ฝ่ายขาย และการตลาด
085-848-2253[email protected]http://m.me/beartai
สมัครงาน/ฝึกงาน ติดต่อได้ที่
[email protected]
Tags
| พัฒนาตนเอง
Read More

DQ (Digital Intelligence Quotient) ทักษะใหม่ที่คนทำงานยุคดิจิทัลต้องมี

“จากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า แรงงานไทยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ” ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างก็รุดหน้าและก้าวไกล หลายอาชีพเริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราทุกคนต่างต้องแข่งขันและไขว่คว้าหาโอกาสที่ดีกว่า ด้วยการพัฒนาทั้งความฉลาดทางด้านปัญญาและอารมณ์ หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อของ IQ และ EQ แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญและจำเป็นมาก ๆ ในโลกดิจิทัล นั่นคือทักษะความฉลาดทางดิจิทัล หรือ DQ ทักษะ DQ นี้เองที่จะพาเราไปสู่โอกาสใหม่ ๆ และหน้าที่การงานที่ดีขึ้น ถามว่าตอนนี้คุณรู้จักทักษะดังกล่าวดีพอแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่ดี หรือมีไม่พอ หรือบางคนอาจยังไม่รู้จักว่า DQ คืออะไร และจำเป็นต่อชีวิตเรามากมายแค่ไหน วันนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักไปด้วยกัน จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า แรงงานไทยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ สาเหตุหลักมาจาก แล้วเราจะเอาตัวรอดอย่างไร ? DQ คือ คำตอบ ! ทักษะความฉลาดทางดิจิทัล หรือ DQ…
24/01/2024

วิชาเลิกโวย 101: ทำยังไงให้เป็นคนใจเย็น?

วันนี้มาฝึกสติและจิตใจให้เป็นคนที่มีความเยือกเย็นมากขึ้นกันดีกว่า เพราะหลาย ๆ คนไม่ชอบที่ตัวเองใจร้อน แต่ถึงอย่างนั้นเผลอหุนหันพลันแล่นทุกที จะมีวิธีไหนช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้บ้างนะ? ⁣  ข้อดีของการมีความอดทนมากขึ้น เป็นคนที่ใจเย็นลง “ความอดทน” เป็นสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือนเกราะที่ช่วยทำให้คุณผ่านความทุกข์ยาก และความเครียดในแต่ละวันไปได้   ทำให้คุณมีการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และมีความเห็นอกเห็นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเยอะ และยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้คุณเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นด้วย  อยากเป็นคนใจเย็นลงต้องผ่านการ “ฝึก”  เช่นเดียวกับศาสตร์ทุกแขนงบนโลกใบนี้ อยากเป็นคนที่ใจเย็นลงและมีความอดทนมากขึ้น ก็จะต้องผ่านการฝึกฝนซึ่งแน่นอนว่า อาจจะไม่ได้สำเร็จเพียงแค่ภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าคุณใช้ความพยายามเข้ามาประกอบอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าคุณจะบ่มเพาะนิสัยใหม่ สามารถเป็นคนใจเย็นลงได้มากขึ้นอย่างแน่นอน และคุณอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่ดีขึ้นด้วย ฝึกการโฟกัสอยู่ที่ ณ ขณะปัจจุบัน เป็นการเพ่งสมาธิและความคิดทั้งหมดอยู่กับ ณ ปัจจุบัน โดยคุณอาจจะจดจ่ออยู่กับลมหายใจหรือสิ่งที่คุณกำลังทำ เพ่งไปที่ความคิดนั้นโดยไม่ตัดสิน ไม่ใส่ความเห็น ไม่ใส่ความรู้สึกเข้าไป เปรียบเสมือนกับการจ้องมองเข้าไปเท่านั้น ฝึกการหายใจ การหายใจช้า ๆ โดยจากทุกขณะจิตไปที่ลมหายใจนั้น จะช่วยทำให้ระบบประสาทสงบและช่วยลดความเครียดได้ ไม่จำเป็นต้องฝึกเยอะ คุณอาจจะกำหนดเวลาในการฝึกวันละ 3 - 5 นาทีก็ได้ คิดถึงสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ เปลี่ยนกระแสของพลังจิต แทนที่จะไปจับจุดอยู่กับสิ่งที่เป็นแง่ลบหรือสิ่งที่ขาดในชีวิต ก็เปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รู้สึกขอบคุณงานที่ทำอยู่ตอนนี้ เพราะทำให้มีข้าวกิน มีเงินผ่อนบ้าน รู้สึกขอบคุณภรรยาที่คอยทำอาหารต้อนรับไว้ทุกเย็นอยู่เสมอ…
18/01/2024

