Tags
| พัฒนาตนเอง
23/07/2024
กฤษณา กาญจนเพ็ญ | 636 days ago
DQ (Digital Intelligence Quotient) ทักษะใหม่ที่คนทำงานยุคดิจิทัลต้องมี
“จากการศึกษาของธนาคารโลก พบว่า แรงงานไทยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ” ทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างก็รุดหน้าและก้าวไกล หลายอาชีพเริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เราทุกคนต่างต้องแข่งขันและไขว่คว้าหาโอกาสที่ดีกว่า ด้วยการพัฒนาทั้งความฉลาดทางด้านปัญญาและอารมณ์ หรือที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อของ IQ และ EQ แต่จริง ๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งทักษะที่สำคัญและจำเป็นมาก ๆ ในโลกดิจิทัล นั่นคือทักษะความฉลาดทางดิจิทัล หรือ DQ ทักษะ DQ นี้เองที่จะพาเราไปสู่โอกาสใหม่ ๆ และหน้าที่การงานที่ดีขึ้น ถามว่าตอนนี้คุณรู้จักทักษะดังกล่าวดีพอแล้วหรือยัง ? ถ้ายังไม่ดี หรือมีไม่พอ หรือบางคนอาจยังไม่รู้จักว่า DQ คืออะไร และจำเป็นต่อชีวิตเรามากมายแค่ไหน วันนี้เรามาเริ่มทำความรู้จักไปด้วยกัน จากการศึกษาของธนาคารโลกพบว่า แรงงานไทยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ เสี่ยงต่อการถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ สาเหตุหลักมาจาก แล้วเราจะเอาตัวรอดอย่างไร ? DQ คือ คำตอบ ! ทักษะความฉลาดทางดิจิทัล หรือ DQ…24/01/2024
วิชาเลิกโวย 101: ทำยังไงให้เป็นคนใจเย็น?
วันนี้มาฝึกสติและจิตใจให้เป็นคนที่มีความเยือกเย็นมากขึ้นกันดีกว่า เพราะหลาย ๆ คนไม่ชอบที่ตัวเองใจร้อน แต่ถึงอย่างนั้นเผลอหุนหันพลันแล่นทุกที จะมีวิธีไหนช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้บ้างนะ? ข้อดีของการมีความอดทนมากขึ้น เป็นคนที่ใจเย็นลง “ความอดทน” เป็นสิ่งสำคัญที่เปรียบเสมือนเกราะที่ช่วยทำให้คุณผ่านความทุกข์ยาก และความเครียดในแต่ละวันไปได้ ทำให้คุณมีการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น และมีความเห็นอกเห็นใจในตัวเองเพิ่มขึ้นอีกเยอะ และยังช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้คุณเจอกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมากขึ้นด้วย อยากเป็นคนใจเย็นลงต้องผ่านการ “ฝึก” เช่นเดียวกับศาสตร์ทุกแขนงบนโลกใบนี้ อยากเป็นคนที่ใจเย็นลงและมีความอดทนมากขึ้น ก็จะต้องผ่านการฝึกฝนซึ่งแน่นอนว่า อาจจะไม่ได้สำเร็จเพียงแค่ภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าคุณใช้ความพยายามเข้ามาประกอบอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อว่าคุณจะบ่มเพาะนิสัยใหม่ สามารถเป็นคนใจเย็นลงได้มากขึ้นอย่างแน่นอน และคุณอาจจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกที่ดีขึ้นด้วย ฝึกการโฟกัสอยู่ที่ ณ ขณะปัจจุบัน เป็นการเพ่งสมาธิและความคิดทั้งหมดอยู่กับ ณ ปัจจุบัน โดยคุณอาจจะจดจ่ออยู่กับลมหายใจหรือสิ่งที่คุณกำลังทำ เพ่งไปที่ความคิดนั้นโดยไม่ตัดสิน ไม่ใส่ความเห็น ไม่ใส่ความรู้สึกเข้าไป เปรียบเสมือนกับการจ้องมองเข้าไปเท่านั้น ฝึกการหายใจ การหายใจช้า ๆ โดยจากทุกขณะจิตไปที่ลมหายใจนั้น จะช่วยทำให้ระบบประสาทสงบและช่วยลดความเครียดได้ ไม่จำเป็นต้องฝึกเยอะ คุณอาจจะกำหนดเวลาในการฝึกวันละ 3 - 5 นาทีก็ได้ คิดถึงสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณ เปลี่ยนกระแสของพลังจิต แทนที่จะไปจับจุดอยู่กับสิ่งที่เป็นแง่ลบหรือสิ่งที่ขาดในชีวิต ก็เปลี่ยนมาเป็นสิ่งที่คุณรู้สึกขอบคุณมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น รู้สึกขอบคุณงานที่ทำอยู่ตอนนี้ เพราะทำให้มีข้าวกิน มีเงินผ่อนบ้าน รู้สึกขอบคุณภรรยาที่คอยทำอาหารต้อนรับไว้ทุกเย็นอยู่เสมอ…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 817 days ago
