ในทุกครั้งที่มีข่าวไฟไหม้สถานบันเทิง ไม่ว่าจะในประเทศหรือต่างประเทศ ความรู้สึกสลดใจและภาพจำในอดีตมักจะย้อนกลับมาเสมอ อย่างเหตุการณ์ล่าสุดที่ ‘โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว’ ไม่ได้เพียงแค่สร้างความตกใจ แต่ยังทำหน้าที่เป็นเหมือนสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อถามพวกเราทุกคนว่า ได้เรียนรู้อะไรบ้างจากรอยแผลเป็นในอดีตอย่าง ‘ซานติก้า ผับ’ และ ‘เมาน์เทนบี’


ย้อนรอย 2 โศกนาฏกรรมคร่าชีวิตคน
หากเราย้อนกลับไปมองโศกนาฏกรรมทั้งสองเหตุการณ์ สิ่งที่เหมือนกันจนน่าตกใจไม่ใช่ความโชคร้าย แต่คือ ‘โครงสร้างและวัสดุ’ ที่กลายมาเป็นภัยเงียบ ในกรณีของซานติก้า ผับ และ เมาน์เทน บี ต้นตอความสูญเสียหลักมาจากวัสดุตกแต่ง และแผ่นโฟมซับเสียงที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างโพลียูรีเทนโฟม (Polyurethane Foam) หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า PU โฟม มักจะอยู่อันดับต้น ๆ เสมอ วัสดุชนิดนี้นิยมนำมาใช้ทำ ‘แผ่นโฟมซับเสียง’ (Acoustic Foam) บุตามผนังและเพดานเพื่อควบคุมคุณภาพเสียงในร้านให้ทุ้มแน่น
แต่หากผู้ประกอบการเลือกใช้โฟมซับเสียงเกรดที่ไม่ได้มาตรฐานและไม่มีการผสมสารหน่วงไฟ (Fire-retardant) มันจะกลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่อันตรายมาก เมื่อเกิดประกายไฟ วัสดุเหล่านี้ไม่ได้แค่ลามไฟอย่างรวดเร็ว แต่ยังปล่อยควันดำและแก๊สพิษ ส่งผลต่อลมหายใจของผู้คนภายในเวลาไม่กี่นาที
ทว่ายิ่งไปกว่านั้น การออกแบบพื้นที่ที่ซับซ้อน หนาแน่นเกินไป ทางเดินที่แคบ และประตูหนีไฟที่ถูกล็อก มีสิ่งของกั้น หรือมีไม่เพียงพอ ได้เปลี่ยนพื้นที่สังสรรค์ให้กลายเป็นห้องปิดตาย ซึ่งเอื้อให้เกิดปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่น่ากลัวที่สุดอย่าง ‘Flashover’ หรือภาวะเพลิงไหม้ที่ความร้อนแผ่กระจายจนทุกสิ่งลุกไหม้พร้อมกันในพริบตา และ ‘Backdraft’ หากมีคนเผลอไปเปิดประตู ออกซิเจนจะพุ่งทะลักเข้าไปผสมกับแก๊ส เกิดปฏิกิริยาระเบิดสวนกลับออกมาทางประตูอย่างรุนแรง
เมื่อข่าวไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว ปรากฏขึ้นบนหน้าสื่อ สิ่งที่เราควรโฟกัสจึงไม่ใช่แค่การตื่นตระหนก แต่คือการนำบทเรียนราคาแพงเหล่านั้นมาปรับใช้จริง เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยเดิม

3 บทเรียนสำคัญเหตุไฟไหม้ในไทยที่ต้องจำ
เมื่อเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิม ไม่ใช่ครั้งที่ 2 แต่เป็นครั้งที่ 3 ในระยะเวลาเกือบ 17 ปี ผู้ไปเที่ยวและผู้ประกอบการควรจะต้องจดจำให้เป็นบทเรียนสำคัญ ดังนี้
มาตรฐานวัสดุ
ผู้ประกอบการต้องตระหนักว่า ความสวยงามและคุณภาพ ต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย การลงทุนกับสิ่งของภายในร้าน ทั้งแผ่นซับเสียง ผ้าม่าน หรือเบาะที่นั่ง ที่ทำมาจาก ‘วัสดุหน่วงไฟ’ (Fire-retardant materials) สามารถซื้อเวลาชีวิตให้กับลูกค้า หากเกิดเหตุฉุกเฉิน วัสดุเหล่านี้จะช่วยชะลอการลุกลามและลดโอกาสการเกิด Flashover ได้อีกด้วย
ทางออกฉุกเฉินต้องใช้ได้ ไม่ใช่แค่ ‘มี’
ประตูหนีไฟต้องผลักออกได้ง่ายจากด้านในเสมอ ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่ถูกล็อก และป้ายไฟทางออกสีเขียวต้องสว่างชัดเจนในทุกมุมมองของร้าน การบริหารจัดการความหนาแน่นของคน ก็เป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน เพราะเมื่อเกิดไฟไหม้แล้วผู้คนก็จะเกิดความตื่นตระหนก พื้นที่ทางเดินที่กว้างจะช่วยลดการเบียดเสียดและเหยียบกันเองได้
การตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่น่าจะทำได้ตั้งนานแล้วคือความเคร่งครัดและการสร้างเส้นแบ่งความปลอดภัย บทเรียนจากความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่าชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานรัฐและผู้บังคับใช้กฎหมายต้องทำงานด้วยความ ‘เคร่งครัดขั้นสุด’ ต้องมีการลงพื้นที่ตรวจสอบวัสดุซับเสียง ระบบระบายควัน และทางหนีไฟอย่างละเอียดตามมาตรฐานสากล

ความรู้ความสามารถของพนักงานในการรับมือเหตุฉุกเฉิน
ในนาทีวิกฤต พนักงานควรเป็นด่านหน้าในการควบคุมสติและอพยพผู้คน แต่ในหลายเหตุการณ์พบว่าพนักงานไม่เคยผ่านการฝึกซ้อม ใช้อุปกรณ์ดับเพลิงไม่เป็น หรือไม่รู้ตำแหน่งเปิดไฟฉุกเฉิน ทำให้ไม่มีความสามารถในการระงับเหตุตั้งแต่ต้นทาง
สำหรับคนที่ชอบออกไปใช้ชีวิต สกิลที่ต้องพกติดตัวไว้เสมอ คือ เมื่อก้าวเข้าไปในร้าน สิ่งแรกที่ต้องทำคือการกวาดสายตาหา ‘ป้ายทางออกฉุกเฉิน’ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน กฎเหล็กคือ ‘หมอบให้ต่ำที่สุด’ เพื่อหาอากาศหายใจและหลบความร้อนที่สะสมบนเพดาน หากต้องเปิดประตูให้ใช้ ‘หลังมือ’ แตะเช็กความร้อนก่อนเสมอ เพื่อป้องกันการระเบิดของ Backdraft และห้ามกลับเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาดเมื่อหนีออกมาได้แล้ว
ไฟไหม้สถานบันเทิงในครั้งนี้ คนไทยทุกคนต้องรู้เท่าทัน เพราะเราไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขความสูญเสียที่ซานติก้า ผับ, เมาน์เทน บี และโรงเบียร์ ณ ลาดพร้าวได้ แต่เราสามารถใช้บทเรียนจากเหตุการณ์เหล่านั้นมาสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้านความปลอดภัย ให้การออกไปเที่ยวไม่อันตรายและสร้างพื้นฐานทางความคิดใหม่ให้กับทุกคนด้วย













