การทำงานกลายเป็นสิ่งพื้นฐานในโลกทุนนิยมที่ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยเงิน ไม่ว่าจะกี่เจเนอเรชันก็ต้องผ่านการทำงาน แม้จะถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่ต้องทำเพื่อแลกเงิน แต่ปัจจุบันมุมมองความน่าเชื่อถือ และความมั่นคงของงานกลับเปลี่ยนไปตามแต่ละเจน
เรื่องนี้โทษใครไม่ได้ สิ่งที่จะพอยกมาเป็นสาเหตุได้ คือยุคสมัยที่เปลี่ยนไปส่งผลให้ทัศนคติที่มีต่อการไต่เต้าตำแหน่งในสายอาชีพเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เจเนอเรชันที่อายุน้อยมักมองว่างานคือเครื่องมือหรือช่องทางไปสู่เป้าหมายชีวิต ไม่กลัวการต้องเปลี่ยนงาน ต่างกับเจเนอเรชันก่อนหน้าที่มองว่าการทำงานต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจน เคร่งครัด เป็นระบบ และจะมองคนที่ทำงานที่เดิม ๆ นาน ๆ คือคนที่มีความอดทน ในขณะเดียวกันก็มองคนทำงานที่เดิมได้ไม่นานเป็นคนไม่สู้งาน
บทความนี้จะพูดถึงมุมมองเรื่อง ‘งาน’ ของ 4 เจเนอเรชัน ซึ่งได้แก่ Baby Boomer, Gen X, Gen Millennials และ Gen Z
Baby Boomer ขึ้นชื่อเรื่องความเป็นคนทำงานหนัก เพราะตอนที่วัยนี้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ระบบการทำงานแบบจากระยะไกล (Remote Work) ยังไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ เป็นออริจินัลการทำงานแบบดั้งเดิม เข้าออฟฟิศ ทำงานอย่างยาวนานหลายชั่วโมง และมุ่งมั่นไต่เต้าเพื่อตำแหน่งงานที่สูงขึ้น
ชาว Boomer มักเลือกเส้นทางอาชีพแบบดั้งเดิมที่สังคมคุ้นเคยมากกว่างานใหม่ ๆ ที่มากับกระแส เป็นเจนที่ถูกมองว่าติดเซฟโซนที่สุดเลยก็ว่าได้และค่อนข้างแคร์หน้าตาในสังคม จุดเริ่มต้นของอาชีพยอดฮิตที่ดันให้ลูกหลานเป็นมากที่สุด อย่าง แพทย์ ตำรวจ และคุณครู
สำหรับ Gen X แล้ว เป็นวัยที่เปิดรับเรื่องการทำงานจากระยะไกลมากกว่า Boomer ซึ่งเปิดประตูสู่โอกาสทางอาชีพใหม่ ๆ ที่ยุคก่อนอาจมองข้าม เป็นครั้งแรก ๆ ที่บางสายงานสามารถทำงานจากที่อื่นได้ ไม่ยึดติดแค่ในออฟฟิศ และสิ่งที่ Gen X ต้องการมากที่สุดคือ Work-Life Balance
ชาว Millennials ต่อยอดแนวคิดเรื่องอิสรภาพและความสมดุลมาจาก Gen X แม้จะยังคงเห็นคุณค่าของการเติบโตในสายงาน แต่นั่นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด สิ่งที่พวกเขาแสวงหาคืองานที่มีความหมายและเปิดโอกาสให้ได้ใช้ชีวิต
ในยุคของ Millennials ชื่นชอบการทำงานจากระยะไกล หลายคนยกข้อนี้เป็นคุณสมบัติหลักในการหางานเลยก็ว่าได้ เพราะมองว่ายืดหยุ่นสำหรับการใช้ชีวิต สามารถรับงานไปพร้อมกันได้
นอกจากนี้ Millennials ยังให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและสุขภาพจิต ถ้างานนั้นเริ่มคุกคามทางจิตและกาย ก็จะกลายเป็นงานที่ไม่คุ้มค่าพอจะเสียเวลาทันที เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ชีวิตทั้งชีวิตทำแต่งานเพียงอย่างเดียว เจนนี้ต้องการได้ใช้ชีวิตไปกับความสุขอื่น ๆ เช่น การได้ไปดูคอนเสิร์ตศิลปินที่ชอบ หรือการได้ไปเที่ยว เพื่อเติมไฟให้ชีวิต ให้รางวัลที่ทำงานมาอย่างหนัก
สำหรับ Gen Z ความยืดหยุ่นคือคำตอบ เจนนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องนั่งในออฟฟิศวันละ 8 ชั่วโมง เมื่อรู้ว่าสามารถทำงานให้เสร็จได้จากที่อื่น ที่น่าสนใจคือ Gen Z แคร์ความสุขในการทำงานมากเสียจนยอมลดเงินเดือนลงเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ชอบ
นอกจากนี้ Gen Z ยังก้าวข้ามเส้นทางอาชีพแบบเดิม ๆ ที่พ่อแม่คุ้นเคย อย่าง แพทย์ ทนาย และครู แล้วหันไปทำอาชีพเสริม หรือการรับงานฟรีแลนซ์ แม้คนรุ่นก่อนจะมองว่างานเหล่านี้ไม่มีความมั่นคง แต่ Gen Z กลับมองต่างออกไป
การได้เห็นคนรุ่นเดียวกันประสบความสำเร็จจากการสร้างคอนเทนต์บนโซเชียลมีเดีย ขายของออนไลน์ หรือแม้แต่ไลฟ์วีเจ ทำให้ Gen Z ไม่คิดว่างานประเภทนี้ด้อยค่ากว่างานอื่น เพียงเพราะไม่มีหัวหน้าหรือไม่มีสวัสดิการแบบบริษัท ความคิดที่เปิดกว้างและเน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ คือสิ่งที่เจนนี้มองว่าเป็นงานได้และมีความหมาย ไม่ใช่แค่งานกระแสหรืองานฉาบฉวยแบบที่เจนอื่น ๆ อาจจะคิด
ทั้งนี้อย่างที่บอกว่าไม่มีเรื่องถูกผิดอยู่ที่บริบทและยุคสมัยของสังคมที่เปลี่ยนไป และบทความนี้ไม่ได้ต้องการจะเหมารวมว่าเจนนั้นทุกคนต้องมีความคิดแบบเดียวกันเสมอไป สุดท้ายแต่ละคนก็จะมีมุมมองเชิงลึกต่องานของตัวเองแต่แตกต่างกันออกไป วัยเดียวกันอาจไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกัน เพียงแต่บทความนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นมุมมองของงานในแต่ละเจเนอเรชันตามยุคสมัย และในอนาคตเจนต่อ ๆ ไปก็อาจจะเปลี่ยนไปจากเจนล่าสุดในตอนนี้เช่นเดียวกัน













