รวมภาพเด็ดจาก Spitzer กล้องอวกาศปลดประจำการล่าสุด กับเรื่องน่าทึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

หลังจากปฏิบัติภารกิจเกือบ 17 ปี ก็ได้เวลาที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ (Spitzer Space Telescope) ปลดประจำการไปเมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา แต่ล่าสุดนาซาก็ยังนำบรรดาภาพน่าทึ่งที่ได้จากกล้องตัวนี้มาวิเคราะห์และพบสิ่งที่น่าสนใจได้อีกเรื่อง และนั่นก็ช่วยกระตุ้นเตือนให้เรานึกขึ้นมาได้ว่า มันได้ช่วยเปิดโลกอินฟราเรดให้นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์ และค้นพบสิ่งใหม่ ๆ อีกมากมายในจักรวาล ตลอดช่วงการทำงานที่ผ่านมา

และเพื่อตอกย้ำถึงความน่าว้าวและการปฏิบัติหน้าที่อันดีเยี่ยมของกล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ เราจึงรวบรวมภาพเด็ดที่นอกจากจะสวยงามแล้วยังเป็นภาพที่ช่วยไขคำตอบ ทำให้นักดาราศาสตร์ได้ข้อมูลความรู้ใหม่จากอวกาศด้วย  

หลังจาก Spitzer เดินทางขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2003 (เพิ่งครบรอบ 17 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง) สปิตเซอร์ก็ได้ปฏิบัติภารกิจบันทึกภาพมากมายเคียงบ่าเคียงไหล่กับ 3 กล้องโทรทรรศน์อวกาศอันยิ่งใหญ่ของนาซา อันได้แก่ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble Space Telescope) กล้องโทรทรรศน์อวกาศจันทรา (Chandra X-ray Observatory) และกล้องโทรทรรศน์อวกาศคอมป์ตัน (Compton Gamma Ray Observatory) แต่ละกล้องมีหน้าที่เก็บข้อมูลในช่วงคลื่นที่แตกต่างกันไป และด้วยการทำงานร่วมกันนี้ ก็ช่วยให้เราได้ภาพจักรวาลที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพื่ออำลากล้องดังกล่าว ในวันที่กล้องโทรทรรศน์เข้าสู่เซฟโหมด และหยุดปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด โทมัส เซอร์บูเชน (Thomas Zurbuchen) ผู้ช่วยผู้ดูแลภารกิจวิทยาศาสตร์ของนาซาถึงกับกล่าวว่า

“สปิตเซอร์ได้ให้แง่มุมใหม่ของจักรวาลแก่เรา และทำให้เราก้าวหน้าไปอีกหลายขั้นในการทำความเข้าใจจักรวาล กล้องโทรทรรศน์นี้ยังทำให้เกิดคำถามสำคัญใหม่ ๆ ค้นพบวัตถุน่าสงสัยน่าศึกษาอีกหลายวัตถุ ทั้งยังช่วยสร้างแผนที่ที่เผยให้เห็นเส้นทางสำหรับการค้นคว้าต่อไปในอนาคต และยังคงสร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ต่อแวดวงวิทยาศาสตร์ แม้ภารกิจสิ้นสุดลงไปแล้วอย่างแน่นอน”

และมันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ 

ภาพส่งตรงจากสปิตเซอร์กับการค้นพบที่น่าทึ่ง

‘Rho Oph’ เมฆมืดแห่งการกำเนิด

2008 – ด้วยเหตุที่แสงอินฟราเรดสามารถทะลุผ่านกลุ่มก๊าซและฝุ่นละอองได้ดีกว่าแสงที่มองเห็นได้ สปิตเซอร์จึงสำรวจลึกเข้าไปในพื้นที่ที่ดวงดาวถือกำเนิดซึ่งกล้องอื่นไม่เคยสำรวจได้มาก่อน และนั่นก็ทำให้เราได้พบกับแสงของดาวแรกเกิดในกลุ่มเมฆมืด Rho Ophiuchi

นักดาราศาสตร์เรียกกล่มเมฆฝุ่นนี้สั้น ๆ ว่า ‘Rho Oph’ ถือเป็นหนึ่งในบริเวณดาวฤกษ์ก่อตัวที่อยู่ใกล้ระบบสุริยะของเราที่สุด ในตำแหน่งที่ใกล้กับกลุ่มดาวแมงป่อง (Scorpius) และกลุ่มดาวคนแบกงู (Ophiuchus) ห่างจากโลกประมาณ 410 ปีแสงเท่านั้น

Rho Oph ประกอบด้วยเมฆโมเลกุลไฮโดรเจนขนาดใหญ่ อันเป็นโมเลกุลสำคัญช่วยให้ดวงดาวใหม่ก่อตัวขึ้นจากก๊าซคอสมิคที่เย็นเยียบ การศึกษาล่าสุดโดยใช้การสังเกตรังสี X-ray และอินฟราเรดร่วมกัน พบว่า มีดาวฤกษ์อายุน้อยกว่า 300 ดวงอยู่ภายใน มีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 300,000 ปีซึ่งยังถือว่าอายุน้อยมาก ๆ เข้าขั้นทารกเลยทีเดียว เมื่อเทียบกับดาวฤกษ์ที่เก่าแก่ที่สุดบางดวงของจักรวาลซึ่งมีอายุมากกว่า 12 พันล้านปี ทั้งอายุและระยะห่างจากโลกที่น้อยนิด จึงทำให้มันเป็นที่นิยมสำหรับบรรดานักดาราศาสตร์ที่ต้องการศึกษาการก่อตัวของดวงดาว

ภาพนี้ผ่านการย้อมสี (false-color image) ช่วยทำให้เรารายละเอียดของภาพได้ดียิ่งขึ้น โดยแต่ละสีสะท้อนถึงอุณหภูมิสัมพัทธ์ และสถานะวิวัฒนาการของดวงดาวต่าง ๆ ดาวที่อายุน้อยที่สุดจะล้อมรอบไปด้วยแก๊สฝุ่นจุดสีแดงในภาพแสดงถึงระบบของดาวรุ่นใหม่ นอกจากนี้ ดาวฤกษ์อายุน้อยบางดวงยังล้อมรอบด้วยเนบิวลาขนาดหย่อม ส่วนดาวที่มีวิวัฒนาการขึ้น หรือโตขึ้นมาอีกหน่อย ก็จะมีการปล่อยสสารบางอย่างออกมา ซึ่งเราจะเห็นเป็นสีน้ำเงิน

เนบิวลาสีขาวที่ยื่นออกมาตรงกลางด้านขวาของภาพส่องสว่างในช่วงคลื่นอินฟราเรดอย่างมาก เนื่องจากความร้อนจากฝุ่นของดาวฤกษ์อายุน้อยที่สว่างใกล้ขอบด้านขวาของเมฆ เฉดสีหลากหลายที่กระจายไปทั้งภาพขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ องค์ประกอบ และขนาดของเม็ดฝุ่น ดาวฤกษ์ที่กำลังก่อตัวขึ้นส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเมฆสีเข้มบริเวณตรงกลางด้านล่างและด้านซ้ายของภาพ

กาแล็กซีไกลสุดที่เราสำรวจได้กับความจริงอันน่าตะลึง

2011- ไม่ใช่แค่กลุ่มดาวอายุน้อยที่อยู่ใกล้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศสปิตเซอร์ ยังช่วยให้นักดาราศาสตร์ตรวจพบกลุ่มกาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลสุด ๆ ที่เรียกว่า COSMOS-AzTEC3 อีกด้วย นักดาราศาสตร์จัดให้กาแล็กซีนี้อยู่ในกลุ่มโปรโต – คลัสเตอร์ที่อยู่ห่างไกลที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบในเวลานั้น 

กว่าแสงจากกาแล็กซีกลุ่มนี้จะเดินทางมาถึงโลก ต้องใช้เวลามากกว่า 12.6 พันล้านปีเลยทีเดียว และเมื่อเทียบกับอายุของเอกภพที่คาดว่าอยู่ราว ๆ 13.7 พันล้านปี นั่นก็หมายความว่า แสงจากกาแล็กซีอันไกลโพ้นนี้ จะช่วยให้ให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจได้มากขึ้นว่า กาแล็กซีก่อตัวและวิวัฒนาการมาอย่างไร และช่วงต้น ๆ ของเอกภพเป็นอย่างไร นอกจากนี้ยังพบว่า กระจุกดาวนี้เต็มไปด้วยการก่อตัวของดาวฤกษ์อย่างรุนแรง ทั้งยังมีหลุมดำขนาดมหึมาอีกด้วย ช่วยกระตุ้นให้บรรดานักดาราศาสตร์ทั่วโลกใช้กล้องโทรทรรศน์อีกหลายตัว หันไปศึกษา COSMOS-AzTEC3 กันอย่างลงลึกอีกด้วย

(คลิกอ่านหน้า 2 กดด้านล่างเลย)