การศึกษาพบว่าการเปิดเผยความลับแง่ลบไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงแบบที่คนคิดกัน

คุณมีความลับไหม? ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความลับอะไรบางอย่างที่เก็บเอาไว้ตัวเอง ความลับที่ต่อให้คนที่ไว้ใจที่สุดก็ไม่กล้าเปิดเผยให้เขารู้ ซึ่งส่วนใหญ่ความลับเหล่านี้มักจะเป็น Dark secret หรือความลับอันดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะกลัวว่าถ้าเขารู้ความจริงแล้ว เราเองจะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรง หรือไม่ได้รับการให้อภัย ผู้เขียนอยากให้คุณลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเปิดเผยความลับที่คุณกำลังเก็บซ่อนอยู่ให้คนที่สนิทฟัง เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร คนส่วนใหญ่ต้องคิดว่าเรื่องราวต้องใหญ่โตบานปลาย และนำไปสู่ปัญหาอื่นตามมาอีกมากมาย อย่างการถูกรังเกียจ ถูกตัดสิน หรือปัญหาความสัมพันธ์ แต่ผลลัพธ์ของการพูดความจริงจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปจริงหรือ? การศึกษาจาก McCombs School of Business มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน (University of Texas at Austin) กลับพบว่าผลลัพธ์ของการเปิดเผยความลับแง่ลบอาจไม่ได้เลวร้ายแบบที่คนจินตนาการ ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในบางด้านด้วย โดยทีมนักวิจัยได้ลองถามกับกลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองด้วยคำถามเดียวกับที่ผู้เขียนถาม คือ คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเปิดเผยความลับด้านที่ไม่ดีให้กับคนอื่นฟัง แน่นอนว่าอาสาสมัครเหล่านั้นพูดถึงผลกระทบที่รุนแรงจากการเปิดเผย และคิดว่าความน่าเชื่อถือในตัวของเจ้าของความลับจะต้องลดลง หรือถูกตัดสินในแง่ลบแบบอื่น ๆ แล้วให้อาสาสมัครเหล่านั้น เล่าความลับในด้านลบของตัวเองให้กับคนอื่นฟัง ซึ่งมีตั้งแต่คนแปลกหน้า เพื่อนสนิท คนรู้จัก ญาติ และคนรัก เรื่องที่สารภาพมีตั้งแต่การขี่จักรยานไม่เป็น ไปจนถึงการนอกใจ ซึ่งผลลัพธ์ที่ทีมนักวิจัยเฝ้ารอกลับออกมาตรงข้ามกับที่อาสาสมัครเหล่านั้นคาดไว้ ผู้คนที่ทำหน้าที่ในการฟังความลับของอีกฝ่าย กลับให้คะแนนความน่าเชื่อถือ และความซื่อสัตย์กับอีกฝ่ายมากกว่ากลุ่มอาสาสมัครคาดไว้ โดยผลลัพธ์ออกมาใกล้เคียงกันสำหรับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นกับคนแปลกหน้า คนรัก…
11/01/2024

งานนั้นก็ไม่ดี งานนี้ก็เฉย ๆ รู้จักและรับมือกับความรู้สึก ‘ฉันไม่เก่ง’ ซึ่งอาจเป็น Impostor Syndrome ได้

