ถ้าพูดถึง AI กับการทำงาน เชื่อว่าหลายคนคงกังวลว่าอีกหน่อย AI จะมาแย่งงานเราหรือเปล่า ? โดยเฉพาะเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ แถมงานหลายอย่างที่เคยเป็นหน้าที่ของพนักงานใหม่ วันนี้ AI ก็เริ่มทำแทนได้แล้ว
แต่ ซิกเว่ เบรกเก้ (Sigve Brekke) Group CEO ของ True Corporation กลับมองต่างออกไป เพราะเขาเชื่อว่าคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อม AI ยังเป็นกำลังสำคัญขององค์กรในอนาคต ขณะที่ผู้บริหารระดับกลางอาจเป็นกลุ่มที่เสี่ยงได้รับผลกระทบมากกว่า
มุมมองนี้ถูกพูดถึงในกิจกรรม True on the Move: SEA YOU THERE จังหวัดกระบี่ ซึ่งซิกเว่ได้เล่าถึงแผนเปลี่ยน True ให้กลายเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างจริงจัง
ที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ธุรกิจ True กำลังฟื้นตัว โดยไตรมาส 3/2569 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการประมาณ 41,600 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นราว 4.2 เท่าจากปีก่อน

ทำไมผู้บริหารระดับกลางถึงอาจเสี่ยงกว่าเด็กจบใหม่ ?
ซิกเว่มองว่า โครงสร้างบริษัทที่เราคุ้นเคยกันมักมีลักษณะเหมือนพีระมิด มีผู้บริหารอยู่ด้านบน หัวหน้าทีมอยู่ตรงกลาง และพนักงานจำนวนมากอยู่ด้านล่าง
แต่เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น โครงสร้างนี้อาจเปลี่ยนเป็นรูป นาฬิกาทราย ที่มีคนอยู่ด้านบนและด้านล่างจำนวนมาก ขณะที่ตรงกลางแคบลง
เพราะผู้บริหารระดับสูงยังต้องใช้ประสบการณ์ตัดสินใจเรื่องสำคัญ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็มีข้อได้เปรียบในการเรียนรู้และใช้ AI ขณะที่งานบางอย่างของผู้บริหารระดับกลาง เช่น การประสานงาน ติดตามงาน หรือรวบรวมข้อมูล อาจมี AI เข้ามาช่วยทำแทนได้
ซิกเว่จึงเชื่อว่า การรีบลดจำนวนพนักงานจบใหม่เพียงเพราะ AI ทำงานแทนได้ อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด เพราะบริษัทก็ยังต้องการคนรุ่นใหม่มาเติบโตเป็นกำลังหลักในอนาคต
True ใช้ AI ทำอะไรบ้าง ?
ขณะเดียวกัน True ก็กำลังปรับทักษะพนักงานประมาณ 8,000 คน โดยตั้งเป้าให้ 70% ใช้ AI ในงานประจำวัน 30% สามารถสร้างหรือใช้ AI กับงานที่ซับซ้อน และ 10% มีความเชี่ยวชาญด้าน AI โดยเฉพาะ แต่ซิกเว่มองว่า แค่ใช้ AI เขียนอีเมลหรือสรุปรายงานยังไม่พอ สิ่งสำคัญกว่าคือการกลับมาคิดใหม่ว่า ถ้าวันนี้ต้องสร้างบริษัทขึ้นมาจากศูนย์ โดยมี AI เป็นเครื่องมืออยู่แล้ว เรายังจำเป็นต้องทำงานด้วยวิธีเดิมหรือเปล่า ?
หนึ่งในตัวอย่างที่เริ่มเห็นผลคือการใช้ AI ช่วยทีมขายลูกค้า B2B ซึ่งพนักงานหนึ่งคนอาจต้องดูแลลูกค้าถึง 200–600 ราย True เลยใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและความต้องการของลูกค้าแต่ละราย เพื่อเสนอขายได้ตรงจุดมากขึ้น ทหลังทดลองประมาณ 3 เดือน อัตราความสำเร็จในการขายเพิ่มขึ้นราว 7.4%
การปรับองค์กรครั้งใหญ่ของ True เกิดขึ้นพร้อมกับผลประกอบการที่ดีขึ้น โดยไตรมาส 3/2569 True มีรายได้จากการให้บริการ ไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย ประมาณ 41,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% จากปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 28,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% และมีกำไรสุทธิประมาณ 6,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 324.1% หรือราว 4.2 เท่า ซึ่งทำกำไรต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 7 แล้ว
แต่กำไรที่เติบโตไม่ได้มาจาก AI เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยด้านการบริหารต้นทุน การฟื้นตัวของรายได้ และการจัดการคลื่นความถี่ สิ่งที่น่าติดตามคือ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้ True ได้มากแค่ไหนในอนาคต
คนที่ไม่ปรับตัวอาจน่าห่วงกว่า
ซิกเว่ย้ำว่า ต่อให้บริษัทลงทุนซื้อ GPU ราคาแพง หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ AI มากแค่ไหน ก็ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จ หากคนในองค์กรไม่พร้อมเปลี่ยนวิธีทำงาน
เขายังเล่าว่าแม้ตัวเองใช้เวลาเรียนรู้และทำงานกับ AI ประมาณ 6–7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพราะเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากผู้บริหารก่อน ท้ายที่สุด เรื่องนี้อาจไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่าง AI กับมนุษย์ แต่เป็นเรื่องของการปรับตัวของคนทำงานไม่ว่าคุณจะอยู่ในระดับไหนก็ตาม