Read More18/01/2024
การศึกษาพบว่าการเปิดเผยความลับแง่ลบไม่ได้ส่งผลกระทบร้ายแรงแบบที่คนคิดกัน
คุณมีความลับไหม? ผู้เขียนเชื่อว่าทุกคนย่อมมีความลับอะไรบางอย่างที่เก็บเอาไว้ตัวเอง ความลับที่ต่อให้คนที่ไว้ใจที่สุดก็ไม่กล้าเปิดเผยให้เขารู้ ซึ่งส่วนใหญ่ความลับเหล่านี้มักจะเป็น Dark secret หรือความลับอันดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้ เพราะกลัวว่าถ้าเขารู้ความจริงแล้ว เราเองจะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรง หรือไม่ได้รับการให้อภัย ผู้เขียนอยากให้คุณลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเปิดเผยความลับที่คุณกำลังเก็บซ่อนอยู่ให้คนที่สนิทฟัง เขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร คนส่วนใหญ่ต้องคิดว่าเรื่องราวต้องใหญ่โตบานปลาย และนำไปสู่ปัญหาอื่นตามมาอีกมากมาย อย่างการถูกรังเกียจ ถูกตัดสิน หรือปัญหาความสัมพันธ์ แต่ผลลัพธ์ของการพูดความจริงจะเป็นอย่างนั้นเสมอไปจริงหรือ? การศึกษาจาก McCombs School of Business มหาวิทยาลัยเท็กซัส ออสติน (University of Texas at Austin) กลับพบว่าผลลัพธ์ของการเปิดเผยความลับแง่ลบอาจไม่ได้เลวร้ายแบบที่คนจินตนาการ ในทางกลับกันอาจส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ในบางด้านด้วย โดยทีมนักวิจัยได้ลองถามกับกลุ่มอาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองด้วยคำถามเดียวกับที่ผู้เขียนถาม คือ คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเปิดเผยความลับด้านที่ไม่ดีให้กับคนอื่นฟัง แน่นอนว่าอาสาสมัครเหล่านั้นพูดถึงผลกระทบที่รุนแรงจากการเปิดเผย และคิดว่าความน่าเชื่อถือในตัวของเจ้าของความลับจะต้องลดลง หรือถูกตัดสินในแง่ลบแบบอื่น ๆ แล้วให้อาสาสมัครเหล่านั้น เล่าความลับในด้านลบของตัวเองให้กับคนอื่นฟัง ซึ่งมีตั้งแต่คนแปลกหน้า เพื่อนสนิท คนรู้จัก ญาติ และคนรัก เรื่องที่สารภาพมีตั้งแต่การขี่จักรยานไม่เป็น ไปจนถึงการนอกใจ ซึ่งผลลัพธ์ที่ทีมนักวิจัยเฝ้ารอกลับออกมาตรงข้ามกับที่อาสาสมัครเหล่านั้นคาดไว้ ผู้คนที่ทำหน้าที่ในการฟังความลับของอีกฝ่าย กลับให้คะแนนความน่าเชื่อถือ และความซื่อสัตย์กับอีกฝ่ายมากกว่ากลุ่มอาสาสมัครคาดไว้ โดยผลลัพธ์ออกมาใกล้เคียงกันสำหรับทุกความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นกับคนแปลกหน้า คนรัก…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 823 days ago
Read More11/01/2024
งานนั้นก็ไม่ดี งานนี้ก็เฉย ๆ รู้จักและรับมือกับความรู้สึก ‘ฉันไม่เก่ง’ ซึ่งอาจเป็น Impostor Syndrome ได้