เคยเป็นมั้ย? ต่อให้ได้รับคำชมก็รู้สึกเหมือนถูกชมเป็นมารยาท รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่ควรค่าแก่การได้รับคำชม รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ได้มีดีขนาดนั้น” ความรู้สึกนี้ถ้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและท่วมท้นอาจเข้าข่าย กลุ่มอาการ Impostor Syndrome ตามหลักจิตวิทยาอธิบายว่าผู้ที่มีกลุ่มอาการนี้จะเกิดความรู้สึกสงสัยในตัวเองอยู่เสมอ และรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่คู่ควรกับความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานยืนยันความสามารถแบบเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ตาม  ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานที่แสดงให้ถึงความสามารถ แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการ Impostor Syndrome ก็จะคิดว่าอาจจะเป็นเพราะโชคช่วย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของตัวเอง ทำไมบางคนถึงเป็น Impostor Syndrome?  เพราะการเลี้ยงดู ถ้าเด็กมีการเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่คาดหวังความสมบูรณ์แบบจากเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ทำอะไรจะต้องได้ที่ 1 เสมอ จะต้องดีที่สุดเสมอ อาจจะทำให้เด็กพัฒนาโตมากลายเป็น Impostor Syndrom   เพราะความคาดหวังทางสังคม โดยอาจจะเป็นเพราะสังคมรอบข้างกดดัน หรือเสพความสำเร็จของผู้อื่นในสื่อโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นยังไม่ดีพอ หรือ “ไม่ดีเท่าคนอื่น” มาทิ้งความรู้สึกในแง่ลบนี้ และหันมาโอบกอดตัวเองให้แน่น ๆ กันดีกว่า ก่อนอื่นคุณต้องท้าทายความคิดเชิงลบ ให้คุณทำการจดบันทึกความสำเร็จของคุณ โดยที่ความสำเร็จนั้นจะเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ขนาดไหนก็ได้ เช่น วันนี้คุณเดินออกกำลังกาย 5 กิโลได้สำเร็จ วันนี้คุณทำงานเสร็จตรงตามกำหนดภายในระยะเวลา…
22/12/2021

หนังสือ 5 เล่มที่ทำให้ Elon Musk กลายเป็นมหาเศรษฐี

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ 2 วัน ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาเพื่อสร้างบริษัทแรกของตัวเองชื่อ 'Zip2' ในวัย 24 ปี หลังจากนั้น 3 ปีเขาขายบริษัทนั้นออกไปด้วยมูลค่ากว่า 307 ล้านเหรียญ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคนหนึ่ง ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งกับสื่อ 'Rolling Stone' มีประเด็นหนึ่งที่เขากล่าวถึงเกี่ยวกับนิสัยการอ่านหนังสือของเขาที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กและอิทธิพลของมันที่มีต่อแนวคิดและการตัดสินใจของเขาตลอดช่วงเวลาที่ผ่าน ในการสัมภาษณ์เขาบอกว่าเขา “โตมากับหนังสือ” เลยทีเดียว “ผมไม่เคยพี่เลี้ยงหรืออะไรแบบนั้นเลย ผมมีแม่บ้านที่คอยระวังไม่ให้ผมทำข้าวของเสียหาย ผมก็ออกไปทำพวกระเบิด และอ่านหนังสือ แล้วก็ทำจรวด” นิสัยรักการอ่านหนังสือของเขานั้นเป็นมาตั้งแต่เด็ก พี่ชายของเขาบอกว่ามัสก์โตมากับการอ่าน บางช่วงอ่านหนังสือวันละ 2 เล่ม และบางครั้งก็นานเป็น 10 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว โดยหนังสือที่มัสก์มักกล่าวถึงนั้นทำให้เห็นพื้นฐานของแนวคิดที่เขาได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานจนประสบความสำเร็จเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในเวลานี้ เล่มที่ 1 'Benjamin Franklin : An American Life' โดย Walter Isaacson มัสก์มักพูดถึงหนังสือเล่มนี้อยู่เสมอ เขานับว่า เบนจามิน แฟรงคลิน (หนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา)…
21/12/2021

