จากกรณีที่ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดเผยช่องโหว่ทางกฎหมายและยื่นหนังสือถึงผู้ว่าฯ กทม. เพื่อเรียกร้องแนวทางแก้ไขเร่งด่วน หลังพบการก่อสร้าง Data Center ใกล้ชุมชน พร้อมกักตุนน้ำมันดีเซลสำหรับปั่นไฟสำรองสูงถึง 429,000 ลิตร จนสร้างความกังวลให้แก่ประชาชน ทั้งในมิติอัคคีภัย มลพิษทางเสียง และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ล่าสุด ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงชี้แจงเพื่อไขข้อข้องใจ โดยระบุว่า ตอนนี้ใน กทม. มี Data Center ทั้งหมดราว 30–40 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นศูนย์ข้อมูลภายในขององค์กรที่มีมานานแล้ว สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่แบบ Standalone ที่สร้างขึ้นเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์โดยเฉพาะ มีการยื่นขออนุญาตทั้งหมด 6 แห่ง ซึ่งอนุมัติไปแล้ว 3 แห่งในปี 2565–2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่เหลือ กทม. ได้สั่งระงับเพื่อทบทวนมาตรฐานความปลอดภัยแล้ว
ช่องโหว่ทางกฎหมายทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์สอดไส้ผุดทั่วกรุง ?
จากที่ประชาชนให้ความกังวลเรื่องช่องโหว่กฎหมาย ผู้ว่าฯ ชัชชาติระบุว่า เดิมทีกฎหมายไม่มีนิยามของ Data Center ชัดเจน ทำให้ผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตก่อสร้างในหมวดคลังสินค้า จึงไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และไม่ต้องขออนุญาตเป็นโรงงานอุตสาหกรรม
พร้อมยอมรับว่าเทคโนโลยีโตเร็วกว่ากฎหมาย แต่ปัจจุบันสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกนิยาม Data Center แล้ว กทม. จึงเตรียมปรับปรุงข้อกำหนดผังเมืองและทบทวนหลักเกณฑ์การทำ EIA ให้สอดคล้องกับปัจจุบัน
กรณีข้อกังวลการใช้น้ำมันดีเซลสำรองและการควบคุมความปลอดภัย
จากข่าวการกักตุนน้ำมัน 429,000 ลิตร ในโครงการแถวรามคำแหง 28 ข้อเท็จจริงตามใบอนุญาตยื่นขอไว้ที่ 200,000 ลิตร หากตรวจพบการกักตุนเกินกว่าที่ขอจะดำเนินคดีทันที ทั้งนี้ กรมธุรกิจพลังงานกำหนดให้สะสมน้ำมันสำรองสำหรับเครื่องปั่นไฟฉุกเฉิน 48 ชั่วโมงได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร หากเกินจะเข้าข่าย “คลังน้ำมัน” ซึ่งห้ามตั้งในเขตผังเมือง กทม. ข้อจำกัดนี้จึงช่วยบีบให้ Data Center ใน กทม. ไม่สามารถขยายขนาดจนใหญ่เกินไป ส่วนกรณี Data Center ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 นั้น กทม. ยังไม่อนุญาต หากพบการลักลอบเก็บน้ำมันก่อนได้รับอนุมัติจะมีโทษจำคุกสูงสุด 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท
ผู้ช่วยผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง ยืนยันว่า Data Center ใน กทม. เป็นขนาดกลางและเล็ก ใช้ไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ (ใช้จริงเพียง 8 เมกะวัตต์) ซึ่งน้อยกว่าห้างสรรพสินค้าหรือโครงการมิกส์ยูสขนาดใหญ่ที่ใช้เกิน 100 เมกะวัตต์ อีกทั้งยังมีการแยกระบบจ่ายไฟชัดเจน จึงไม่กระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของภาคประชาชน
ข้อกังวลของประชาชนต่อผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าพท้นที่ กทม.
การประปานครหลวง ระบุว่า Data Center รายใหญ่ใน กทม. ใช้น้ำหล่อเย็นเฉลี่ย 7,800 ลูกบาศก์เมตร/เดือน ซึ่งน้อยกว่าโรงพยาบาลใหญ่ (20,000 ลูกบาศก์เมตร) และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ (30,000–40,000 ลูกบาศก์เมตร) จึงยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าฯ ชัชชาติ ชี้ว่า กทม. กำลังเฝ้าระวังเรื่องการปล่อยน้ำอุณหภูมิสูงลงคูคลอง การสะสมความร้อนรอบตัวอาคาร รวมถึงเสียงรบกวนระหว่างการทดสอบเดินเครื่องปั่นไฟเพื่อป้องกันปัญหาในระยะยาว
กรณี Data Center กลางกรุงสะท้อนให้เห็นถึงช่องโหว่ทางกฎหมายที่ตามไม่ทันการเติบโตทางเทคโนโลยี แม้ข้อมูลตัวเลขการใช้น้ำและไฟในปัจจุบันจะยืนยันว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันของคนเมือง แต่ด้านความปลอดภัยเรื่องการกักตุนน้ำมันดีเซลใกล้ชุมชนถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ กทม. ต้องคุมเข้ม ก็ถือว่าเป็นการบ้านชิ้นใหญ่ของผู้ว่าฯ ที่ต้องเร่งดำเนินการ
การออกนิยามกฎหมายใหม่ควบคู่กับการปรับผังเมืองและการบังคับใช้มาตรฐาน EIA จะเป็นทางออกที่ช่วยให้ กทม. สามารถรับมือกับการขยายตัวของเทคโนโลยี โดยไม่ละเลยความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่













