หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายกว่า 70 องค์กร ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนชั้นนำ และภาคประชาสังคม ร่วมประกาศปฏิญญาขับเคลื่อน ‘ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)’ เพื่อยกระดับความโปร่งใสและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากต้นเหตุอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการสร้างมาตรฐานใหม่ในห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรสำคัญ อาทิ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อย ผ่านการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ระบบบล็อกเชน (Blockchain) และข้อมูลดาวเทียมเพื่อตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) และพิกัดแปลงเพาะปลูก เพื่อยืนยันว่าวัตถุดิบทั้งหมดไม่ได้มาจากการเผาหรือการบุกรุกพื้นที่ป่า
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผนึกกำลังภาคีเครือข่ายตลอดห่วงโซ่อุปทานเกษตรและอาหาร ตั้งแต่กลุ่มผู้จัดหาวัตถุดิบหลัก (ข้าว ข้าวโพด อ้อย) ไปจนถึงผู้แปรรูปและส่งออก โดยมีการประกาศปฏิญญาร่วมกันระหว่างภาครัฐอย่างกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงทรัพยากรฯ ร่วมกับภาคเอกชนชั้นนำ อาทิ มิตรผล, เนสท์เล่, ข้าวหงษ์ทอง, ข้าวตราฉัตร และเครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยสถาบันการศึกษา (จุฬาฯ, มก.) หน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานสากล และองค์กรภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างยั่งยืนโดยมี ธ.ก.ส. และ BEDO ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภาคธุรกิจได้แสดงเจตจำนงในการบังคับใช้มาตรการจัดซื้อที่เข้มงวด โดยปฏิเสธการรับซื้อผลผลิตจากแหล่งที่ไม่สามารถตรวจสอบที่มาได้ ทั้งนี้เพื่อผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกระบวนการผลิตตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งมีหน่วยงานอิสระภายนอกร่วมตรวจสอบและรับรองความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งนอกจากจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยให้สอดคล้องกับกฎระเบียบและมาตรฐานการค้าระดับสากลในระยะยาว

โดยภายในงาน เหล่าภาคีเครือข่ายทุกท่านบนเวทีก็ได้ร่วมกล่าวคำปฏิญญาร่วมกัน เพื่อให้ทุกคนยึดมั่นและตั้งใจสร้างผลงาน และร่วมมือกันนำเทคโนโลยีระบบตรวจสอบย้อนกลับให้ได้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ทำความรู้จักแอปฯ AXONS Trace
ภายได้งานได้มีการจัดการเสวนาสั้น ๆ เพื่อให้ได้ทำความรู้จักกับ AXONS TRACE ให้หลากหลายมุมมากขึ้น
ระบบ AXONS Trace พัฒนาขึ้นโดยบริษัท AXONS เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการตรวจสอบการเผาพื้นที่เกษตรกรรม โดยเปลี่ยนจากการสุ่มตรวจเป็นการใช้เทคโนโลยีที่ชัดเจน เริ่มตั้งแต่กระบวนการลงทะเบียนเกษตรกรด้วยระบบ KYC (Know Your Customer) ที่ต้องสแกนใบหน้าผ่าน AI เพื่อยืนยันตัวตนและป้องกันการสวมสิทธิ์ เมื่อเกษตรกรทำการตีแปลงหรือระบุพิกัดแปลงปลูก ระบบจะดึงข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังมาตรวจสอบประวัติการเผาหรือการบุกรุกป่าในทันที นอกจากนี้ยังมีการมอนิเตอร์แบบ Real-time โดยใช้ AI ร่วมกับดาวเทียมติดตามพื้นที่ใน 4 ระยะสำคัญ คือ ก่อนปลูก, ระหว่างปลูก, หลังเก็บเกี่ยว และจังหวะที่เกิดจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อแยกกลุ่มเกษตรกรที่ ‘ไม่เผา’ ออกจากกลุ่มที่ยังมีการเผาอย่างชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ในมุมมองของ Chain of Custody หรือการจัดการห่วงโซ่การครอบครอง ระบบ Traceability จะสมบูรณ์ได้ต้องมีการจัดการตลอดห่วงโซ่เพื่อให้ตรวจสอบกลับได้จริง ผลผลิตทุกล็อตที่เข้าสู่ระบบต้องระบุแหล่งที่มาได้ว่ามาจากแปลงใด ใครเป็นผู้ปลูก และมีกิจกรรมการผลิตอย่างไร โดยมีจุดรับซื้อเป็นกลไกสำคัญที่เอเจนต์หรือผู้ซื้อสามารถตรวจสอบประวัติย้อนหลังได้ทันทีว่าผลผลิตนั้นผ่านเกณฑ์ ‘ไม่เผา’ มาจริงหรือไม่ ความโปร่งใสของข้อมูลที่ถูกร้อยเรียงเป็นเส้นเรื่องเดียวกันตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางนี้ ช่วยให้ภาคเอกชนสามารถยืนยันความยั่งยืนของสินค้าต่อสังคมได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคในฐานะปลายน้ำก็มีบทบาทสำคัญผ่านความรับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility) ซึ่งอาจรวมถึงการยอมรับราคาที่สะท้อนต้นทุนการตรวจสอบ เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้เกษตรกรต้นน้ำยุติการเผาอย่างยั่งยืน













