ท่ามกลางประเด็นเด็กเกิดใหม่ลด สิงคโปร์น่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ทุ่มสวัสดิการแจกเงิน ปูพรมสนับสนุนยกเครื่องใหม่แบบที่ประเทศบ้านข้าง ๆ เห็นแล้วต้องอิจฉาและตั้งคำถามว่าแล้วประเทศเราล่ะ ?

นี่ไม่ใช่ข้อมูลที่นั่งเทียนเขียนหรือแค่จินตนาการขายฝันหลอกกระตุ้นประชาชน หลัง ลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์ ได้ประกาศข่าวใหญ่ในระหว่างการแถลงข่าว National Day Rally เมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2026 ที่ผ่านมา เกี่ยวกับสวัสดิการการดูแลบุตรเพื่อสนับสนุนสถาบันครอบครัว เนื่องจากประเด็นปัญหาหนักที่ประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตอัตราการเกิดที่ต่ำเป็นประวัติการณ์ รวมถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายและความกดดันในการเลี้ยงดูบุตรอยู่ในขณะนี้
สิ่งที่จะได้รับจากสวัสดิการใหม่นี้คือ เด็กชาวสิงคโปร์ทุกคนจะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (หรือประมาณ 1.8 ล้านบาท) ไปจนถึงอายุ 17 ปี โดยเริ่มต้นด้วยเงินขวัญถุงแรกเกิดจำนวน 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (หรือประมาณ 2.6 แสนบาท)
นอกจากนี้ รัฐบาลยังจะเพิ่มวันลาเพื่อดูแลบุตรที่ได้รับค่าจ้างขึ้นอย่างมาก และตั้งเป้าที่จะลดค่าธรรมเนียมรายเดือนสำหรับบริการดูแลเด็กเต็มวันแบบได้รับเงินอุดหนุนเหลือเพียง 150 ดอลลาร์สิงคโปร์ (หรือประมาณ 3,900 บาท)

การสนับสนุนครอบครัวได้กลายเป็นวาระสำคัญสูงสุดของสิงคโปร์ โดยอัตราเจริญพันธุ์รวม ช่วงอายุ 15-49 ปี ตกลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 เมื่อปี 2025 เหตุการณ์นี้ส่งผลให้รัฐบาลต้องจัดตั้งคณะทำงานเพื่อทบทวนมาตรการเกี่ยวกับการสมรสและการเป็นผู้ปกครอง พร้อมวางแผนที่จะทุ่มงบประมาณเกือบ 7,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 180 ล้านบาท) สำหรับข้อเสนอที่เกี่ยวข้องในปีงบประมาณนี้
แพ็กเกจนี้มาพร้อมนโยบายวันลาดูแลบุตรแบบใหม่ โดยพ่อแม่ที่ทำงานทุกคนจะได้รับวันลา 8 วันสำหรับลูก 1 คน (อายุไม่เกิน 12 ปี), 10 วันสำหรับลูก 2 คน และ 12 วันสำหรับลูก 3 คนขึ้นไป สำหรับคู่สามีภรรยาที่ทำงานทั้งคู่และมีลูกวัยประถม 3 คน พวกเขาจะได้รับวันลารวมกันถึง 24 วัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ได้เพียง 4 วัน
ยังไม่พอเท่านั้น สิงคโปร์จะมอบสิทธิ์ Preferred access ให้กับคู่รักสำหรับลูกทุก ๆ คนที่พวกเขามีหรือกำลังตั้งครรภ์ ในการยื่นขอซื้อบ้านพักอาศัยของรัฐบาลที่ได้รับเงินอุดหนุนเป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นช่องทางหลักในการครอบครองบ้านของประชนชนส่วนใหญ่
ถามว่าทำไมสิงคโปร์ถึงกล้าสนับสนุนมาตรการนี้ จริง ๆ แล้วความขาขึ้นด้านการเงินของสิงคโปร์มีมาอย่างต่อเนื่อง ประจวบกับที่เศรษฐกิจของสิงคโปร์กำลังเติบโตตามกระแสเทคโนโลยี AI ซึ่งช่วยส่งเสริมภาคการผลิตและการค้าที่เกี่ยวข้อง โดยสิงคโปร์เพิ่งปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปี 2026 เป็น 4.5% – 5.5% ในขณะที่เมื่อเทียบกับไทยเอง คาดการณ์ GDP ของไทยในปี 2026 รั้งท้ายในอาเซียนโตต่ำเพียง 2% เท่านั้น
สิงคโปร์กลายเป็นต้นแบบที่หลายประเทศตั้งฝันอยากจะเดินตามรอย เพราะไม่ใช่เพียงการสนับสนุนสวัสดิการครอบครัวที่ bt หยิบเอามานำเสนอในบทความนี้เท่านั้น ต้องบอกว่าสิงคโปร์เตรียมพร้อมที่จะผลักดันและออกนโยบายที่เป็นประโยชน์ของประชาชนในหลายด้าน
นอกจากนี้ประเด็นใหญ่อีกเรื่องคือสิงคโปร์มีแผนที่จะรวมเกาะหลายแห่งทางตอนใต้ของเกาะจูรง ให้กลายเป็นเกาะขนาดใหญ่แห่งใหม่สำหรับอุตสาหกรรมขั้นสูง รวมถึงการผลิตขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อตอบสนองการเติบโตของเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา
ปฏิเสธไม่ได้ว่าทั้งหมดนี้คือศักยภาพของประเทศผู้นำอย่างแท้จริง เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดี เศรษฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดี ทุกอย่างสอดรับกันอย่างเป็นระบบ สิ่งนี้แหละที่ทำให้สิงคโปร์สามารถกลายเป็นประเทศตัวอย่าง แม้ค่าครองชีพจะสูง แต่เมื่อเทียบกับสวัสดิการ ความปลอดภัย และความใส่ใจจากรัฐบาล ประชาชนก็ยินดีที่จะยอมจ่ายเพื่อแลกกับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น













