิตย์ตก ท้องฟ้า ทุ่งหญ้า หิมะและต้นไม้ ซึ่งจะช่วยให้สีและแสงในวิวต่าง ๆ ออกมาสวยงาม, HyperLight การปรับปรุงแสงสว่างให้กับภาพโดยปรับภาพถ่ายในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อยให้จุดรบกวน (Noise) ในภาพน้อยลงและความคมชัดเพิ่มขึ้น และ HDR การเก็บรายละเอียดแสงที่แตกต่างกัน ซึ่งสภาพแสงที่จ้าจะช่วยปรับช่วงการรับแสง ปรับค่าการเปิดรับแสง และการจัดซ้อนภาพเพื่อให้ได้ภาพถ่ายที่สวยสดใสขึ้น

Hyperlight

การถ่ายภาพ Panorama จะมีโหมดขั้นสูงที่รองรับ HDR โดยจะช่วยปรับช่วงการรับแสงและสี ซึ่งทำให้ภาพมีความสดใสและสมจริงอย่างเหลือเชื่อ

Panorama

การถ่ายวิดีโอ

มาพร้อมกับฟีเจอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้คุณสามารถติดตามจุดที่สนใจได้ง่ายขึ้นและได้ฟุตเทจในระดับมืออาชีพโดยใช้โหมด Intelligent tracking การติดตามอัจฉริยะ ซึ่งประกอบด้วย Active Track 3.0 เป็นการบินติดตามวัตถุค้นหาวัตถุไม่ให้สูญหายและอยู่ในกึ่งกลางเฟรมแม้ว่าจะเคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวาง โดรนก็จะพยายามหลบหลีกให้ภาพออกมาอย่างราบรื่น, Spotlight 2.0 จะช่วยให้โดรนสามารถบินไปได้อย่างอิสระในขณะที่ยังคงล็อกกล้องถ่ายไปยังส่วนหลักที่คุณโฟกัส และ Point of Interest 3.0 (POI 3.0) เป็นการปรับปรุงความสามารถในรุ่นที่ 2 ที่สูญเสียเป้าหมายในขณะติดตาม โดยการรับรู้พื้นผิวระนาบและยังสามารถติดตามวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ไปมา เช่น ผู้คน รถยนต์ และเรือ

นอกจากนี้ยังสนับสนุน Hyperlapse หรือการถ่ายวิดีโอความเร็วสูงที่เหมือนกับการร่นเวลาให้กับการถ่ายวิดีโอ ซึ่งไม่มีขั้นตอนการทำงานที่ซับซ้อน เพียงแค่เลือกโหมด Free (อิสระ), Circle (วงกลม), Course Lock (ล็อกตามเส้นทางการบินที่ตั้งค่าไว้ล่วงหน้า) และ Waypoint (จุดที่กำหนดไปตามเส้นทาง) จากนั้นเลือกตำแหน่งที่จะถ่ายและแอป DJ Fly จะช่วยทำส่วนที่เหลือให้กับคุณ

รวมทั้งการถ่ายคลิปวิดีโออัตโนมัติด้วย QuickShots ซึ่ง Mavic Air 2 จะวางแผนและบินไปในเส้นทางแบบต่าง ๆ ที่ทำให้ได้คลิปออกมาดูดีมีคุณภาพ แล้วสามารถใส่เพลง เอฟเฟ็กต์ และฟิลเตอร์ที่มีเทมเพลตในเรื่องราวต่าง ๆ ให้สามารถสร้างผลงานแล้วแชร์ไปยังเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้โดยตรง

การบินและความปลอดภัย

ด้วยฟีเจอร์ OcuSync 2.0 จะมีระยะในการส่งสัญญาณวิดีโอได้สูงสุด 10 กม. โดยสามารถถ่ายทอดวิดีโอความละเอียด 1080p (FHD) จากกล้องของโดรนได้โดยตรง และบินสำรวจไปในที่ต่าง ๆ ได้อย่างอิสระและมีคุณภาพที่คมชัดมากขึ้น รวมทั้งรองรับการสื่อสารด้วยคลื่นความถี่คู่ คือ  2.4 / 5.8GHz ซึ่งเมื่อเจอสัญญาณรบกวนจะเปลี่ยนไปหาช่องสัญญาณในการสื่อสารที่ดีที่สุดโดยอัตโนมัติ ช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนของเครื่องบินและเพิ่มความปลอดภัยในการบิน