เคยเป็นมั้ย? ต่อให้ได้รับคำชมก็รู้สึกเหมือนถูกชมเป็นมารยาท รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เก่งขนาดนั้น ไม่ควรค่าแก่การได้รับคำชม รู้สึกว่าตัวเอง “ไม่ได้มีดีขนาดนั้น” ความรู้สึกนี้ถ้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและท่วมท้นอาจเข้าข่าย กลุ่มอาการ Impostor Syndrome ตามหลักจิตวิทยาอธิบายว่าผู้ที่มีกลุ่มอาการนี้จะเกิดความรู้สึกสงสัยในตัวเองอยู่เสมอ และรู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่คู่ควรกับความสำเร็จ ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานยืนยันความสามารถแบบเป็นที่ประจักษ์ชัดก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีหลักฐานที่แสดงให้ถึงความสามารถ แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอาการ Impostor Syndrome ก็จะคิดว่าอาจจะเป็นเพราะโชคช่วย หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสามารถของตัวเอง ทำไมบางคนถึงเป็น Impostor Syndrome? เพราะการเลี้ยงดู ถ้าเด็กมีการเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่คาดหวังความสมบูรณ์แบบจากเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ทำอะไรจะต้องได้ที่ 1 เสมอ จะต้องดีที่สุดเสมอ อาจจะทำให้เด็กพัฒนาโตมากลายเป็น Impostor Syndrom เพราะความคาดหวังทางสังคม โดยอาจจะเป็นเพราะสังคมรอบข้างกดดัน หรือเสพความสำเร็จของผู้อื่นในสื่อโซเชียลมีเดียบ่อย ๆ จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นยังไม่ดีพอ หรือ “ไม่ดีเท่าคนอื่น” มาทิ้งความรู้สึกในแง่ลบนี้ และหันมาโอบกอดตัวเองให้แน่น ๆ กันดีกว่า ก่อนอื่นคุณต้องท้าทายความคิดเชิงลบ ให้คุณทำการจดบันทึกความสำเร็จของคุณ โดยที่ความสำเร็จนั้นจะเป็นความสำเร็จเล็ก ๆ ขนาดไหนก็ได้ เช่น วันนี้คุณเดินออกกำลังกาย 5 กิโลได้สำเร็จ วันนี้คุณทำงานเสร็จตรงตามกำหนดภายในระยะเวลา…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 830 days ago
Read More22/12/2021
หนังสือ 5 เล่มที่ทำให้ Elon Musk กลายเป็นมหาเศรษฐี
อีลอน มัสก์ (Elon Musk) เป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้ 2 วัน ก่อนจะตัดสินใจลาออกมาเพื่อสร้างบริษัทแรกของตัวเองชื่อ 'Zip2' ในวัย 24 ปี หลังจากนั้น 3 ปีเขาขายบริษัทนั้นออกไปด้วยมูลค่ากว่า 307 ล้านเหรียญ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จอย่างมากคนหนึ่ง ในการสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งกับสื่อ 'Rolling Stone' มีประเด็นหนึ่งที่เขากล่าวถึงเกี่ยวกับนิสัยการอ่านหนังสือของเขาที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กและอิทธิพลของมันที่มีต่อแนวคิดและการตัดสินใจของเขาตลอดช่วงเวลาที่ผ่าน ในการสัมภาษณ์เขาบอกว่าเขา “โตมากับหนังสือ” เลยทีเดียว “ผมไม่เคยพี่เลี้ยงหรืออะไรแบบนั้นเลย ผมมีแม่บ้านที่คอยระวังไม่ให้ผมทำข้าวของเสียหาย ผมก็ออกไปทำพวกระเบิด และอ่านหนังสือ แล้วก็ทำจรวด” นิสัยรักการอ่านหนังสือของเขานั้นเป็นมาตั้งแต่เด็ก พี่ชายของเขาบอกว่ามัสก์โตมากับการอ่าน บางช่วงอ่านหนังสือวันละ 2 เล่ม และบางครั้งก็นานเป็น 10 ชั่วโมงต่อวันเลยทีเดียว โดยหนังสือที่มัสก์มักกล่าวถึงนั้นทำให้เห็นพื้นฐานของแนวคิดที่เขาได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานจนประสบความสำเร็จเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในเวลานี้ เล่มที่ 1 'Benjamin Franklin : An American Life' โดย Walter Isaacson มัสก์มักพูดถึงหนังสือเล่มนี้อยู่เสมอ เขานับว่า เบนจามิน แฟรงคลิน (หนึ่งในบิดาผู้สร้างชาติของสหรัฐอเมริกา)…โสภณ ศุภมั่งมี | 1580 days ago
Read More21/12/2021
เมื่อโซเชียลมีเดียผลักดันให้เกิด Body Shaming การตัดสินคนอื่นจากภาพลักษณ์ภายนอก
“อย่าตัดสินหนังสือจากหน้าปก” คำกล่าวนี้ถูกพูดมานานแล้ว เชื่อว่าส่วนใหญ่ (ถ้าไม่ใช่ทุกคน) คงเคยได้ยิน มันเป็นคำเตือนใจให้เราทุกคนนั้นมองผ่านเปลือกนอกของทุกอย่าง เสาะหาคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ จากข้างใน ไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น แต่มนุษย์ยังทำได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะเรื่องภาพลักษณ์ของคนอื่นที่เราเห็นแตกต่างไปจากมาตรฐานที่ถูกสร้างขึ้นอย่างผิด ๆ มานานหลายทศวรรษโดยวัฒนธรรมตะวันตก นิตยสารแฟชั่น ภาพยนตร์ฮอลลีวูด และล่าสุดที่ทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลงไปอีกคือ "โซเชียลมีเดีย" เมื่อไหร่ก็ตามที่ใครสักคนหนึ่งมี “ภาพลักษณ์” ที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คนเชื่อ ๆ กันว่าสวยงามหรือน่าดึงดูด ก็มักจะเจอคอมเมนต์หรือคำพูดที่สร้างความเจ็บปวดให้กับสภาพจิตใจตามมาด้วย เรามักเห็นเด็ก ๆ ทั้งหญิงและชายล้อกันเรื่องรูปลักษณ์อยู่เสมอ ไม่ว่าจะตัวเล็ก ตัวใหญ่ ผอม สูง อ้วน ดำ ขาว ซีด ฯลฯ บางคนโตมาในครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมากด้วย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเรื่องของ “Body Shaming” นั้นเกิดขึ้นกับแค่ผู้หญิงเท่านั้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น แน่นอนว่าผู้หญิงมักถูกเปรียบเทียบมากกว่าผู้ชาย เพราะมีภาพติดตาของดารานางแบบบนหน้านิตยสาร ทีวี โซเชียลมีเดียที่มากมายมหาศาล แต่ว่าผู้ชายเองก็รู้สึกถึงแนวคิดเชิงลบที่มีต่อภาพลักษณ์ของตัวเองไม่ต่างกัน 'Body Project' ของมหาวิทยาลัยแบรดลีย์ (Bradley University) บอกว่าทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เด็กและผู้ใหญ่ ต่างมีความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์และผลที่ตามมาของภาพลักษณ์เชิงลบเช่นเดียวกัน…โสภณ ศุภมั่งมี | 1581 days ago
Read More14/12/2021
5 เทคนิคจับโกหกง่าย ๆ เพราะ FBI บอกว่าการอ่านภาษากายนั้น ‘ไร้สาระ’
ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ยินมาโดยตลอดคือถ้าอยากจับผิดโกหกใคร ก็ให้สังเกตอาการปฏิกิริยาของฝ่ายตรงข้าม แต่นักจิตวิทยาสมัยใหม่ก็ออกมาโต้แย้งว่าวิธีนี้ไม่ค่อยได้ผลสักเท่าไหร่เพราะทุกคนมีภาษากายที่แตกต่างกัน ทำให้การสังเกตภาษากายนั้นวัดไม่ได้ว่าคนนั้นพูดจริงหรือโกหกกันแน่ โทมัส ออร์เมอรอด (Thomas Ormerod) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัย University of Sussex เขียนในการสัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า “ไม่มีสัญญาณที่สม่ำเสมอที่เกิดขึ้นพร้อมกับการหลอกลวง ผมหัวเราะคิกคัก หลายคนอาจจะดูจริงจังมากขึ้น บางคนสบตาตรง ๆ บางคนกลับหลบตา” พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ‘ความประหม่า’ ที่เป็นเหมือนสัญญาณของความไม่ซื่อตรงนั้นไม่ใช่ตัวบ่งบอกที่ดีเท่าไหร่นัก โจ นาวาโร (Joe Navarro) อดีตเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ (FBI) บอกว่าการกอดอก มองไปทางอื่น เอามือจับปาก หรือสัญญาณทางร่างกายหลาย ๆ อย่างนั้นเป็นเรื่องที่ “ไร้สาระ” ทั้งสิ้น ย้อนแย้งกับความเชื่อโดยทั่วไป สิ่งที่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนและใช้ได้ดีกว่าในการจับโกหกคนอื่นคือสิ่งที่พวกเขาพูดออกมา มากกว่าที่จะไปจ้องจับผิดภาษากายของพวกเขา ที่จริงมันมีการศึกษาเรื่องนี้อย่างเจาะลึก แต่ในบทความนี้เราจะมาเกริ่นเป็นเวอร์ชันสั้น ๆ เผื่อว่าจะได้เอาเทคนิคนี้ไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ลองสังเกตห้าสัญญาณนี้ถ้าอยากรู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งกำลังโกหกอยู่รึเปล่า ก่อนที่จะจับคนโกหกได้ สิ่งที่เราต้องเข้าใจก่อนว่าการโกหกเกิดจากอะไร ในหลาย ๆ งานวิจัยบอกว่าคนที่กำลังโกหกเรื่องที่สำคัญอยู่นั้นส่วนใหญ่จะคิดมาแล้วค่อนข้างเยอะ คนที่โกหกบ่อยครั้งที่จะเริ่มโกหกโดยการปูพื้นหลังของเรื่องก่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่พวกเขาอยากจะสื่อออกมา รู้ว่ากำลังจะโกหกเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นจะสร้างเรื่องราวรอบ…โสภณ ศุภมั่งมี | 1588 days ago
Read More17/11/2021
“เธอสิผิด ฉันสิถูก” เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเรามักโทษคนอื่น
ในทางการแพทย์เรามักได้ยินว่าคุณหมอ พยาบาล คนที่ดูแลผู้ป่วยที่มีความเกี่ยวข้องกับคนไข้นั้นไม่ควรที่จะรักษาดูแลคนรักหรือครอบครัวที่รู้จัก ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วคนที่น่าจะรู้จักและใส่ใจคนไข้เหล่านั้นดีที่สุดน่าจะเป็นพวกเขาไม่ใช่เหรอ เราเคยได้ยินเรื่องราวหลายต่อหลายครั้งที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ฉุกเฉินของคนที่ตัวเองรักนั้นมักจะทำอะไรไม่ถูก ตัดสินใจผิดพลาด และสับสนจนกลายเป็นปัญหาที่ตามมาภายหลัง มันอาจจะเป็นความกลัว ความกังวล หรือความรู้สึกแคร์คนไข้ที่เป็นคนรักมากเกินไปจนทำให้ตัดสินใจผิดพลาด แต่ความจริงบางอย่างที่ลึกเข้าไปข้างในมากกว่านั้นที่เรียกว่า “Self Serving Bias” หรือ “อคติจากการเข้าข้างตัวเอง” ที่ต้นเหตุของปัญหาต่างหาก Self Serving Bias นั้นเป็นปัจจัยภายในที่อยู่ตัวเราทุกคนที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ เป็นความเอนเอียงที่ทำให้เราคิดว่าสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากตัวเรา และสิ่งที่ไม่ดีและเป็นผลลบนั้นมาข้างนอก คนอื่น หรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรานั่นเอง มันเกิดขึ้นได้ในหลาย ๆ รูปแบบ ตั้งแต่ความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไปจนถึงการทำงานกับคนอื่น ๆ อย่างในกิจกรรมการแข่งขันเช่นกีฬา หน้าที่การงาน ไปจนถึงเหตุการณ์ที่ซับซ้อนและต้องใช้กระบวนการตัดสินใจที่ยุ่งยากด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อย้อนกลับไปที่คำถามในตอนแรกว่าทำไมคนที่หมอไม่ควรรักษาคนไข้ที่เป็นคนรักคนสนิท ก็เพราะว่าตามธรรมชาติของมนุษย์แล้วเราจะโทษสิ่งต่าง ๆ รอบตัวก่อน ถ้าเกิดว่ามีปัญหาขึ้นมาภายหลังก็จะโทษคนอื่น ๆ ไม่อยากรับผิดชอบ เพราะอยากจะรักษาสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นใจ” ของตัวเองเอาไว้นั่นเอง มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่รักตัวเอง เพราะฉะนั้นเหตุผลหลักที่ทำให้เราโทษคนอื่นก่อนเลยก็คือการป้องกันตัวเอง เป็นสัญชาตญาณที่พยายามไม่แปลกแยกจากกลุ่ม ชี้ไปหาคนอื่นก่อนเพื่อให้ตัวเองนั้นอยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่มากกว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกิดแค่ในวงการแพทย์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่บอกว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันอยู่บ่อย ๆ ยกตัวอย่างเช่นช่วงที่ผ่านมานั้นเหรียญคริปโตต่าง…โสภณ ศุภมั่งมี | 1615 days ago
Read More15/11/2021
เพราะอะไร Elon Musk ถึงไล่เลขาที่ทำงานนาน 12 ปีออก หลังจากเธอขอขึ้นเงินเดือน
แมรี่ เบธ บราวน์ (Mary Beth Brown) มีโอกาสร่วมงานกับอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ตั้งแต่ช่วงปี 2002 ที่บริษัท SpaceX และ Tesla โดยหน้าที่ของเธอคือจัดตารางการทำงานและประชุมของมัสก์ ติดต่อกับสื่อ และบางทีก็ช่วยมัสก์ตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ด้วยโสภณ ศุภมั่งมี | 1617 days ago
Read More20/10/2021
2 แนวคิดสู่ความสำเร็จของ ซันดาร์ พิชัย จากหนุ่มอินเดียที่ไม่รู้จัก Gmail สู่ซีอีโอของ Google
ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ถือเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของวงการเทคโนโลยีแต่มีข่าวพูดถึงเขาค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบกับอีลอน มัสก์, บิล เกตส์, มาร์ก ซักเกอร์เบิร์ก หรือเจฟฟ์ เบโซส) อาจจะด้วยนิสัยที่ค่อนข้างเก็บตัวจึงไม่ค่อยออกสื่อมากเท่าไหร่ ชายชาวอินเดียวัย 49 ปีคนนี้รับไม้ต่อในฐานะซีอีโอของ Google ต่อจากผู้ก่อตั้งและซีอีโอ แลร์รี เพจ (Larry Page) ตอนที่พิชัยเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาครั้งแรก ในปี 1995 เขาสอบได้ทุนเรียนปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Indian Institute of Technology Kharagpur (IIT) ในประเทศอินเดีย นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาได้ขึ้นเครื่องบินและค่าเดินทางนั้นเทียบเท่ากับเงินเดือนของพ่อที่ทำงานมาตลอดทั้งปีเลยทีเดียว เขาเรียนจบสาขาวัสดุศาสตร์ ต่อด้วยวุฒิ MBA จากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตันในมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย หลังจากเรียนจบก็ไปทำงานที่บริษัทที่มีชื่อเสียงอย่าง McKinsey และเข้าสมัครงานที่ Google ในเวลาต่อมาด้วยความเชื่อที่ว่าอินเทอร์เน็ตเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะนำเทคโนโลยีเข้าถึงทุก ๆ คน วันที่ไปสัมภาษณ์งานเป็นวันที่ 1 เมษายน 2004 ซึ่งเป็นวันที่ Google เปิดตัวบริการ Gmail พอดี…โสภณ ศุภมั่งมี | 1643 days ago
Read More28/09/2021
ทำไมมหาเศรษฐีระดับโลกอย่าง เจฟฟ์ เบโซส และบิล เกตส์ ถึงชอบล้างจานเอง?
มูลค่าบ้านของ บิล เกตส์ (Bill Gates) อยู่ที่ราว 125 ล้านเหรียญ (4 พันล้านบาท) ส่วน เจฟฟ์ เบโซส์ (Jeff Bezos) ก็มีการขายหุ้นแอมะซอน (Amazon) ของตัวเองมูลค่าราวๆ 1 พันล้านเหรียญ (3 หมื่นล้านบาท) ทุก ๆ ปีเพื่อที่จะเอาไปสนับสนุนในโปรเจ็กต์ Blue Origin ที่เป็นความฝันของเขาตั้งแต่วัยเด็กในการไปท่องเที่ยวเดินทางในอวกาศ บอกได้คำเดียวว่าทั้งสองคนนั้นมีเงินชนิดที่เรียกว่าใช้ได้ไม่มีวันหมด ถือเป็นบุคคลที่ร่ำรวยระดับต้น ๆ ของโลกทั้งคู่โสภณ ศุภมั่งมี | 1665 days ago
Read More14/06/2021
ไขคำตอบว่า ‘ทำไมแมวถึงไล่ตะครุบเลเซอร์’ และที่จริงมันไม่ต่างจากพฤติกรรมมนุษย์
ยอมรับกันเถอะครับว่าเกือบทุกคนเคยเล่นแบบนี้กับน้องแมวมาแล้ว เอาเลเซอร์สีแดงส่องไปตามพื้นเพื่อให้น้องแมววิ่งไล่ตะครุบ ขึ้นผนัง มุดโต๊ะ ไต่หน้าต่าง แมวน้อยแสนซื่อเหล่านี้ไล่จับอย่างสนุกสนาน แต่เราเคยสงสัยกันไหมว่าทำไมน้องแมวถึงทำแบบนั้น?โสภณ ศุภมั่งมี | 1771 days ago
Read More31/03/2021
เหนื่อยจังแต่ยังไม่นอน ขอไถมือถือก่อน… พฤติกรรมนี้เรียกว่า ‘Revenge Bedtime Procrastination’
จินตนาการถึงวันที่เหน็ดเหนื่อย (ซึ่งเอาตามจริงสำหรับเราหลาย ๆ คนมันก็คือทุกวันนั่นแหละครับ) คุณอาบน้ำเสร็จเรียบร้อย ทาครีม เดินไปเปิดไฟหัวเตียง ปิดไฟห้อง ทิ้งตัวลงนอน ถอนหายใจ “เฮ้ออออออ……” ในหัวคิด “หมดไปอีกหนึ่งวัน” ระหว่างที่ความคิดในสมองกำลังแล่นวนฉายภาพของสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ งานที่ทำ คนที่เจอ เรื่องเครียด ๆ จากเจ้านาย ลูกค้า ความเหนื่อยล้าจากการรบกับลูกน้อยหรือปากเสียงกับเพื่อนร่วมงาน มือของคุณก็เริ่มควานหาวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมที่คุ้นเคย มันวางอยู่แถวนั้นแหละไม่เคยห่างไปไหน หยิบมือถือคู่ใจขึ้นมากดเปิดดู เช็กความเคลื่อนไหวของเพื่อน ๆ บนโซเชียลมีเดียซะหน่อย ดูยูทูบนิดหนึ่ง ทวิตเตอร์ล่ะวันนี้ฉันพลาดอะไรสำคัญไปหรือเปล่า เน็ตฟลิกซ์มีอะไรใหม่ ๆ ให้ดูไหม ฯลฯ คุณเหนื่อยมาก คุณรู้ว่าควรจะนอนได้แล้ว แต่นิ้วก็ยังไถไปเรื่อย ๆ ไถไปจนเลยจุดที่คุณรู้สึกว่ามันสนุกไปนานแล้ว ตาเริ่มล้า หนังตาเริ่มหนัก พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้าไปเผชิญหน้ากับปัญหาอีกครั้ง แต่…คุณก็ยังไม่หยุด ยังไถต่อไปเพราะคุณรู้สึกไม่พร้อมที่จะพัก เหมือนว่าในใจลึก ๆ บางส่วนนั้นยังรู้สึกไม่พอใจ ยังไม่สาสมใจ ยัง… ฉันยังอยากมีเวลาของฉันอยู่ ฉันยังไม่อยากนอน ตัวผมเองก็เป็นและเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็เป็น พฤติกรรมแบบนี้มีชื่อเรียกว่า “Bedtime…โสภณ ศุภมั่งมี | 1846 days ago
Read MorePR Partners
See All17/04/2026
รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์ | 3 days ago
แค่ความเก่งอาจไม่พอ ! เปิด 15 Insights ที่คนทำงานต้องรู้ในปี 2026 จากงาน “PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026”
งาน PEOPLE PERFORMANCE CONFERENCE 2026 (PPC2026) จัดโดย CREATIVE TALK ร่วมกับ AME IMAGINATIVE และ QGEN Consultant งานของคนทำงานแห่งปีได้จบลงเป็นที่เรียบร้อย พร้อมบรรยากาศสุดคึกคักท่ามกลางคนทำงานหลายพันคน พร้อม Speakers จากหลากหลายวงการมากกว่า 20 ชีวิต ทั้งผู้บริหารระดับแนวหน้า, HR, นักจิตวิทยา และนักแสดงชั้นนำ หัวใจสำคัญของงานปีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ ‘เทคโนโลยี’ ที่เข้ามาอย่างเดียว แต่คือการเข้าใจ17/04/2026
หัวเว่ย คลาวด์ เร่งขับเคลื่อนการใช้งาน AI ในภาครัฐไทย โชว์ความสำเร็จในการยกระดับบริการสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม
หัวเว่ย คลาวด์ เดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย ด้วยการสนับสนุนการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีคลาวด์และ AI ในการยกระดับบริการสาธารณะ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการกำกับดูแล และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล ภายในงาน Huawei Cloud AI Boost Day - Thailand 2026 ล่าสุด หน่วยงานภาครัฐชั้นนำ ได้แก่ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมแบ่งปันกรณีศึกษาความสำเร็จในการนำ AI บน หัวเว่ย คลาวด์ ไปใช้งานจริง เพื่อรับมือกับความท้าทายเชิงปฏิบัติการที่ซับซ้อน และสร้างคุณค่าใหม่ให้กับภาครัฐและประชาชน จากงานวิจัยสู่การใช้งานจริง: เนคเทค ขับเคลื่อน AI ภาษาไทยสู่ภาคปฏิบัติ ในฐานะองค์กรวิจัยชั้นนำของประเทศ เนคเทค ได้นำเสนอความเชี่ยวชาญด้าน AI และการประมวลผลภาษาไทยที่สั่งสมมากว่า 20 ปี โดยสามารถต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้งานจริงผ่าน หัวเว่ย คลาวด์ ด้วยโซลูชัน “PartiNote” แพลตฟอร์ม AI…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 3 days ago
Read More16/04/2026
เจาะอินไซต์สงกรานต์ 2569 : เมื่อ AI จากทรู เผย “อีสาน” คือหมุดหมายหลัก และ “จีน” ครองบัลลังก์นักท่องเที่ยว
16 เมษายน 2569 – จบลงอย่างคึกคักสำหรับเทศกาลสงกรานต์ปีล่าสุด ทรู คอร์ปอเรชั่น ใช้เทคโนโลยี Mobility Data และ AI Autonomous Network วิเคราะห์พฤติกรรมมหาชนแบบเรียลไทม์ พบเทรนด์ใหม่ที่น่าสนใจ : คนกรุงมุ่งหน้าสู่เมืองรองภาคอีสานพุ่งกระฉูด ขณะที่ Soft Power ไทยยังขลัง ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนกลับมาครองอันดับ 1 อย่างเหนียวแน่น ปรากฏการณ์ “อีสานฟีเวอร์” : แชมป์จุดหมายปลายทางปี 69 ข้อมูลจาก Mobility Data ในช่วง 11–15 เมษายน ระบุว่าปีนี้ 15.5% ของคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล และ 4.5% ของภาคตะวันออกนิยมเดินทางท่องเที่ยว ส่งผลให้การเดินทางออกสู่ภูมิภาคต่าง ๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่กลายเป็นฮอตสปอตอันดับหนึ่ง จีนเบอร์ 1 เที่ยวไทย ส่วนคนไทยหนีร้อนไปจีน กระแสสงกรานต์ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดชาวต่างชาติ (Inbound Roamer) ให้เติบโตขึ้น…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More16/04/2026
Huawei x ศุภาลัย x ION Energy ปฏิวัติวงการบ้านโซลาร์ ชูสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 2 แสนบาท
หมดความกังวลเรื่องค่าไฟแพงในช่วงหน้าร้อน หรือความยุ่งยากในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ! เมื่อ 3 ยักษ์ใหญ่ Huawei Digital Power, บมจ.ศุภาลัย (SPALI) และ ION Energy จับมือกันเปลี่ยนหลังคาบ้านให้เป็นโรงไฟฟ้าส่วนตัวที่ปลอดภัย เข้าถึงง่าย และคุ้มค่ากว่าเดิม ภายใต้เป้าหมายติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้บ้านศุภาลัยกว่า 1,500 หลัง ภายใน 3 ปี เจาะลึกความคุ้มค่า "Solar Package" เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะลูกบ้านศุภาลัย แพ็กเกจนี้ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ Pain Point ของคนอยากติดโซลาร์เซลล์โดยเฉพาะ โดยมอบสิทธิประโยชน์ที่เหนือกว่ามาตรฐานตลาด: ไฮไลต์เด็ด: ติดโซลาร์วันนี้ รัฐช่วยจ่ายผ่านการลดหย่อนภาษี มาตรการรัฐเปิดทางให้คุณนำค่าใช้จ่ายไปลดหย่อนภาษีได้แบบจัดเต็ม Huawei ตอกย้ำว่าระบบโซลาร์ต้องมาพร้อมความปลอดภัยและมาตรฐานอุปกรณ์ระดับโลก เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว ทางศุภาลัยมุ่งเปลี่ยนโซลาร์รูฟท็อปให้เป็น "โครงสร้างพื้นฐาน" ที่จับต้องได้จริง ปลดล็อกความกังวลของลูกบ้านด้วยแพ็กเกจที่มั่นใจได้ และ ION Energy ได้ทลายความซับซ้อนด้วยบริการที่ง่าย รวดเร็ว พร้อมเดินสาย Roadshow ตามโครงการศุภาลัยทั่วประเทศเพื่อให้คำปรึกษา ทางกบ้านศุภาลัยที่สนใจ สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ง่าย ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน…ภูษิต เรืองอุดมกิจ | 4 days ago
Read More
























