ล่าสุด OpenAI สร้างความตกใจให้วงการคณิตศาสตร์ หลังอ้างว่า AI ของบริษัทสามารถแก้ Navier-Stokes existence and smoothness problem หนึ่งในโจทย์คณิตศาสตร์ที่ยากที่สุดในโลกได้สำเร็จ
Navier-Stokes เป็นหนึ่งใน 7 Millennium Prize Problems ของ Clay Mathematics Institute ที่ตั้งขึ้นเพื่อท้าทายนักคณิตศาสตร์ให้แก้ปัญหาสำคัญที่ยังไม่มีคำตอบ โดยแต่ละโจทย์มีเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับคนที่สามารถพิสูจน์คำตอบได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด
ปัญหานี้เกี่ยวกับการคำนวณว่าน้ำหรืออากาศจะไหลและเคลื่อนที่ยังไง แต่สิ่งที่นักคณิตศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้คือ ถ้าทุกอย่างเริ่มต้นปกติ แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป การไหลจะยังปกติอยู่ตลอดไหม หรืออยู่ ๆ จะเกิดจุดที่ผิดปกติขึ้นมาจนคำนวณต่อไม่ได้
ทาง OpenAI ออกมาบอกว่า AI ของบริษัทสามารถหาวิธีแก้ปัญหานี้ได้ โดยใช้ AI Agents มากถึง 10,000 ตัวช่วยกันทำงาน และใช้เวลาประมาณ 88 ชั่วโมง จากนั้นก็ให้ AI อีกระบบเข้ามาช่วยตรวจสอบอีกทีว่า วิธีที่ได้มานั้นถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดตรงไหนหรือไม่
แต่เรื่องกลับไม่ได้จบแค่ความสามารถของ AI เพราะวันที่ 7 กันยายน ทริสตัน บัคมาสเตอร์ (Tristan Buckmaster) ศาสตราจารย์คณิตศาสตร์จาก New York University และ เลเวนท์ อัลเพอเก (Levent Alpöge) นักคณิตศาสตร์จาก Anthropic ได้เผยแพร่งานวิจัยที่ศึกษาปัญหา Navier-Stokes ด้วยแนวทางที่ใกล้เคียงกับที่ OpenAI บอกว่าใช้แก้ปัญหา ก่อนที่ OpenAI จะประกาศผลในวันที่ 8 กันยายน
และทั้งคู่ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหา Navier-Stokes และใช้ AI อย่าง OpenAI Codex และเอา Anthropic Claude เข้ามาช่วย ทำให้ได้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับปัญหานี้
แต่ระหว่างที่กำลังเตรียมปล่อยงาน ทั้งคู่ก็เจอว่า OpenAI รับรู้ถึงความคืบหน้าของงานพวกเขา เลยมีการติดต่อพูดคุยกับบริษัท และ OpenAI ก็บอกว่า AI ของบริษัทสามารถหาคำตอบของปัญหา Navier-Stokes ได้แล้ว
เรื่องนี้เลยทำให้บัคมาสเตอร์สงสัยว่า OpenAI รู้เรื่องงานของพวกเขามากแค่ไหน เพราะ OpenAI บอกว่า ทีมของบริษัทเริ่มทำ Navier-Stokes อย่างจริงจังในวันที่ 1 กันยายน หลังได้ยินข่าวว่ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับโจทย์ Millennium Prize Problems และ AI ของ OpenAI ได้แนวทางในการแก้ปัญหามาจากไหน เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาเองก็ใช้ Codex ช่วยทำงานและเก็บร่างงานวิจัยเอาไว้ในระบบ
ทาง OpenAI ปฏิเสธว่าไม่ได้เอาข้อมูลของบัคมาสเตอร์และอัลเพอเกไปใช้เพื่อแก้โจทย์นี้โดยตรง และยืนยันว่าทีมวิจัยกับ AI ของบริษัทไม่ได้เห็นงานของทั้งคู่ก่อนที่จะเผยแพร่ แต่ก็ยอมรับว่าไม่สามารถยืนยันได้เต็มร้อยว่า ข้อมูลจากการใช้งานผลิตภัณฑ์จะไม่เคยมีส่วนช่วยพัฒนาโมเดลเลย
ส่วนเรื่องเครดิตก็กลายเป็นอีกประเด็น เพราะบัคมาสเตอร์บอกว่าเคยคุยกับ OpenAI เรื่องการให้เครดิตอัลเพอเก ซึ่งทำงานอยู่กับ Anthropic และบอกอีกว่าเซบาสเตียน บูเบ็ค (Sébastien Bubeck) นักคณิตศาสตร์ของ OpenAI เคยขอให้เขาตัดชื่ออัลเพอเกออกจากผลงาน แต่ฝั่งของ OpenAI ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้
กรณีนี้เลยทำให้เกิดคำถามว่า ถ้า AI เข้ามาช่วยคิดและเอคำตอบใหม่ ๆ มากขึ้น แล้วเราจะแยกได้อยู่ไหมว่าอันไหนคือผลงานของคน อันไหนคือผลงานที่ AI ช่วยคิด และที่สำคัญเครดิตควรเป็นของใคร ?