แบตเตอรีและการบิน Mavic Air 2 มีแบตเตอรีขนาดใหญ่ขึ้นมีพลังงานมากพอให้สามารถบินได้นานถึง 34 นาที และสามารถบินเก็บภาพได้อย่างรวดเร็วด้วยความเร็วการบินสูงสุด 68 กม./ชม. ในโหมด Sport

ที่เก็บแบตเตอรี
ที่เก็บแบตเตอรี

การบินหลีกเลี่ยงอุปสรรค ที่ปลอดภัยกว่าเดิม ซึ่ง Mavic Air 2 สามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมใน 3 ทิศทาง ได้แก่ ไปข้างหน้า ถอยหลังและลงด้านล่าง รวมถึงการเพิ่มแสงไฟโดยติดตั้ง Auxiliary light จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและขยายระดับความปลอดภัยในการหลบหลีกสิ่งกีดขวาง ซึ่งการบินไปด้านหน้าจะมีเซนเซอร์ตรวจจับภาพได้แม่นยำในระยะ 22 ม., การบินถอยหลัง จะมีเซนเซอร์จตรวจจับภาพได้แม่นยำในระยะ 23.6 ม. และทิศทางลงด้านล่าง จะมีเซนเซอร์ตรวจจับภาพ เซนเซอร์อินฟราเรดและไฟเสริมที่ช่วยเพิ่มการมองเห็นตำแหน่งในการลงจอดได้อย่างปลอดภัย รวมทั้งสามารถสั่งเปิดและปิดไฟได้ตามต้องการ

 

APAS 3.0 (Advanced Pilot Assistance Systems) เป็นเทคโนโลยีการทำแผนที่ขั้นสูงเพื่อช่วยในการติดตามถ่ายวัตถุที่โฟกัสได้อย่างราบรื่น สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวาง และวางแผนการบินอัตโนมัติได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้า รวมทั้งได้เพิ่มความปลอดภัยและออปชันเพิ่มเติม

แอป DJI Fly สำหรับตัดต่อวิดีโอได้โดยง่าย ด้วยการรวมชุดเครื่องมือการตัดต่อจากแอป DJI Mimo และสามารถเข้าถึงการตั้งค่าได้ด้วยตัวเอง การเรียกใช้ฟังก์ชันขั้นสูงและใช้เทมเพลตสำเร็จรูปที่ช่วยให้สร้างผลงานในแบบมืออาชีพได้ในเวลาไม่กี่วินาที

รีโมตคอนโทรลสำหรับนักบิน ได้รับการออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อสามารถใช้มือจับได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้นและอายุแบตเตอรียาวนานถึง 240 นาที พร้อมด้วยแคลมป์ล็อกแบบใหม่ที่ช่วยให้ติดตั้งสมาร์ตโฟนได้รวดเร็วและง่ายดาย รวมทั้งได้ปรับปรุงเสาอากาศให้ดีขึ้นด้วย

ND Filter (ฟิลเตอร์ลดประมาณแสง) Mavic Air 2 รองรับการติดตั้ง ND filter ได้ 2 ชุด เพื่อช่วยควบคุมการเปิดรับแสง โดยมีให้เลือก ได้แก่ ชุด ND 16/64/256 ใช้ในการปรับความเร็วชัตเตอร์และในสภาพแสงที่สูง รวมทั้งชุด ND 4/8/32 ช่วยให้ได้ภาพที่ดูสดใสแม้มีค่า ISO ต่ำ

หมายเหตุ รูปถ่ายในโหมด SmartPhoto จะมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, วิดีโอ 8K จะต้องถ่ายเฉพาะกับโหมด Free และ Waypoint เท่านั้น, เป็นไปตามข้อกำหนดคลื่นความถี่วิทยุของรัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับในท้องถิ่นเสมอและบินในสายตาที่มองเห็น, นโยบายท้องถิ่นบางประเทศไม่รองรับการส่งสัญญาณด้วยคลื่นความถี่ 5.8 GHz, สามารถบินในมุม 9 องศาด้วยความเร็ว 5.1 ม./วินาทีโดยไม่มีลม, APAS 3.0 และ FocusTrack ไม่สามารถใช้งานได้ในขณะบันทึกวิดีโอ 4K ที่ 60, 50 และ 48 fps, 2.7K ที่ 60, 50 และ 48 fps และ 1080p ที่ 120 และ 240 fps, ตรวจวัดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ด้วยโทรศัพท์ Android ในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากการรบกวน และฟิลเตอร์ ND16 / 64/256 รวมอยู่ในชุดอุปกรณ์เสริม Fly More Combo ส่วนฟิลเตอร์ ND4/8/32 สามารถซื้อแยกต่างหาก

ที่มา : dji

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส