ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Read
| Features

‘ขาดมนุษย์ AI ก็ไปไม่รอด’ วิสัยทัศน์ CEO ไมโครซอฟท์ ต่ออนาคตองค์กร

Table of Content

‘A frontier without an ecosystem is not safe’

บทความยาวบน X ของสัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ซีอีโอไมโครซอฟท์ ที่เขียนเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันของพนักงานที่เป็นมนุษย์ภายใต้เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในมุมมองของเขา ซึ่งถือเป็นมุมมองที่แตกต่างจากที่เคยอ่าน ๆ มาและน่าสนใจเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ยังรีโพสต์ และ BT beartai ก็ไม่พลาด เราได้สรุปเนื้อหาสำคัญในบทความมาแปลให้ได้อ่านกัน 

  1. เมื่อก่อนเราใช้ระบบดิจิทัลมาเสริมศักยภาพของมนุษย์ แต่ในยุคนี้เราใช้รูปแบบของ Cognitive Loop หรือระบบเรียนรู้แบบหมุนเวียนระหว่างมนุษย์และดิจิทัล พอเป็นแบบนี้มันเลยเปลี่ยนวิธีคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานในองค์กร ความท้าทายในยุค AI ไม่ใช่การที่เราต้องตาม AI ให้ทัน แต่คือการที่องค์กรจะเรียนรู้ สร้างทรัพย์สินทางปัญญา สร้างความแตกต่าง และเติบโตต่อไปอย่างไร ในโลกที่โมเดล AI เรียนรู้และซึมซับความเชี่ยวชาญของมนุษย์รวมถึงองค์กรอยู่ตลอดเวลา – ง่าย ๆ คือแต่ละองค์กรต้องรักษาจุดเด่นและตัวตนขององค์กรที่ AI เลียนแบบไม่ได้
  1. ทุกองค์กรจะต้องสร้าง ‘Human Capital’ หรือทุนมนุษย์ และ ‘Token Capital’ หรือทุนโทเคน (AI) ทุนมนุษย์จะประกอบไปด้วยความรู้ การตัดสินใจ ความสัมพันธ์ ความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงความสามารถในการแยกแยะแพตเทิร์นของพนักงาน ในขณะที่ทุนโทเคนคือขีดความสามารถด้าน AI ที่บริษัทสร้างขึ้นและถือครองเป็นเจ้าของเอง
  1. แต่ไม่ได้หมายความว่าทุนมนุษย์จะสำคัญน้อยลงเมื่อทุนโทเคน (AI) พัฒนาขึ้นมาจนเก่งเทียบเท่ามนุษย์แบบนั้นนะ  เพราะบทบาททั้งสองนั้นเสริมสร้างกัน มนุษย์จะเป็นคนขับเคลื่อน AI และสร้าง ‘วงจรเรียนรู้’ ให้ AI อีกที คุณอาจจะส่งต่องานหรือแม้กระทั่งตำแหน่งงานให้ AI ทำแทนได้ แต่คุณไม่มีวันส่งต่อ ‘การเรียนรู้’ ของคุณให้มันทำแทนได้ อนาคตของบริษัทจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการสะสมและเพิ่มพูนการเรียนรู้นั้นร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI
  1. องค์กรต้องสร้างระบบที่เก็บรวบรวม ‘ความเก่งและประสบการณ์’ เอาไว้ เหมือนเป็นพนักงานอาวุโสของบริษัท ต่อให้ในอนาคตจะเปลี่ยนไปใช้โมเดล AI ของค่ายอื่นความรู้เชิงลึกขององค์กรก็จะไม่สูญหายไป บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องเปลี่ยน Workflow ความรู้เฉพาะทาง และการตัดสินใจที่สั่งสมมา ให้กลายเป็นระบบ AI ที่พัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการใช้งาน ระบบประเมินผลภายใน ควรชี้วัดได้ว่าโมเดลกำลังพัฒนาขึ้นตามผลลัพธ์ที่สำคัญต่อธุรกิจจริง ๆ ไม่ใช่แค่วัดตามมาตรฐานหรือเกณฑ์ทั่วไป
  1. ลูปการทำงานแบบนี้เป็น IP หรือทรัพย์สินทางปัญญาขององค์กรนั้น ๆ ทุก ๆ ครั้งที่มีการพัฒนา Workflow ให้ดีขึ้น การเทรน AI ก็จะดีขึ้นตามไปด้วย และก็จะยิ่งไปเร่งการสะสมความรู้เชิงลึกที่เฉพาะตัวต่อองค์กรนั้นทบไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าโลกมีโมเดล AI เพียงไม่กี่ตัว มูลค่าทั้งหมดก็จะไปกระจุกอยู่แค่นั้น ระบบเศรษฐกิจการเมือง จะไม่มีวันยอมสิ่งนี้แน่นอน เราไม่ควรให้ AI มาทำลายห่วงโซ่การทำงานมนุษย์จนทำให้อุตสาหกรรมแบบเดิมล่มสลาย ดังนั้นทุกธุรกิจต้องสร้าง AI ในฐานะ ‘เครื่องมือเพิ่มมูลค่าให้องค์กรและพนักงาน’ ไม่ใช่การปล่อยให้ AI มากลืนกินตัวตนขององค์กรไปจนหมด 
  1. ยุคแรกของโลกาภิวัตน์เศรษฐกิจทั่วโลกนั้นดูดีมาก แต่เบื้องหลังก็มีการเลิกจ้างและโยกย้ายเยอะมากเช่นกัน ผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนั้นยังคงส่งผลมายังปัจจุบัน อย่าให้เรานำวงจรแบบเดียวกันนั้นเข้ามาสู่ยุคของ AI ธุรกิจต้องไม่พึ่งพา AI ภายนอกจนสูญเสียอำนาจการต่อรอง แต่ต้องรีบเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของคนในองค์กร ให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาดิจิทัลที่บริษัทถือครองเอง เพื่อไม่ให้กลายเป็นผู้ถูกกลืนกินในท้ายที่สุด
  1. ในมุมมองของผม เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การแข่งกันสร้างโมเดล AI ที่เก่งที่สุดอยู่ไม่กี่ค่าย (Frontier Model) แต่คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานหรือระบบนิเวศ (Frontier Ecosystem) ที่ช่วยให้ทุกบริษัท ทุกเซกเตอร์ และทุกประเทศ สามารถนำ AI ไปพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของตัวเองได้

    แพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ยั่งยืนและมีคุณธรรม ต้องเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมระบบ (ผู้ใช้งานและพันธมิตรธุรกิจ) ได้รับผลประโยชน์และเติบโตได้มากกว่าตัวเจ้าของแพลตฟอร์มเอง ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาฮุบส่วนแบ่งการตลาดไว้คนเดียว
  1. “จงใช้ AI ขยายศักยภาพของคน ไม่ใช่เพื่อตัดคนออกจากระบบ” แทนที่คนจะตกงานเพราะ AI แต่ความเชี่ยวชาญและไหวพริบในการตัดสินใจของพนักงาน จะถูกนำไปฝังไว้ในระบบ AI ขององค์กร ทำให้ทักษะเหล่านั้นสามารถขยายผล และทำงานแทนคนได้ในวงกว้าง โดยมีพนักงานคนนั้นเป็นผู้ควบคุมอีกที เพราะนั่นคือทางรอดเดียวที่จะทำให้ทั้งธุรกิจ พนักงาน และสังคม เติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงในยุค AI Driven  

ความน่าสนใจคือ นาเดลลาไม่ได้บอกว่ามนุษย์​จะถูกทดแทนด้วย AI อย่างที่ใคร ๆ เป็นกังวล และไม่ได้บอกให้มนุษย์วิ่งตาม AI ให้ทัน แต่เป็นการบอกว่า ‘มนุษย์ควรรู้จักควมคุมการทำงาน และควบคุมการเรียนรู้ของ AI’ เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI ก็จะไม่พัฒนาไปไหนถ้าไม่ใช่ด้วยทักษะความคิดสร้างสรรค์และประสบการณ์การเรียนรู้ของมนุษย์อีกที ดังนั้นจงเริ่มสร้างระบบที่มนุษย์สอนโมเดล AI เพื่อส่งเสริมการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ไม่ใช่พัฒนา AI เพื่อมาแทนที่แรงงานมนุษย์

ที่มา : X.com/satyanadella
พิสูจน์อักษร : รัชนี สังข์แก้ว

Highlight

นักวิทย์ใช้ “แมลงวันหัวเขียว” เป็นสายลับ ! ติดตามโรคระบาดในสัตว์ป่า ไม่ง้อ AI 

19/06/2026
Read More

รู้จัก Dataism ทำไมมนุษย์เสพติดชุดข้อมูล จนสูญเสียเจตจำนงเสรี ? ส่องมุมมองของ บิลล์ เกตส์ ต่ออนาคตของ AI และ Dataism

19/06/2026
Read More

BDMS ทุ่ม 29,000 ล้าน สร้าง ‘WellEra’ Wellness Complex ใจกลางกรุง รับเมกะเทรนด์ Longevity

19/06/2026
Read More

วิกฤตการณ์ ‘RAMmageddon’ เมื่อชิปขาดแคลนหนักจนอาจแช่แข็งวงการไอที ?

19/06/2026
Read More

‘Ref Cam’ กล้องมุมมองผู้ตัดสิน เทคโนโลยีปราบดราม่า-เพิ่มมุมมองแฟนบอลในฟุตบอลโลก 2026

19/06/2026
Read More

ดีล 14 ข้อ สหรัฐฯ-อิหร่าน น้ำมันโลกร่วง ! แต่ไทยปรับลง !

19/06/2026
Read More

Related Content