ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Health

เดจาวู ! ‘เอริกเซน’ วูบกลางสนามซ้ำสอง ปลุกคำถาม เป็นโรคหัวใจ ทำไมยังเตะบอลได้ ?

Table of Content

ภาพข่าวที่เผยให้เห็นอาการหมดสติของคริสเตียน เอริกเซน (Christian Eriksen) นักฟุตบอลชื่อดัง อายุ 34 ปี ชาวเดนมาร์ก ที่เคยค้าแข้งกับสโมสรดังมานับไม่ถ้วน ได้สร้างความกังวลให้กับแฟนบอลทั่วโลก หลังในเกมอุ่นเครื่องกระชับมิตรระหว่างทีมชาติเดนมาร์กและทีมชาติยูเครนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา

โดยเจ้าตัวได้วูบล้มกลางสนามแข่ง ท่ามกลางสายตาของเพื่อนนักเตะ และแฟนบอลทั่วโลก ก่อนจะกลับมามีสติอีกครั้ง และออกจากสนามด้วยตัวเอง เบื้องต้นสมาคมฟุตบอลเดนมาร์กได้แจ้งข้อมูลว่า นักเตะปลอดภัยดี และอยู่ระหว่างการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม ภาพนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่สำหรับเอริกเซนแล้ว นี่คือสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อปี 2021 ในการแข่งขันยูโร 2020 ที่เขาได้วูบล้มพับไปในขณะที่กำลังวิ่งรับส่งลูกบอลในสนาม สร้างความสะเทือนใจทันทีหลังมีการเปิดเผยข้อมูลว่าเขามีอาการหัวใจหยุดเต้น เหตุการณ์ในวันนั้นแพทย์ได้วินิจฉัยว่าเขามีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับ เอโดอาร์โด โบเว (Edoardo Bove) นักเตะชาวอิตาลี ที่หมดสติกลางสนามแข่งเมื่อปี 2024 เช่นเดียวกัน และทั้งหมดนี้ทำให้เกิดคำถามที่ว่าอะไรที่เป็นสาเหตุ แล้วทำไมนักฟุตบอลที่มีอาการป่วยเกี่ยวกับหัวใจถึงยังสามารถลงเตะได้ ? 

สาเหตุโรคหัวใจที่พบในนักฟุตบอล

หากเจาะลึกไปถึงสาเหตุแล้วนั้น ผลการศึกษาล่าสุดจากสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American College of Cardiology) พบว่า ภาวะบางประการ เช่น หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmias) มีโอกาสพบในนักฟุตบอลมากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า

นอกจากนี้ ปัญหาด้านหลอดเลือดหัวใจอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของหัวใจ ก็พบได้มากขึ้นในกลุ่มนักฟุตบอลเช่นกัน ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากสมาคมจังหวะการเต้นหัวใจ (Heart Rhythm Society) ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจนั้นรวมไปถึงความผิดปกติทางโครงสร้างและการทำงานของระบบหลอดเลือดหัวใจด้วย

นพ. รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ได้เปิดเผยข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยได้ระบุว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันจนนำไปสู่การเสียชีวิตกะทันหันในกลุ่มนักกีฬา มีอัตราการพบอยู่ที่ประมาณ 1–2 รายต่อแสนราย ซึ่งสาเหตุสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ 

1. กลุ่มโรคหัวใจที่มีความผิดปกติทางโครงสร้างอย่างชัดเจน (Structural Heart Disease)

โดยทั่วไปโรคในกลุ่มนี้ เช่น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (HCM) โรคหัวใจโต หรือโรคลิ้นหัวใจพิการ มักจะถูกตรวจคัดกรอง (Screening) ในกลุ่มนักกีฬาอาชีพมาอย่างดีแล้วจึงไม่ค่อยหลุดรอดการตรวจ แต่ก็อาจมีพยาธิสภาพบางประการที่ตรวจพบได้ยากและต้องอาศัยการตรวจพิเศษเฉพาะทางเพิ่มเติม ได้แก่ โรคหลอดเลือดหัวใจผิดปกติแต่กำเนิด (Anomalous Coronary Artery) เป็นภาวะที่ทางเดินของหลอดเลือดหัวใจวางตัวผิดตำแหน่งมาตั้งแต่เกิด โดยไปเดินลอดอยู่ระหว่างหลอดเลือดแดงใหญ่สองเส้น (Aorta และ Pulmonary Artery) ส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจโดนบีบรัดอย่างรุนแรงในขณะที่ออกกำลังกาย โรคผนังหลอดเลือดหัวใจแข็ง (Atherosclerosis) มักพบในนักกีฬาที่เริ่มมีอายุ โดยเฉพาะรายที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ภาวะไขมันในเลือดสูง

2. กลุ่มโรคที่ไม่พบความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจ (Non-structural Heart Disease)

กลุ่มนี้เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบไฟฟ้าหัวใจ ซึ่งไม่สามารถตรวจพบได้ด้วยวิธีทั่วไปอย่างการทำอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram), การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ตัวอย่างเช่น กลุ่มอาการใหลตาย หรือโรคคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติที่นำไปสู่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงเฉียบพลัน, ภาวะเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติรุนแรง เช่น ระดับโพแทสเซียม (Potassium) หรือแมกนีเซียม (Magnesium) ในเลือดต่ำมาก ๆ จนส่งผลต่อการนำไฟฟ้าของหัวใจ

ภาวะหัวใจหยุดเต้นจากการกระแทกเฉียบพลัน (Commotio Cordis) เป็นภาวะที่เกิดจากการถูกกระแทกบริเวณหน้าอกอย่างรุนแรงและถูกจังหวะเวลา (Timing) ที่แม่นยำพอดี ส่งผลให้เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรในหัวใจทันที ภาวะนี้มักพบได้บ่อยในกลุ่มนักกีฬาที่อายุน้อย

ฟุตบอลเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจจริงหรือไม่ ?

หากมองแค่ตัวกิจกรรมการเล่นฟุตบอลเพียงอย่างเดียว ถือว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะส่งผลต่อการพัฒนาของโรคหลอดเลือดหัวใจในกลุ่มผู้เล่นปัจจุบันและผู้เล่นที่เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพแล้ว แต่ความเครียดที่เกี่ยวข้องกับการเล่นฟุตบอลอาชีพ ตลอดจนพันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต ต่างมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่ออัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในนักฟุตบอล 

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประโยชน์ของการเล่นฟุตบอลก็สามารถป้องกันโรคหัวใจและสมองขาดเลือดได้เช่นกัน เนื่องจากหลอดเลือดในผู้ที่ออกกำลังกายจะมีความยืดหยุ่นดี มีโอกาสเกิดหลอดเลือดแข็งตีบตันได้น้อย ไขมันในเลือดก็ลดลงจากการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงหัวใจและสมองไม่ตีบตัน โอกาสที่จะเป็นโรคหัวใจขาดเลือดก็ลดน้อยลง 

เป็นโรคหัวใจ เตะบอลได้ไหม ?

การตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า “เป็นโรคหัวใจ เตะบอลได้ไหมนั้น” อย่างแรกควรเช็กว่ามีอาการอยู่ในขั้นไหน ความรุนแรงอยู่ในระดับใด เพราะถ้าจะให้พูดตรง ๆ การออกกำลังกายที่ไม่เหมาะสมกับร่างกายล้วนเกิดผลเสีย หากมีอาการป่วยควรเลือกวิธีการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับที่สภาวะของร่างกายรับไหว

กรณีของเอริกเซนนั้น ได้มีการวินิจฉัยของทางแพทย์ และการดูแลอย่างใกล้ชิด รวมถึงผ่านการประเมินความพร้อมทั้งด้านสภาพร่างกายอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานในการลงเล่นแต่ละนัด ทำให้ตัวเขาเองสามารถที่จะลงแข่งได้ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์หมดสติที่เกิดขึ้นขณะแข่งขันเป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ทั้งนี้ FIFA เองคงต้องรัดกุมและเพิ่มความปลอดภัยในการตรวจสอบดูแลสุขภาพของนักเตะให้มากขึ้น

ดังนั้นการจะบอกว่าผู้ป่วยโรคหัวใจไม่ควรออกกำลังกายหรือเตะบอลนั้น อาจจะไม่สามารถฟังธงได้ซะทีเดียว แต่การจะออกกำลังกายเหล่านี้ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โดยแพทย์จะพิจารณาถึงสภาพความพร้อม ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ และสรุปเป็นแนวทางการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับเราออกมา ซึ่งเราเองก็ควรปฏิบัติตาม และไม่รั้นในการออกกำลังกายเกินขอบเขตของตัวเอง หรือเกินไปกว่าที่แพทย์แนะนำ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง

พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

NVIDIA จับมือ SK hynix พัฒนาหน่วยความจำสำหรับ AI 

08/06/2026
Read More

เมื่อสมาร์ตโฟนกลายเป็นสายลับสองหน้า ล้วงพิกัดทหารสหรัฐฯ แบบเรียลไทม์ !

08/06/2026
Read More

จบดราม่าดึงสกอร์กลับ ! บอลโลก 2026 ใช้ AI สร้างอวตารนักเตะ 3 มิติ เช็กล้ำหน้าเป๊ะยันปลายนิ้ว

05/06/2026
Read More

เอเซอร์ เผยโฉมไลน์อัป Copilot+ PC ปี 2026 ซีรีส์ Swift และ Aspire ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยพลัง AI

05/06/2026
Read More

ผู้นำโลก VS เจ้าอวกาศ อีลอน รีดเงินเพนตากอน อัปค่า Starlink 5 เท่า !

05/06/2026
Read More

นักวิจัยใช้ AI ตรวจเลือดจางผ่าน ‘ดวงตา’ โดยไม่ต้องใช้เข็มเจาะเลือด 

05/06/2026
Read More

Related Content