เมื่อได้ยินคำว่าเครื่องจับเท็จ หลายคนคงนึกถึงฉากสอบสวนในหนัง แต่ในสหรัฐฯ เครื่องจับเท็จหรือ Polygraph นั้นมีการใช้งานจริงและถูกใช้มาเรื่อย ๆ แม้ความแม่นยำของมันจะถูกตั้งคำถามมาตลอดการใช้งาน
ล่าสุด สำนักงานต่อต้านข่าวกรองและความมั่นคงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ DCSA เสนอแผนใช้งบประมาณรวมราว 30.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2027–2031 เพื่อพัฒนาโครงการ Polygraph+ หรือ Polygraph Next โดยมี AI เป็นหนึ่งในเครื่องมือช่วยประเมินผลการจับเท็จ
ปัญหาของเครื่องจับเท็จแบบเดิมอยู่ที่สิ่งที่มันวัด เครื่องจะบันทึกการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เช่น การหายใจ ชีพจร และการนำไฟฟ้าของผิวหนังระหว่างตอบคำถาม จากนั้นผู้ตรวจจึงนำข้อมูลไปตีความร่วมกับคำถามที่ใช้สอบสวน แต่ร่างกายที่ตอบสนองมากขึ้นไม่ได้แปลว่าคนนั้นโกหกเสมอไป คนคนนั้นอาจกังวลกับการถูกสอบสวน หรือกลัวว่าคำตอบจะกระทบชีวิตตัวเอง เพราะบางคนมีอาการตั้งแต่ยังไม่ทันตอบคำถาม
DCSA คาดว่า AI จะช่วยวิเคราะห์สัญญาณหลายอย่างร่วมกันและช่วยให้การประเมินสม่ำเสมอขึ้น นอกจากนี้ อีกส่วนหนึ่งของโครงการคือ Standoff sensing หรือการวัดสัญญาณทางร่างกายโดยไม่ต้องติดอุปกรณ์กับผู้ถูกจับเท็จ อย่างไรก็ตาม เอกสารงบประมาณยังระบุว่าจะต้องทดสอบต้นแบบและตรวจสอบความแม่นยำของระบบต่อไป
แล้ว AI จะจับโกหกเก่งแค่ไหน ? งานวิจัยในวารสาร iScience ปี 2024 พบว่า AI แยกข้อความเขียนที่จริงกับเท็จในการทดลองได้ถูกต้องประมาณ 67% สูงกว่ามนุษย์ผู้เข้าร่วมทดลองที่ทำได้ใกล้เคียงการเดา แต่ผลนี้ไม่ได้บอกว่า AI จะอ่านสัญญาณร่างกายระหว่างการสอบสวนจริงได้แม่นยำเท่ากันทุกครั้งเสมอไป เพราะเป็นคนละวิธีและคนละสถานการณ์ งานวิจัยยังพบว่าในกลุ่มผู้เข้าร่วมที่เลือกขอคำแนะนำจาก AI คนส่วนใหญ่ก็มักตัดสินตามคำตอบที่ได้รับจาก AI
โจทย์ยากอีกข้อคือ จะใช้ข้อมูลอะไรสอน AI ว่าใครพูดจริง หากนำผลตรวจเก่าที่เคยตัดสินผิดมาใช้เป็นเฉลย ระบบก็อาจเรียนรู้ความผิดพลาดนั้นไปด้วย และแม้ระบบจะกล่าวหาคนพูดจริงผิดเพียง 1% หากตรวจคนพูดจริง 10,000 คน ก็ยังมีคน 100 คนที่ต้องรับผลจากคำตัดสินผิดพลาด หรือความพยายามในการอธิบายว่าตัวเองไม่ผิด
ประเด็นสำคัญของ Polygraph Next จึงไม่ใช่แค่ว่า AI วิเคราะห์ข้อมูลได้ละเอียดขึ้นไหม แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า มันแยกคนโกหกออกจากคนที่กำลังเครียดเพราะถูกกดดันได้จริงแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อผลตรวจกระทบชีวิตและอนาคตของคนที่ถูกสอบสวน