เมื่อโซเชียลมีเดียผลักดันให้เกิด Body Shaming การตัดสินคนอื่นจากภาพลักษณ์ภายนอก

“อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก” คำกล่าวนี้ถูกพูดมานานแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่ทุกคน)​ คงเคยได้ยิน มันเป็นคำเตือนใจให้เราทุกคนนั้นมองผ่านเปลือกนอกของทุกอย่าง เสาะหาคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จากข้างใน ไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น แต่มนุษย์ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์ของคนอื่นที่เราเห็นแตกต่างไปจากมาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้นอย่างผิด ๆ มานานหลายทศวรรษโดยวัฒนธรรมตะวันตก นิตยสารแฟชั่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และล่าสุดที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีกคือ "โซเชียลมีเดีย" เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครสักคนหนึ่งมี “ภาพลักษณ์” ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คนเชื่อ ๆ กันว่าสวยงามหรือน่าดึงดูด ก็มักจะเจอคอมเมนต์หรือคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับสภาพจิตใจตามมาด้วย เรามักเห็นเด็ก ๆ ทั้งหญิงและชายล้อกันเรื่องรูปลักษณ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ ผอม สูง อ้วน ดำ ขาว ซีด ฯลฯ บางคนโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมากด้วย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเรื่องของ “Body Shaming” นั้นเกิดขึ้นกับแค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น แน่นอนว่าผู้หญิงมักถูกเปรียบเทียบมากกว่าผู้ชาย เพราะมีภาพติดตาของดารานางแบบบนหน้านิตยสาร ทีวี โซเชียลมีเดียที่มากมายมหาศาล แต่ว่าผู้ชายเองก็รู้สึกถึงแนวคิดเชิงลบที่มีต่อภาพลักษณ์ของตัวเองไม่ต่างกัน 'Body Project' ของมหาวิทยาลัยแบรดลีย์ (Bradley University) บอกว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เด็กและผู้ใหญ่ ต่างมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และผลที่ตามมาของภาพลักษณ์เชิงลบเช่นเดียวกัน…
14/12/2021

5 เทคนิคจับโกหกง่าย ๆ เพราะ FBI บอกว่าการอ่านภาษากายนั้น ‘ไร้สาระ’

ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ยินมาโดยตลอดคือถ้าอยากจับผิดโกหกใคร ก็ให้สังเกตอาการปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม แต่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ก็ออกมาโต้แย้งว่าวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่เพราะทุกคนมีภาษากายที่แตกต่างกัน ทำให้การสังเกตภาษากายนั้นวัดไม่ได้ว่าคนนั้นพูดจริงหรือโกหกกันแน่ โทมัส ออร์เมอรอด (Thomas Ormerod) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย University of Sussex เขียนในการสัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า “ไม่มีสัญญาณที่สม่ำเสมอที่เกิดขึ้นพร้อมกับการหลอกลวง ผมหัวเราะคิกคัก หลายคนอาจจะดูจริงจังมากขึ้น บางคนสบตาตรง ๆ บางคนกลับหลบตา” พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ‘ความประหม่า’ ที่เป็นเหมือนสัญญาณของความไม่ซื่อตรงนั้นไม่ใช่ตัวบ่งบอกที่ดีเท่าไหร่นัก โจ นาวาโร (Joe Navarro) อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ (FBI) บอกว่าการกอดอก มองไปทางอื่น เอามือจับปาก หรือสัญญาณทางร่างกายหลาย ๆ อย่างนั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ” ทั้งสิ้น ย้อนแย้งกับความเชื่อโดยทั่วไป สิ่งที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนและใช้ได้ดีกว่าในการจับโกหกคนอื่นคือสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา มากกว่าที่จะไปจ้องจับผิดภาษากายของพวกเขา ที่จริงมันมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างเจาะลึก แต่ในบทความนี้เราจะมาเกริ่นเป็นเวอร์ชันสั้น ๆ เผื่อว่าจะได้เอาเทคนิคนี้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ลองสังเกตห้าสัญญาณนี้ถ้าอยากรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังโกหกอยู่รึเปล่า ก่อนที่จะจับคนโกหกได้ สิ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าการโกหกเกิดจากอะไร ในหลาย ๆ งานวิจัยบอกว่าคนที่กำลังโกหกเรื่องที่สำคัญอยู่นั้นส่วนใหญ่จะคิดมาแล้วค่อนข้างเยอะ คนที่โกหกบ่อยครั้งที่จะเริ่มโกหกโดยการปูพื้นหลังของเรื่องก่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมา รู้ว่ากำลังจะโกหกเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นจะสร้างเรื่องราวรอบ…
17/11/2021

