เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดงาน “Devialet Heritage Showcase” ที่จัดโดย เดโค 2000 (Deco 2000) งานนี้จัดขึ้นที่ร้าน Devialet by Deco2000 ชั้น 3 สยาม ทาคาชิมายะ ไอคอนสยาม โดยตัวงานจะจัดแสดงยาวไปจนถึงวันที่ 14 มกราคมนี้

คอนเซ็ปต์ของงานคือ “From the Origin of Sound to Its Ultimate Evolution” ซึ่งเป็นการเล่าเส้นทางกว่า 15 ปีของแบรนด์เครื่องเสียงจากฝรั่งเศสเจ้านี้ ว่ากว่าจะมาเป็นลำโพง Phantom ที่เราคุ้นตากัน เขาผ่านอะไรมาบ้าง

ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นที่ปารีส
บรรยากาศในงานมีการจัดแสดง Product Heritage Table ที่วางผลิตภัณฑ์รุ่นสำคัญๆ เรียงรายให้ดูวิวัฒนาการ ไฮไลต์ของวันเปิดงานคือเซสชันของ คุณ Ivan Setiono (Head of Sales – APAC) ที่มาเล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังแบบเห็นภาพ

คุณ Ivan พาย้อนไปถึงปี 2010 ในห้องแล็บที่ปารีส จุดกำเนิดของ Devialet D-Premier เครื่องขยายเสียงตัวแรกที่มาพร้อมแนวคิดที่น่าสนใจมาก คือการพยายามเอาข้อดีของสองโลกมารวมกัน ได้แก่ “ความนุ่มนวลของ Analog (Class A)” และ “ความแม่นยำกะทัดรัดของ Digital (Class D)” จนเกิดเป็นเทคโนโลยีสิทธิบัตรที่ชื่อว่า ADH® (Analog Digital Hybrid) ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญของแบรนด์มาจนถึงทุกวันนี้
สิ่งที่ทำให้งานนี้น่าสนใจสำหรับคนชอบเครื่องเสียง คือการอธิบายเบื้องหลังเทคโนโลยีหลัก 4 อย่างที่อยู่ในลำโพง Phantom ซึ่งทำให้เสียงของเขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
- ADH®: หัวใจหลักที่เป็นลูกผสมระหว่าง Analog และ Digital เพื่อคุณภาพเสียงที่ครบถ้วน
- SAM® (Speaker Active Matching): ตัวช่วยให้ลำโพงขยับตามสัญญาณต้นฉบับได้อย่างแม่นยำ
- HBI® (Heart Bass Implosion): เทคโนโลยีที่ทำให้ลำโพงตัวแค่นี้ แต่เบสลงลึกและหนักแน่น
- ACE® (Active Cospherical Engine): ดีไซน์ทรงกลมที่ไม่ได้ทำมาแค่ให้สวย แต่เพื่อกระจายเสียงรอบทิศทางได้อย่างสมบูรณ์


ลองฟังของจริง: Devialet Phantom Ultimate
พระเอกของงานนี้ต้องยกให้รุ่นล่าสุด Devialet Phantom Ultimate ครับ สเปกที่เคลมไว้คือช่วงความถี่กว้างมาก ตั้งแต่ 14Hz ไปจนถึง 35kHz และมีความเพี้ยนต่ำมาก
หากได้ลองฟังในโหมด Monitoring (โหมดที่เน้นความเที่ยงตรงแบบสตูดิโอ) ความรู้สึกที่ได้คือความ “สมจริง” ครับ มันไม่ใช่แค่เสียงดังหรือเบสหนัก แต่เราได้ยินรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างเสียงลมหายใจหรือแรงสั่นสะเทือนที่ศิลปินตั้งใจใส่มา ทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า “Alive With Sound” ที่เขาใช้เป็นธีมงานได้ชัดเจนขึ้น
ช่วงท้ายงานมีการแสดงมินิโชว์จากวง Lipta ซึ่งความพิเศษคือเสียงดนตรีทั้งหมดที่ผู้ร่วมงานได้ยิน ถูกขับผ่าน Devialet Phantom Ultimate ล้วน ๆ
ทางวงได้แชร์มุมมองในฐานะศิลปินว่า การที่ลำโพงสามารถถ่ายทอดอารมณ์เพลงได้ตรงกับที่คนทำเพลงตั้งใจสื่อสารนั้นสำคัญแค่ไหน ซึ่งโชว์นี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อเทคโนโลยีทางวิศวกรรมมาเจอกับศิลปะทางดนตรี มันช่วยสร้างประสบการณ์การฟังที่มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้จริง ๆ
ใครที่สนใจเรื่องเครื่องเสียง หรืออยากลองฟังวิวัฒนาการเสียงระดับไฮเอนด์ด้วยตัวเอง งานยังจัดแสดงอยู่ที่ไอคอนสยามจนถึงวันที่ 14 มกราคม 2026 นี้ครับ








