รวมภาพเด็ดจาก Spitzer กล้องอวกาศปลดประจำการล่าสุด กับเรื่องน่าทึ่งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ศึกษาระบบดาวที่ใหญ่ที่สุด ที่คาดว่าน่าจะมีมนุษย์ต่างดาวอยู่

2018 – ในบรรดาระบบดาว ระบบTRAPPIST-1 ที่ประกอบด้วยดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลก 7 ดวงโคจรรอบดาวฤกษ์ถือเป็นระบบดาวที่มีดาวเคราะห์ขนาดเท่าโลกจำนวนเยอะที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา ระบบดาวเคราะห์ที่น่าทึ่งนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจและความใคร่รู้ให้กับนักวิทยาศาสตร์และผู้ที่ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก เพราะมีดาวเคราะห์ที่อยู่ใน “เขตที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้ (habitable zone)” ถึง 3 ดวง คือน่าจะมีอุณหภูมิเหมาะสม ทำให้น้ำอยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวบนพื้นผิวดาวเคราะห์ได้ การค้นพบนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะของเรา

จากการสังเกตระบบ TRAPPIST-1 เป็นเวลานานกว่า 500 ชั่วโมงด้วยกล้องโทรทรรศน์สปิตเซอร์ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ระบุจำนวนดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดาวฤกษ์ตามข้อมูลข้างต้นได้ เนื่องจากการศึกษาในช่วงอินฟราเรดยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการศึกษาดาว TRAPPIST-1 ซึ่งเย็นกว่าดวงอาทิตย์ของเรามาก ทำให้นักวิทยาศาสตร์สังเกตเห็นการลดลงของแสงที่เกิดขึ้นเพียงเล็กขึ้น ขณะที่ดาวเคราะห์ทั้ง 7 ดวงเคลื่อนผ่านผ่านหน้าดาวฤกษ์ไปได้ นอกจากนี้ ข้อมูลจากสปิตเซอร์ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์รู้ขนาดและมวลของดาวเคราะห์เหล่านี้มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ตัดตัวเลือกและตีกรอบความน่าจะเป็นของสสารต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของดาวเคราะห์ให้แคบลง

แผนภูมินี้แสดงให้เห็นดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดของ TRAPPIST-1 พร้อมข้อมูล อาทิ คาบการโคจร ระยะทางจากดาว รัศมี มวล ความหนาแน่น และแรงโน้มถ่วงที่พื้นผิวเมื่อเทียบกับโลก ตัวเลขเหล่านี้ได้จากภารกิจสำรวจระบบTRAPPIST-1 ของสปิตเซอร์ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2018

สำหรับแถวล่างของภาพ แสดงตัวเลขของข้อมูลในรูปแบบเดียวกันของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะชั้นในของเรา ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก และดาวอังคาร จะเห็นว่า ดาวเคราะห์ในระบบ TRAPPIST-1 โคจรรอบดาวฤกษ์ของตนอย่างใกล้ชิด โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ 1.5 – 20 วันเท่านั้น ซึ่งสั้นกว่าช่วงเวลาของดาวพุธซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ในรอบ 88 วันเสียอีก

ปิดท้ายด้วยภาพผลงานและการวิเคราะห์ล่าสุดที่เผยให้เราเห็นว่า ‘โรงงานผู้ผลิตดาว’ มีหน้าตาเป็นเช่นไร

และแม้สปิตเซอร์ปลดระวางไปเมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา นาซาก็ได้นำภาพเนบิวลา W51 จากกล้องดังกล่าวมาวิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลที่น่าสนใจออกมาเพิ่มเติม 

W51 เป็นพื้นที่ก่อตัวของดาวที่มีการเคลื่อนไหวมากที่สุดแห่งหนึ่งในกาแลคซีทางช้างเผือก พบครั้งแรกเมื่อปี 1958 ด้วยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 17,000 ปีแสงในทิศทางของกลุ่มดาวนกอินทรี (Aquila) เมื่อสังเกตจากโลก มันแทบจะมองไม่เห็นด้วยกล้องโทรทรรศน์ที่สังเกตการณ์ใรช่วงแสงที่ตามองเห็น เพราะมีเมฆฝุ่นกั้นระหว่างW51 และโลก แต่เมื่อสปิตเซอร์ตรวจจับอินฟราเรดไปที่ W51 ก็ก่อให้เกิดภาพสุกสว่างที่น่าประทับใจนี้ เพราะมันปล่อยอินฟราเรดเทียบเท่ากับดวงอาทิตย์ 20 ล้านดวงเลยทีเดียว

“โรงงานผลิตดวงดาว” เช่นนี้ สามารถดำเนินการได้เป็นล้านปี บริเวณโพรงสีแดงทางด้านขวาของ W51 นั้นมีอายุมากกว่าส่วนอื่นของภาพ เห็นได้ชัดจากการที่มันถูกลมจากดาวฤกษ์มวลมาก (อย่างน้อย 10 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ของเรา) พัดพาไป เมื่อดาวเหล่านั้นตายและระเบิดเป็นซูเปอร์โนวา ฝุ่นและก๊าซในพื้นนี้จะถูกกวาดไปรอบ ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ ในเนบิวลาที่อายุน้อยกว่าทางด้านซ้าย ดาวจำนวนมากเพิ่งเริ่มกำจัดก๊าซและฝุ่นออกไปในลักษณะเดียวกับที่ดาวฤกษ์ที่มีอายุมากกว่าได้ทำมาก่อนหน้า เห็นได้ชัดว่าดาวรุ่นใหม่หลายดวงกำลังอยู่ในกระบวนการสร้างฟองอากาศที่ว่างเปล่ารอบตัว

บริอันนา ไบเดอร์ (Breanna Binder) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์และดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (California State Polytechnic University) ผู้ซึ่งศึกษาวงจรชีวิตของดาวมวลสูงกล่าวว่า “ภาพที่น่าตื่นตานี้ถูกถ่ายเมื่อปี 2004 แต่เมื่อร่วมกับข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์เสริมอื่น ๆ จำนวนมาก ก็ทำให้เราเข้าใจว่าดาวมวลมหาศาลก่อตัวขึ้นอย่างไรในทางช้างเผือก และลมและรังสีอันทรงพลังของพวกมันมีปฏิกิริยาอย่างไรกับสภาพแวดล้อมที่เหลืออยู่หลังจากนั้น”

และนี่เป็นเพียงการคัดสรรเรื่องราวการค้นพบอันน่าทึ่งบางส่วนที่ได้จากกล้องโทรทรรศน์ที่เพิ่งเกษียณไปเท่านั้น ยังมีภาพและเรื่องราวน่าทึ่งที่สปิตเซอร์ได้ฝากความประทับใจและองค์ความรู้ให้แก่ชาวโลกอีกมากมาย หากสนใจสามารถเข้าไปสืบค้นผ่านทางคลังข้อมูลได้จากเว็บของสปิตเซอร์ในลิงก์นี้เลย

บ้ายบายสปิตเซอร์ เราจะคิดถึงนายนะพวก ถึงในอนาคตคตจะมีกล้องน้องใหม่มาช่วยสำรวจจักรวาลแต่เราจะไม่ลืมคุณประโยชน์มากมายที่นายสร้างไว้ให้แก่โลกเลย

อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส