อย่างที่ทั่วโลกทราบกันดีว่าไวรัสฮันตา (Hantavirus) ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 3 ราย ล่าสุด (13 พฤษภาคม 2026) มีการยืนยันแล้วว่าในจำนวนทั้งหมดของผู้โดยสารบนเรือสำราญลำต้นเหตุมีผู้ป่วยอย่างน้อย 9 ราย ทั้งนี้ WHO คาดว่าอาจจะพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไวรัสฮันตายังไม่มีวิธีรักษา แต่เว็บไซต์ Scientific American วารสารทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยข้อมูลว่าการบำบัดรักษาในหลายวิธีเริ่มส่งผลเป็นที่น่าพอใจในการศึกษาทดลองกับสัตว์
ความพยายามในการหาวิธีรักษาไวรัสด้วย ‘แอนติบอดี’
หลังจากเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสฮันตา กลุ่มวิจัยหลายแห่งกำลังเร่งพัฒนาการรักษาด้วยแอนติบอดีสำหรับไวรัสฮันตา แต่การขาดงบประมาณและความเร่งด่วนส่งผลให้การรักษาที่มีศักยภาพในมนุษย์ยังคงต้องใช้เวลาอีกหลายปี
ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์ก็กำลังทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุมการระบาดที่เริ่มขึ้นบนเรือสำราญเมื่อเดือนเมษายน 2026 ที่ผ่านมา ซึ่งจนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยยืนยันแล้วอย่างน้อย 9 ราย และเสียชีวิต 3 ราย มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะพบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีก
สถานการณ์รักษา ‘ไวรัสฮันตา’ ในปัจจุบัน
โดยปกติแล้ว ไวรัสฮันตาแพร่กระจายสู่มนุษย์ผ่านการสัมผัสกับสัตว์ฟันแทะที่ติดเชื้อ หรือสัมผัสกับมูลและปัสสาวะของสัตว์เหล่านั้น แต่ไวรัสแอนดีส (Andes virus) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักในการระบาดครั้งนี้ สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะเจาะจงสำหรับไวรัสฮันตา แพทย์จึงทำได้เพียงรักษาตามอาการและประคับประคองอาการเท่านั้น ตั้งแต่การให้ผู้ป่วยพักผ่อนและดื่มน้ำให้เพียงพอ ไปจนถึงการสอดท่อช่วยหายใจในรายที่มีอาการรุนแรงจนระบบหายใจบกพร่อง
แม้จะยังไม่พบวิธีที่จะรักษาไวรัสชนิดนี้ให้หายขาดได้ แต่ก็ยังพอมีความหวังเมื่อผู้เชี่ยวชาญระบุว่ายังมีแนวทางการรักษาที่มีความเป็นไปได้ที่จะมาช่วยรักษาผู้ป่วยอยู่
ความหวังทางรอด ‘ไวรัสฮันตา’ ถูกจุด และดับไปทันทีเมื่อไร้ทุน
โทนี่ ชาวนท์ซ (Tony Schountz) ศาสตราจารย์และนักวิจัยชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงด้านภูมิคุ้มกันวิทยาและจุลชีววิทยา จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด ได้ศึกษาการตอบสนองของแอนติบอดีต่อไวรัสฮันตาในสัตว์ฟันแทะมานานหลายปี
และเมื่อไม่นานมานี้ ทีมของเขาได้พุ่งเป้าไปที่การหาวิธีป้องกันหรือรักษาโรคนี้ในมนุษย์ โดยการใช้เซลล์เม็ดเลือดขาวจากมนุษย์ที่เคยติดเชื้อไวรัสฮันตา นักวิจัยได้ระบุแอนติบอดี (โปรตีนในระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถระบุและทำลายเชื้อโรคได้) ที่อาจสามารถต่อสู้กับไวรัสสายพันธุ์ต่าง ๆ ได้
หลังจากแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของแอนติบอดีในสัตว์แล้ว ชาวนท์ซระบุว่าขั้นตอนต่อไปคือการสร้างสายพันธุ์เซลล์ เพื่อใช้ในการผลิตแอนติบอดีในระดับใหญ่ จากนั้นจึงตามด้วยการศึกษาด้านความปลอดภัยและการทดลองในมนุษย์
แต่ขั้นตอนทั้งหมดนี้ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล นี่คือข้อจำกัดที่เกิดขึ้น และทำให้ทีมของเขาไม่สามารถที่ดำเนินการต่อได้ ท้ายที่สุดแม้เราจะมีทางเลือกที่มีศักยภาพพอที่จะพัฒนาเพื่อเป็นทางรอดของไวรัสได้ก็จริง แต่นั่นมันก็ต้องมาพร้อมเงินสนับสนุนด้วย ซึ่งจากข้อมูลของนักวิจัยอย่างชาวนท์ซเอง แน่นอนว่ายังไม่มี
อุปสรรคของการรักษาไวรัสฮันตา ไม่ใช่แค่เรื่องงบ ?
สาเหตุส่วนหนึ่งของการขาดงบประมาณคือความถี่ในการระบาดของไวรัสฮันตาที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แม้อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้ออาจสูงถึง 50% แต่ทั่วโลกมีการติดเชื้อเพียงประมาณ 10,000 รายต่อปี และส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเอเชียและยุโรปซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่รุนแรงน้อยกว่า ส่วนในสหรัฐอเมริกามีผู้ป่วยยืนยันไม่ถึง 1,000 รายในช่วงปี 1993-2023
นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ความหายากของโรคยังเป็นอุปสรรคต่อเหล่านักวิจัยอีกด้วย เพราะต่อให้ได้งบประมาณมาทำทดลองทางคลินิก แต่ปัญหาสำคัญเลยคือจะไปหากลุ่มประชากรที่ไหนมาทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนหรือวิธีรักษานี้
แต่แม้จะเร่งหาวิธีการรักษาใด ๆ ก็ตาม หลายคนอาจจะมองว่าช้าเกินไปแล้วสำหรับผู้ที่ติดเชื้อบนเรือสำราญในขณะนี้ เนื่องจากผู้โดยสารที่เหลือของเรือ MV Hondius เริ่มเดินทางกลับประเทศของตนแล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ทำได้เพียงกักตัวและรักษาแบบประคองเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าการหาวิธีรักษาจะถูกมองว่าสายไปแล้วสำหรับกลุ่มคนบนเรือสำราญหรือไม่ สุดท้ายการหาวิธีรักษาควรยังต้องดำเนินต่อไป เราไม่สามารถชะล่าใจหรือสบายใจได้แม้ WHO จะออกมาบอกว่าการระบาดไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าพวกเราไม่ได้บทเรียนอะไรมาจากการระบาดครั้งใหญ่ของโควิด-19 เลย
ท้ายที่สุดบทความนี้นอกจากนำเสนอความหวังทางรอดจากงานวิจัยที่อาจจะสำเร็จหรือไม่ก็ได้ แต่อย่างน้อยการวิจัยและทดลองเพื่อหาทางออกที่มีศักยภาพ ควรถูกสนับสนุนอย่างถูกต้องและเหมาะสม หวังว่าความสนใจจากทั่วโลกที่มีต่อไวรัสฮันตาจะส่งไปถึงผู้มีอำนาจที่สามารถกำหนดหรือออกนโยบายและให้การสนับสนุนกลุ่มทุนวิจัย เพื่อช่วยพัฒนาวิธีการรักษาที่ได้ผลและมีประสิทธิภาพต่อไป