“เธอสิผิด ฉันสิถูก” เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเรามักโทษคนอื่น

ในทางการแพทย์เรามักได้ยินว่าคุณหมอ พยาบาล คนที่ดูแลผู้ป่วยที่มีความเกี่ยวข้องกับคนไข้นั้นไม่ควรที่จะรักษาดูแลคนรักหรือครอบครัวที่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วคนที่น่าจะรู้จักและใส่ใจคนไข้เหล่านั้นดีที่สุดน่าจะเป็นพวกเขาไม่ใช่เหรอ เราเคยได้ยินเรื่องราวหลายต่อหลายครั้งที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฉุกเฉินของคนที่ตัวเองรักนั้นมักจะทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจผิดพลาด และสับสนจนกลายเป็นปัญหาที่ตามมาภายหลัง  มันอาจจะเป็นความกลัว ความกังวล หรือความรู้สึกแคร์คนไข้ที่เป็นคนรักมากเกินไปจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาด แต่ความจริงบางอย่างที่ลึกเข้าไปข้างในมากกว่านั้นที่เรียกว่า “Self Serving Bias” หรือ “อคติจากการเข้าข้างตัวเอง” ที่ต้นเหตุของปัญหาต่างหาก Self Serving Bias นั้นเป็นปัจจัยภายในที่อยู่ตัวเราทุกคนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ เป็นความเอนเอียงที่ทำให้เราคิดว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตัวเรา และสิ่งที่ไม่ดีและเป็นผลลบนั้นมาข้างนอก คนอื่น หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรานั่นเอง มันเกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ รูปแบบ ตั้งแต่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไปจนถึงการทำงานกับคนอื่น ๆ อย่างในกิจกรรมการแข่งขันเช่นกีฬา หน้าที่การงาน ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและต้องใช้กระบวนการตัดสินใจที่ยุ่งยากด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อย้อนกลับไปที่คำถามในตอนแรกว่าทำไมคนที่หมอไม่ควรรักษาคนไข้ที่เป็นคนรักคนสนิท ก็เพราะว่าตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วเราจะโทษสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก่อน ถ้าเกิดว่ามีปัญหาขึ้นมาภายหลังก็จะโทษคนอื่น ๆ ไม่อยากรับผิดชอบ เพราะอยากจะรักษาสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นใจ” ของตัวเองเอาไว้นั่นเอง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รักตัวเอง เพราะฉะนั้นเหตุผลหลักที่ทำให้เราโทษคนอื่นก่อนเลยก็คือการป้องกันตัวเอง เป็นสัญชาตญาณที่พยายามไม่แปลกแยกจากกลุ่ม ชี้ไปหาคนอื่นก่อนเพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่มากกว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในวงการแพทย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่บอกว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันอยู่บ่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่นช่วงที่ผ่านมานั้นเหรียญคริปโตต่าง…
15/11/2021

เพราะอะไร Elon Musk ถึงไล่เลขาที่ทำงานนาน 12 ปีออก หลังจากเธอขอขึ้นเงินเดือน

แมรี่ เบธ บราวน์ (Mary Beth Brown) มีโอกาสร่วมงานกับอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ตั้งแต่ช่วงปี 2002 ที่บริษัท SpaceX และ Tesla โดยหน้าที่ของเธอคือจัดตารางการทำงานและประชุมของมัสก์ ติดต่อกับสื่อ และบางทีก็ช่วยมัสก์ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ด้วย
20/10/2021

2 แนวคิดสู่ความสำเร็จของ ซันดาร์ พิชัย จากหนุ่มอินเดียที่ไม่รู้จัก Gmail สู่ซีอีโอของ Google

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของวงการเทคโนโลยีแต่มีข่าวพูดถึงเขาค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบกับอีลอน มัสก์, บิล เกตส์, มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก หรือเจฟฟ์ เบโซส) อาจจะด้วยนิสัยที่ค่อนข้างเก็บตัวจึงไม่ค่อยออกสื่อมากเท่าไหร่ ชายชาวอินเดียวัย 49 ปีคนนี้รับไม้ต่อในฐานะซีอีโอของ Google ต่อจากผู้ก่อตั้งและซีอีโอ แลร์รี เพจ (Larry Page) ตอนที่พิชัยเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาครั้งแรก ในปี 1995 เขาสอบได้ทุนเรียนปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Indian Institute of Technology Kharagpur (IIT) ในประเทศอินเดีย นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ขึ้นเครื่องบินและค่าเดินทางนั้นเทียบเท่ากับเงินเดือนของพ่อที่ทำงานมาตลอดทั้งปีเลยทีเดียว เขาเรียนจบสาขาวัสดุศาสตร์ ต่อด้วยวุฒิ MBA จากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานที่บริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง McKinsey และเข้าสมัครงานที่ Google ในเวลาต่อมาด้วยความเชื่อที่ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะนำเทคโนโลยีเข้าถึงทุก ๆ คน วันที่ไปสัมภาษณ์งานเป็นวันที่ 1 เมษายน 2004 ซึ่งเป็นวันที่ Google เปิดตัวบริการ Gmail พอดี…
How Household Chores Can Boost Happiness
28/09/2021

ทำไมมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส และบิล เกตส์ ถึงชอบล้างจานเอง?

มูลค่าบ้านของ บิล เกตส์​ (Bill Gates) อยู่ที่ราว 125 ล้านเหรียญ (4 พันล้านบาท) ส่วน เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ก็มีการขายหุ้นแอมะซอน (Amazon) ของตัวเองมูลค่าราวๆ 1 พันล้านเหรียญ (3 หมื่นล้านบาท) ทุก ๆ ปีเพื่อที่จะเอาไปสนับสนุนในโปรเจ็กต์ Blue Origin ที่เป็นความฝันของเขาตั้งแต่วัยเด็กในการไปท่องเที่ยวเดินทางในอวกาศ บอกได้คำเดียวว่าทั้งสองคนนั้นมีเงินชนิดที่เรียกว่าใช้ได้ไม่มีวันหมด ถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยระดับต้น ๆ ของโลกทั้งคู่
14/06/2021

ไขคำตอบว่า ‘ทำไมแมวถึงไล่ตะครุบเลเซอร์’ และที่จริงมันไม่ต่างจากพฤติกรรมมนุษย์

ยอมรับกันเถอะครับว่าเกือบทุกคนเคยเล่นแบบนี้กับน้องแมวมาแล้ว เอาเลเซอร์สีแดงส่องไปตามพื้นเพื่อให้น้องแมววิ่งไล่ตะครุบ ขึ้นผนัง มุดโต๊ะ ไต่หน้าต่าง แมวน้อยแสนซื่อเหล่านี้ไล่จับอย่างสนุกสนาน แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมน้องแมวถึงทำแบบนั้น?
31/03/2021

เหนื่อยจังแต่ยังไม่นอน ขอไถมือถือก่อน… พฤติกรรมนี้เรียกว่า ‘Revenge Bedtime Procrastination’

จินตนาการถึงวันที่เหน็ดเหนื่อย (ซึ่งเอาตามจริงสำหรับเราหลาย ๆ คนมันก็คือทุกวันนั่นแหละครับ) คุณอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ทาครีม เดินไปเปิดไฟหัวเตียง ปิดไฟห้อง ทิ้งตัวลงนอน ถอนหายใจ “เฮ้ออออออ……” ในหัวคิด “หมดไปอีกหนึ่งวัน” ระหว่างที่ความคิดในสมองกำลังแล่นวนฉายภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ งานที่ทำ คนที่เจอ เรื่องเครียด ๆ จากเจ้านาย ลูกค้า ความเหนื่อยล้าจากการรบกับลูกน้อยหรือปากเสียงกับเพื่อนร่วมงาน มือของคุณก็เริ่มควานหาวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมที่คุ้นเคย มันวางอยู่แถวนั้นแหละไม่เคยห่างไปไหน หยิบมือถือคู่ใจขึ้นมากดเปิดดู เช็กความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ บนโซเชียลมีเดียซะหน่อย ดูยูทูบนิดหนึ่ง ทวิตเตอร์ล่ะวันนี้ฉันพลาดอะไรสำคัญไปหรือเปล่า เน็ตฟลิกซ์มีอะไรใหม่ ๆ ให้ดูไหม ฯลฯ คุณเหนื่อยมาก คุณรู้ว่าควรจะนอนได้แล้ว แต่นิ้วก็ยังไถไปเรื่อย ๆ ไถไปจนเลยจุดที่คุณรู้สึกว่ามันสนุกไปนานแล้ว ตาเริ่มล้า หนังตาเริ่มหนัก พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปเผชิญหน้ากับปัญหาอีกครั้ง แต่…คุณก็ยังไม่หยุด ยังไถต่อไปเพราะคุณรู้สึกไม่พร้อมที่จะพัก เหมือนว่าในใจลึก ๆ บางส่วนนั้นยังรู้สึกไม่พอใจ ยังไม่สาสมใจ ยัง… ฉันยังอยากมีเวลาของฉันอยู่ ฉันยังไม่อยากนอน ตัวผมเองก็เป็นและเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็เป็น พฤติกรรมแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “Bedtime…

PR Partners

See All
Read More

สตาร์ตอัปไทยสร้างได้แล้ว…โจทย์ต่อไปคือ “โตให้ถึงโลก” เมื่อ SITE 2027 ตั้งเป้า Scale Up to Global

ประเทศไทยใช้เวลาหลายปีในการสร้างสตาร์ตอัป พัฒนาผู้ประกอบการ และวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม แต่วันนี้คำถามอาจไม่ใช่ “เรามีสตาร์ตอัปมากพอหรือยัง” หากแต่เป็น “เราจะทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตจนแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไร” คำถามนี้ชัดเจนขึ้นหลังปิดฉาก Startup x Innovation Thailand Expo 2026 (SITE 2026) ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Global Innovation Impact: The Year of Investment เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 3 วันของงาน ไม่ได้สะท้อนเพียงความคึกคักของวงการสตาร์ตอัปไทย แต่ยังแสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศนวัตกรรมของไทยกำลังก้าวเข้าสู่อีกช่วงหนึ่ง จากการ “สร้างผู้ประกอบการ” ไปสู่การ “สร้างการเติบโต” ปีนี้ SITE ไม่ได้เป็นเพียงเวทีจัดแสดงเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ทำหน้าที่เป็น
23/07/2026

รีแคปงาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026: ก้าวสำคัญของไทยสู่ศูนย์กลาง AI แห่งอาเซียน

เมื่อโลกกำลังหมุนเข้าสู่ยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มตัว ประเทศไทยก็ไม่หยุดนิ่งที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ งาน Huawei Thailand Digital & AI Summit 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำความร่วมมือระดับประเทศ ระหว่าง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) และ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลักดัน "ปัญญาประดิษฐ์ที่น่าเชื่อถือ" (Trustworthy AI) พร้อมตั้งเป้าหมายใหญ่ในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง AI ของภูมิภาคอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม วิสัยทัศน์จากภาครัฐ: ขับเคลื่อนประเทศด้วย 3 เสาหลัก นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษผ่านวิดีโอ โดยระบุถึงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการพัฒนา AI ของประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บน 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่: ท่านรัฐมนตรียังย้ำว่า อนาคตของ AI ไม่สามารถสร้างสำเร็จได้ด้วยองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน "ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็น AI Governance Sandbox ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจ…
13/07/2026

มูลนิธิองค์กรทำดี จับมือ ทรู ลุยโครงการ “Smart Safety Youth Training” เสริมเกราะภัยไซเบอร์ สร้างพลเมืองดิจิทัลยุคใหม่

มูลนิธิองค์กรทำดี เดินหน้ายกระดับความปลอดภัยให้เยาวชนไทยในยุคดิจิทัล เปิดตัว "โครงการ Smart Safety Youth Training" มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Safety) ให้แก่เยาวชนในโรงเรียนต้นแบบทั้งกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในการสนับสนุนองค์ความรู้ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนรู้เท่าทันภัยออนไลน์ที่ซับซ้อนและเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้เรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น ครอบคลุมการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล การรับมือภัยจากสื่อสังคมออนไลน์ การสังเกตและหลีกเลี่ยงมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงการปลูกฝังพฤติกรรมการใช้งานดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ สร้างเยาวชนไทยให้เข้มแข็ง คุณปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี เปิดเผยว่า "มูลนิธิองค์กรทำดีอยู่เคียงข้างพี่น้องประชาชนในทุกวิกฤต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดกับเด็กและสตรี แต่ที่ผ่านมาหลายครั้งเป็นการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ เราจึงตั้งใจสร้างความเข้มแข็งให้เยาวชนยุคปัจจุบันสามารถดูแลตนเองและช่วยเหลือคนรอบข้างได้อย่างทันท่วงที จึงเป็นที่มาของโครงการ Smart Safety Youth Training เพื่อให้ความรู้เยาวชนไทยทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครอบคลุมภัยทุกรูปแบบ ทั้งภัยไซเบอร์ ภัยจากการถูกคุกคามทางเพศ ภัยจากการจมน้ำ การปฐมพยาบาลปั๊มหัวใจกู้ชีพ (CPR) เบื้องต้น การดับเพลิง และภัยจากอาชญากรรม" ทรู ร่วมเสริมภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลอย่างยั่งยืน คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ…
13/07/2026

ปิดฉากสัปดาห์สุดหิน ! “V4 แป้ง” สาดพลังในเพลง “ชาวนากับงูเห่า” ก่อนกอดคอเพื่อนอำลาเวที True AF 2026

ยิ่งสัปดาห์ลึก ความเข้มข้นยิ่งทวีคูณสำหรับรายการเรียลลิตี้อันดับหนึ่งของเมืองไทย True AF 2026 ที่ล่าสุดเดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 5 พร้อมกับโจทย์เพลงสุดท้าทายอย่าง Super Band Week งานนี้เหล่านักล่าฝันที่เหลืออยู่ทั้ง 9 คน ต้องขึ้นเวทีเพื่อพิสูจน์ศักยภาพและทักษะการร้องสดร่วมกับวงดนตรีมืออาชีพ ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญในการก้าวสู่การเป็นศิลปินแถวหน้า บรรยากาศการเปิดรายการเต็มไปด้วยความคึกคักด้วยสัญลักษณ์อันคุ้นเคยอย่าง เพลงธีมนักล่าฝัน โดยมีพิธีกรระดับตำนานประจำซีซัน พี่ดู๋ - สัญญา คุณากร มารับหน้าที่ดำเนินรายการ พร้อมสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งใหญ่ให้กับผู้ชมด้วยการเปิดตัว 2 Judge ปริศนาที่เหล่านักล่าฝันคุ้นเคย มอส -  ปฎิภาณ ปฐวีกานต์ และ เชาว์ – ชวรัตน์ หรรษคุณาฒัย มาร่วมให้คำแนะนำและคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา เพิ่มความกดดันและความตื่นเต้นให้กับค่ำคืนนี้เป็นเท่าตัว สำหรับไฮไลต์บนเวทีในสัปดาห์นี้ นักล่าฝันทั้ง 9 คนได้ร่วมกันระเบิดพลังและโชว์ศักยภาพร่วมกับวงดนตรีสดได้อย่างน่าทึ่ง ด้วยการรวมตัวกันส่งพลังใจผ่านบทเพลงที่มีความหมายสุดลึกซึ้งอย่าง เรือเล็กควรออกจากฝั่ง สร้างความทรงจำอันงดงามและประทับใจให้กับแฟน ๆ เป็นอย่างมาก ก่อนนำเข้าโชว์เดี่ยวของแต่ละคนโดยเริ่มจาก V7 โฟกัส ที่มาพร้อมความสนุกในเพลง โกหก ตาม มาด้วย…